Project หนังใหม่ : หาเรื่อง!…ทำหนัง! ตอน : THE MISSING

Project 1 :  THE MISSING

อ้างอิง : จากเรื่องจริง การหายตัวไปของ บิลลี่-พอละจี รักจงเจริญ นักต่อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย ต.ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี ตั้งแต่วันที่ 17 เมษายน 2557 จนถึงปัจจุบัน

Plot : ชาวกะเหรี่ยงหรือปะกาเกอญอ บ้านบางกลอย จ.เพชรบุรี มีวิถีชีวิตอยู่คู่กับป่ามายาวนาน พวกเขาอยู่แบบพึ่งพาป่า-คน  แต่แล้วก็ถูกจนท.รัฐขับไล่ เผากระท่อม ทำลายพืชไร่ และอพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ด้วยข้อหาและมาตรการต่างๆ มากมาย…จน “บิลลี่” แกนนำรุ่นหนุ่มคนสำคัญของหมู่บ้าน หายตัวไปอย่างเป็นปริศนา และเชื่อกันว่าถูกจนท.รัฐ “อุ้มหาย”…๕ ปีของคดีไม่มีความกระจ่าง ขณะที่การต่อสู้เพื่อแผ่นดินเกิดก็ยังดำเนินไป จนการตายของ “ปู่คออี้”ผู้นำจิตวิญญาณของชนเผ่า ทำให้ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ต้องฮึดสู้และมีความหวังต่อไป….

เรื่องย่อ (เหตุการณ์จริง) :

ชีวิตที่เหลืออยู่ของ มึนอ และลูกๆ อีก ๕ ชีวิต เต็มไปด้วยความเหงาเศร้าสลดใจทุกครั้งที่คิดถึง “บิลลี่” สามีที่หายตัวไปอย่างเป็นปริศนานานกว่า ๕ ปีแล้ว จากการเป็นนักต้อสู้เพื่อสิทธิมนุษยชนของ บิลลี่ ชาวปกาเกอญอหนุ่มที่เป็นความหวังเดียวของหมู่บ้านบางกลอย เพราะเขาอ่านออกเขียนได้ และร่วมกับพรรคพวก ซึ่งรวมทั้ง “ปู่คออี้” ผู้เฒ่าอายุ๑๐๐กว่าปี แกนนำจิตวิญ ญาญของชนเผ่าที่ยืนยันว่าตั้งรกรากอยู่บนผืนแผ่นดินไทยมายาวนาน ก่อน อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จะเกิดขึ้นด้วยซ้ำ แต่ ปู่คออี้กับพวก กลับถูกจนท.รัฐผลักดันให้ออกจากพื้นที่ จนมีการเผาไร่และบังคับให้อพยพไปอยู่แหล่งใหม่..เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 ปฏิบัติการครั้งนั้นเรียกว่า “ยุทธการตะนาวศรี”  ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช

โดยมีผู้พบเห็นบิลลี่ครั้งสุดท้าย วันที่ 17 เมษายน 2557 เมื่อถูกหน.อุทยาน ฯ แก่งกระจานกับพวกคุมตัวไป…ซึ่งในอดีต..จนท.รัฐคนนี้กับพวกตกเป็นผู้ต้องหาคดีการเสียชีวิตของนายทัศน์กมล โอบอ้อม ส.ส.เพชรบุรี  ซึ่งเป็นผู้ออกมาเปิดเผยเรื่องการเผาบ้านกะเหรี่ยงในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน แต่ต่อมาจนท.รัฐ ก็ถูกยกฟ้อง ชาวบ้านได้เงินชดเชย ขณะที่ ปู่คออี้ เสียชีวิตในเวลาต่อมา และ คดีบิลลี่ ได้รับการรื้อฟื้นสอบสวนอีกครั้งจาก DSI โดยองค์กรอิสระและสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR)ให้ความสนใจเป็นพิเศษ

ตัวละคร(จากชีวิตจริง) :  

๑.มึนอ – พิณนภา พฤกษาพรรณ แม่ของลูกทั้ง 5 คนของบิลลี่ ต้องแบกภาระดูแลครอบครัวเพียงลำพัง ซึ่งลูกทั้งห้าของเธอกำลังศึกษาตั้งแต่ชั้นอนุบาล2 จนถึงม.1 อีกทั้งต้องดูแลพ่อแม่ที่ไม่ค่อยสบายอยู่บ้านป่าเด็ง โดยมีรายได้จากการทอผ้า เลี้ยงแพะ เลี้ยงไก่ ซึ่งรายได้มักไม่ค่อยพอ

“อยู่บางกลอยเข้าออกลำบาก ที่นี่เหมือนศูนย์อพยพ เหมือนถูกกักขังไว้ เข้าออกไม่ง่ายเลย  ….“ท้อใจ ถ้าทำอะไรได้ก็จะทำ ที่ผ่านมาไปขึ้นศาลแล้วก็จบ เขาเห็นว่าน้ำหนักไม่พอ หลักฐานน้อยไป ทั้งๆ ที่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ไม่โกรธแต่คิดว่าคนทำรู้อยู่แก่ใจว่าทำอะไร ไม่มีความหวังว่าคนที่ทำให้บิลลี่หายตัวไปจะโดนลงโทษ เราเรียกร้องสิทธิตามขั้นตอนกฎหมาย ถ้าสิ้นสุดก็คงไม่ทำอะไรแล้ว”……

ในแววตาหม่นเศร้าของมึนอต้องแบกรับภาระหนักในชีวิตไว้มากมาย เสียงซอต รู้(เครื่องดนตรีพื้นเมืองทำจากไม้ไผ่)ดังแว่วมาแต่ไกลเป็นสำเนียงโหยหา คิดถึงบ้าน…

“เพราะเขาเห็นว่าเราด้อยโอกาส ไม่ว่าคนไทยหรือคนชาติพันธุ์ที่ด้อยกว่าจะไม่ได้รับความยุติธรรม”

       ๒.พอละจี รักจงเจริญ หรือ “บิลลี่”  : ชายหนุ่มกลุ่มชาติพันธุ์เชื้อสายกระเหรี่ยง เกิดที่บางกลอยบน เป็นหลานชายของปู่คออี้ ผู้นำทางจิตวิญญาณของกลุ่มชาติพันธุ์บางกลอยบนที่อยู่อาศัยบนผืนแผ่นดินนี้ก่อนจะประกาศเป็นเขตอุทยานแห่งชาติ บนผืนป่าแก่งกระจาน หรือ ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ใจแผ่นดิน”   บิลลี่มีโอกาสได้เรียนหนังสือ สามารถสื่อสารภาษาไทยได้อย่างชัดเจน และเป็นที่ไว้วางใจของชาวบ้านที่นั่น บิลลี่มีภรรยาชื่อมุนอ และมีลูกด้วยกัน 5 คน ซึ่งนอกจากจะเป็นแกนนำกลุ่มชาติพันธุ์กระเหรี่ยงแล้ว เขายังเป็นสมาชิกองค์การบริหารส่วนตำบลห้วยแม่เพรียง อำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี

๓.ปู่คออี้  ผู้นำจิตวิญญาณชนเผ่าปกาเกอญอบ้านบางกลอย อายุ๑๐๖ปี

๔.นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่กระจาน

๕.ทัศน์กมล โอบอ้อม ส.ส.เพชรบุรี ผู้ประสานงานกับชาวกะเหรี่ยง ประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงาน  ฯลฯ ถูกคนร้ายซุ่มยิงเสียชีวิต และยังจับตัวคนร้ายไม่ได้

๖.นายหน่อแอะ มีมิ  ลูกชายคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ วัย 55 ปี ของปู่คออี้ ซึ่งร่วมต่อสู้มาด้วยกัน

ดารารับเชิญ

สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา ผู้สื่อข่าวPPTV ที่เกาะติดคดีและอาจมีข้อมูลที่ยังไม่เคยเปิดเผย

พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ

ประเภทภาพยนตร์(Genre) : Drama/Action สืบสวนสอบสวน

ผู้กำกับภาพยนตร์ :  ถ้าเป็นสมัยก่อนต้อง “มจ.ชาตรีเฉลิม ยุคล”เท่านั้น รองลงมาก็ มานพ อุดมเดช หรือ อ.บรรจง โกศัลวัฒน์ แต่ยุคนี้…เสนอชื่อ โอ๋ ภาคภูมิ วงศ์ภูมิ ผู้กำกับ ชัตเตอร์ฯ แฝด สี่แพร่ง ห้าแพร่ง โฮมสเตย์ และฝนตกที่ห้วยขาแข้ง  หรือไม่ก็ ก้องเกียรติ โขมศิริ คนนี้ชอบสไตล์เขา หรือ นัฐวุฒิ พูนพิริยะ  จาก ฉลาดเกมส์โกง : Bad Genius  เคาท์ดาวน์  ทำหนังเท่ หักมุมเก่งกันทุกคน น่าลองนะ

หมายเหตุ –หนังมีความหม่นมืดพอสมควร  Themeเป็นเรื่องของคนกับป่าที่พึ่งพากันได้ และความขัดแย้งของจนท.รัฐกับชนเผ่าพื้นถิ่นก็ขัดแย้งกันเพราะเรื่องของ ป่า กับการจัดสรรความพอเหมาะพอดี ว่าจะอยู่กันยังไง…โดยมีเส้นของ “การหายตัว”ที่โน้มเอียงว่า อาจจะถูก “อุ้มฆ่า”เป็น Thriller &Suspense  โดยมี ตัวละครสีเทา เข้ามาเติมความดาร์คของเรื่อง ขณะที่ Themeของ ชีวิตเรียบง่ายแบบprimitiveก็ยังคงอยู่…มีดราม่าส่วนของคนที่ยังอยู่กับคนที่หายไป…มันเศร้านะเมื่อคนที่เรารัก..จากไป แบบไม่รู้ชะตากรรม..ภาพจริงอีกอย่างที่ผมชอบคือภาพที่เด็กๆ ที่วิ่งเล่นกันโดยใส่หน้ากากเป็นหน้าของบิลลี่ ที่หายตัวไป..มันทำให้รู้สึกว่า บิลลี่ ยังคงอยู่กับพวกเขาตลอดไป…

ย้อนเหตุการณ์  “บิลลี่” หายตัว

“มึนอ” เล่าย้อนเหตุการณ์หายตัวไปของบิลลี่ว่า ช่วงนั้นเป็นช่วงสงกรานต์ เมษายน 2557

“พี่บิลลี่อยู่ที่บ้าน อยู่กับครอบครัว ที่ตำบลป่าเด็ง (อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี) วันสุดท้ายที่เขาอยู่คือวันที่ 15 เมษายน ก่อนจะออกจากบ้านไป แต่ไม่ได้บอกว่าจะออกนอกบ้านไปค้างกี่คืน เขาบอกแค่ว่า เขามาทำหน้าที่ อบต. เพราะเขาเป็นสมาชิก อบต.ห้วยแม่เพรียงด้วย”  “วันแรกที่เขาหาย ก็ยังไม่รู้นะ เขาหายวันที่ 17 เมษายน 2557 พอวันที่ 18 เมษายน พี่ชายพี่บิลลี่โทรถามหนูว่า เห็นบิลลี่กลับไปถึงบ้านหรือยัง? หนูก็บอกว่ายังไม่เห็นเลย เพราะพี่บิลลี่บอกว่าจะไปทำหน้าที่ อบต. แล้วก็จะไปหาแม่ด้วย หนูก็ถามว่า ไม่เจอกันหรือ?”

“พี่ชายพี่บิลลี่ก็บอกว่า เจอแล้วเมื่อวาน แต่พี่บิลลี่ลงมาข้างล่างแล้ว แต่มีคนบอกว่า มีคนเจอว่า พี่บิลลี่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานแก่งกระจานควบคุมตัว ข้อหาที่ไปเอาน้ำผึ้ง แล้วพี่ชายพี่บิลลี่ก็โทรหาพี่บิลลี่ไม่ติด ไม่รู้ว่าเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เอาไปไว้ที่ไหน?”

“มึนอ” เชื่อว่า การหายตัวไปของบิลลี่ไม่ใช่เรื่องน้ำผึ้งแน่นอน เธอเชื่อว่า เหตุของการหายตัวไปน่าจะเป็นเพราะบิลลี่ช่วย “ปู่คออี้” (นายโคอิ มีมิ) และชาวบ้าน ที่ถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เผาบ้าน เผายุ้งข้าว เมื่อปี 2554 พี่บิลลี่จึงเข้ามาช่วยเหลือปู่ พาปู่ไปฟ้องที่ศาลปกครอง น่าจะเป็นจากเรื่องนี้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะไม่พอใจจากเรื่องนี้ ก็เลยจับตัวไป “เขา (บิลลี่) เคยบอกว่า เขาทำงานเพื่อปู่ ช่วยเหลือปู่ เขาทำเพื่อส่วนรวม และเขารักครอบครัวมาก ตอนนี้ถ้าพี่บิลลี่จะกลับมา หนูไม่เชื่อว่าจะมีวันนั้นแล้ว คือต้องทำใจตั้งแต่ที่พี่บิลลี่ไม่อยู่ที่บ้าน”

“พี่บิลลี่เคยบอกว่า ถ้าวันใดวันหนึ่งเขาเดินทางออกมาจากป่าเด็งมาถึงบางกลอยแล้วเขาหายไป ไม่ต้องเป็นห่วงเขานะ ไม่ต้องตามหาเขานะ ให้รู้เลยว่าเขาถูกฆ่าตาย เขาพูดให้ฟังนะ เพื่อนสนิทเขาก็พูดให้ฟังอย่างนี้”

เหตุการณ์จริง : ลำดับเหตุการณ์การหายตัวไปของบิลลี่ นายพอละจี รักจงเจริญ

วันที่ 17 เมษายน 2557
เวลา 10.00 น. นายพอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) ออกเดินทางจากหมู่บ้านโป่งลึก-บางกลอย เข้าสู่ตัวเมือง (อ.แก่งกระจาน)
เวลา 14.00 น. ชาวบ้านได้ทราบข่าวอย่างไม่เป็นทางการว่า เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน จับกุมและนำตัวไปสอบสวน โดยยังไม่ทราบสาเหตุที่ชัดเจน

วันที่ 18 เมษายน 2557
เวลา 06.00 น. นายพอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) ยังไม่กลับเข้าบ้าน
เวลา 08.00 น. ชาวบ้านโป่งลึก-บางกลอย เริ่มออกตามหา
เวลา 21.00 น. นายกระทง โชควิบูลย์ ผู้ใหญ่บ้านบางกลอย หมู่ 1 ต. ห้วยแม่เพรียง อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี แจ้งความไว้ที่สถานที่ตำรวจภูธรแก่งกระจาน

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่กระจานยอมรับว่าได้จับตัวนายพอละจี รักจงเจริญ (บิลลี่) ไปจริง เพราะได้รับแจ้งจากเจ้าหน้าที่ว่าจับกุมผู้บุกรุกป่าและพบของกลางเป็นน้ำผึ้งจำนวนหนึ่ง จึงมารับตัวไปเพื่อสอบสวนและตักเตือน ต่อมาได้ปล่อยตัวไปที่แยกหนองมะข้า หลังจากนั้นก็ไม่ได้รับข่าวจากนายพอละจีอีกเลย

วันที่ 19 เมษายน 2557
เวลา 13.00 น. ภรรยาและเครือญาติของนายพอละจี (บิลลี่) แจ้งความไว้ที่สถานีตำรวจภูธรแก่งกระจาน และออกค้นหาตามสถานที่ต่าง ๆ ที่นายพอละจีเคยไป จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่พบตัวนายพอละจี

วันที่ 21 เมษายน 2557
ภรรยาของนายพอละจี ชาวบ้านและผู้แทนเครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม เขตตะนาวศรี ยื่นหนังสือต่อนายมณเฑียร ทองนิตย์ ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบุรี ที่ศาลากลางจังหวัดเพชรบุรี และ พล.ต.ต. พีรชาติ รื่นเริง ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี ที่กองกำกับการตำรวจภูธรจังหวัดเพชรบุรี เพื่อขอความเป็นธรรมและให้เจ้าหน้าที่ช่วยติดตามเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน  (ข้อมูลจาก: เครือข่ายกะเหรี่ยงเพื่อวัฒนธรรมและสิ่งแวดล้อม)

2558-2560  ตำรวจได้ตั้งคณะทำงานสืบสวนสอบสวนคดี ก่อนสรุปสำนวนส่งให้ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดำเนินคดีกับนายชัยวัฒน์ข้อหาปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ในส่วนคดีอาญาเกี่ยวกับการบังคับให้บิลลี่หายตัวไป ยังไม่มีความคืบหน้ามากนัก

พิณนภา พฤกษาพรรณ หรือ ‘มึนอ’ ภรรยาของบิลลี่ ได้ร่วมกับเครือข่ายองค์กรด้านสิทธิมนุษยชน ร้องต่อศาลจังหวัดเพชรบุรี ขอให้มีการไต่ส่วนการหายตัวของบิลลี่ แต่ศาลยกคำร้อง โดยศาลระบุว่าหลักฐานไม่เพียงพอ

ปี 2558  ปู่คออี้ เดินหน้าต่อ เข้าแจ้งความที่ สภ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เมื่อวันที่ 19 ต.ค. ให้ดำเนินคดีกับนายชัยวัฒน์ ในข้อหาวางเพลิงเผาทรัพย์ โดยระบุว่าเดือน พ.ค.2554 เจ้าหน้าที่อุทยานฯ แก่งกระจาน ภายใต้การนำของนายชัยวัฒน์ ได้ร่วมกันจุดไฟเผาที่อยู่อาศัย ยุ้งฉางและทรัพย์สินจนได้รับความเสียหาย และบังคับให้ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ออกจากพื้นที่

ปี 2559 ขณะที่คดีบิลลี่ ยังไม่มีความคืบหน้า…ในช่วงเดือน ม.ค.พนักงานสอบสวนส่งเรื่องให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (ป.ป.ท.) ดำเนินการตามกฎหมาย เนื่องจากการกระทำของนายชัยวัฒน์กับพวก(คดีเผาไล่ที่) เป็นความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ

วันที่ 8 ก.พ.ศาลปกครองพิพากษายกฟ้องนายชัยวัฒน์ โดยเห็นว่าผู้ฟ้องคดีไม่มีสิทธิทำกินในที่ดิน เพราะไม่ใช่ชุมชนดั้งเดิม และการไล่รื้อของเจ้าหน้าที่อุทยานเป็นไปตาม พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ แต่ให้กรมอุทยานฯ จ่ายค่าชดเชยค่าทรัพย์สินอื่นคนละ 10,000 บาท ส่วนข้อกล่าวหาอื่นให้ยกคำร้องโดยให้เหตุผลว่าเป็นการทำไปตามหน้าที่

ต่อมา ชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจานได้ยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองกลาง ขอกลับเข้าไปอาศัยและทำกินในพื้นที่บ้านบางกลอยบน (ใจแผ่นดิน) ที่อ้างว่าเป็นพื้นที่บรรพบุรุษ

9 พ.ค. 2559 –ข่าวจาก  PPTV Online ระบุว่า

การแต่งตั้ง ชุดพญาเสือเพื่อทำหน้าที่ จัดการปัญหาการบุกรุกป่าทั่วประเทศ ของกรมอุทยาน แห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ถูกจับตามองมากเป็นพิเศษ เพราะหัวหน้าชุดพญาเสือ คือ นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขัตอักษร บุคคลที่หลายฝ่ายเชื่อว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการหายตัวไปของบิลลี่และการเผายุ้งฉางชาวกะเหรี่ยงโปงลึกบางกลอย จนกลายเป็นแรงต้านที่เกิดขึ้นกับหัวหน้าชุดพญาเสือ

7 กันยายน 2559 ศาลปกครองกลาง แผนกคดีสิ่งแวดล้อม ตัดสินว่า ให้กรมอุทยานแห่งชาติสัตว์ป่า และพันธุ์พืช ผู้ถูกฟ้องคดี ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนให้ชาวบ้านบางกลอยจากการเผาบ้านชาวกะเหรี่ยง คนละ 10,000 บาท ภายใน 30 วัน ส่วนการรื้อถอนด้วยการเผาทำลายเพิงพัก และยุ้งฉาง ศาลตัดสินว่า เป็นการใช้อำนาจโดยชอบของพนักงานเจ้าหน้าที่ ตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ. 2504 พร้อมกับยกคำร้องขอกลับไปอาศัยอยู่ในพื้นที่เดิม

วันนั้น ปู่คออี้ และชาวบ้าน ผู้ฟ้องคดีที่มาร่วมฟังคำพิพากษา ไม่เห็นด้วยกับคำตัดสินดังกล่าว ได้มอบอำนาจให้ทนายความยื่นอุทธรณ์

2560 ต้นเดือนมีนาคม หลังจาก มึนอ ยื่นหนังสือถึง กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) แต่คณะกรรมการคดีพิเศษมีมติ ไม่รับ คดีบิลลี่เป็นคดีพิเศษ  กระทั่งเดือนเมษายนปี2560 ดีเอสไอกลับลำมีมติกลับมาสืบคดีบิลลี่ อีกครั้ง พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ ยืนยันกับผู้สื่อข่าวว่าจะทำคดีนี้ให้ดีที่สุด อย่างน้อยก็ต้องรู้ว่าบิลลี่ยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ หายไปไหน และใครคือผู้กระทำผิด

12 มิ.ย.61 ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาแก้คำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้นเห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เผาทำลายทรัพย์สินโดยไม่มีความจำเป็น ให้กรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช ชดใช้ค่าสินไหมทดแทนเพิ่มเติมให้แก่ ปู่คออี้ กับพวกรวม 6 คน เป็นเงิน 51,407 – 45,302 บาท รวมกว่า 300,000 บาท จากการเผาทำลายสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของชาวกะเหรี่ยง ส่วนกรณีพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ เข้าดำเนินการรื้อถอนเผาทำลายทรัพย์สินและสิ่งปลูกสร้างที่ใช้อยู่อาศัยของปู่คออี้กับพวก เนื่องจากเมื่อพิจารณาถึงพฤติการณ์และความร้ายแรงแห่งละเมิดในคดีนี้ประกอบข้อเท็จจริง ปรากฏว่าพนักงานเจ้าหน้าที่ของกรมอุทยานฯ สามารถใช้ดุลพินิจไม่ใช้มาตรการที่มีความรุนแรงกระทำต่อสิ่งปลูกสร้างและทรัพย์สินของผู้ฟ้องคดีทั้ง 6 คนได้ แม้จะใช้อำนาจตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติ พ.ศ.2504 แต่ไม่สามารถใช้วิธีการโดยพลการและไม่ชอบด้วยกฎหมาย  ส่วนการขอกลับไปอยู่ที่หมู่บ้านใจแผ่นดินดังเดิม ศาลปกครองสูงสุดพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่อาจกำหนดคำบังคับให้ปู่คออี้และพวกกลับคืนสู่สภาพเดิม โดยให้กลับไปอยู่อาศัยและทำกินในพื้นที่เดิมได้ เพราะปู่คออี้ไม่มีเอกสารหรือหนังสือจากทางราชการยืนยันการครอบครองพื้นที่

นายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร ผู้อำนวยการสำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 10 อุดรธานี อดีตหัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน กล่าวภายหลังคำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดว่า น้อมรับคำพิพากษาที่ให้จ่ายค่าชดเชยเพิ่มจากรายละหมื่นบาทเป็นห้าหมื่นบาทเศษ อย่างไรก็ตามไม่คิดว่าจำเป็นต้องขอโทษชาวปกาเกอะญอ เพราะเป็นผู้ที่บุกรุกผืนป่า และศาลปกครองสูงสุดก็ชี้ขาดแล้วว่าบุกรุกจริง ไม่ให้กลับไปอยู่ในพื้นที่เดิมอีก การปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าหน้าที่จึงเป็นการรักษาธรรมชาติ และพร้อมที่จะถูกสอบวินัยกรณีที่ทำให้รัฐเสียหายจากการต้องจ่ายค่าชดเชยดังกล่าว อีกทั้งหากมีการนำเรื่องไปฟ้องศาลอาญาก็พร้อมสู้คดีต่อไป

“ขอโทษคงไม่ขอโทษ คิดว่าเรื่องนี้ใครก็รู้ว่าใครบุกรุกป่า คำพิพากษาวันนี้ผมภูมิใจที่ต่อไปจะไม่มีใครสามารถบุกรุกป่าแก่งกระจานได้อีกแล้ว โดยเฉพาะ 6 คนนี้ ซึ่งในส่วนของผมทำอย่างเต็มความสามารถที่สุดแล้ว และผมคิดว่าคนที่ฟ้องกรม อุทยานฯก็รู้ดีว่าตัวเองมีความผิดหรือไม่” นายชัยวัฒน์กล่าว

11 กรกฎาคม 2561 ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศกรมสอบสวนคดีพิเศษ ให้คดีการหายตัวไปของนายพอละจี รักจงเจริญ หรือ บิลลี่ เป็นคดีพิเศษ ตามมติการประชุมวันที่ 28 มิ.ย. 2561

ลงชื่อ พันตำรวจเอกไพสิฐ วงศ์เมือง อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ

-หลังจากเมื่อวันที่ 30 ก.ย. 2561 รถฉุกเฉินโรงพยาบาลแก่งกระจาน ขึ้นไปรับตัว ปู่คออี้ มีมิ วัย 106 ปี ผู้อาวุโสซึ่งเป็นที่นับถือของชาวกะเหรี่ยง ที่บ้านบางกลอย หลังป่วยหนักจนไม่ได้สติ และถูกส่งต่อไปยังโรงพยาบาลพระจอมเกล้า จ.เพชรบุรี โดย เมื่อเวลา 04.14 น. เช้าวันที่ 5 ต.ค.61  ปู่คออี้ ได้สิ้นลมหายใจอย่างสงบ ที่ รพ.พระจอมเกล้า

2561  เครือข่ายสิทธิมนุษยชนและกลุ่มชาติพันธุ์ รำลึกถึง ‘พอละจี รักจงเจริญ’ นักต่อสู้เพื่อสิทธิชาวกะเหรี่ยง ซึ่งสูญหายครบ 4 ปี พร้อมเรียกร้องสังคมไทยตื่นตัว-ปกป้องสิทธิเหมือนกรณีล่าเสือดำและบ้านพักตุลาการรุกป่า ซึ่งคดีของ บิลลี่ไม่คืบหน้า แม้จะมีพยานหลักฐานซึ่งสนับสนุนข้อสันนิษฐานว่าบิลลี่ตกเป็นเหยื่อการบังคับบุคคลให้สูญหาย ทำให้เครือข่ายชาวกะเหรี่ยงและองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนร่วมออกแถลงการณ์รำลึกถึงการหายตัวไปของบิลลี่ และเรียกร้องให้หน่วยงานภาครัฐเร่งดำเนินการให้ความเป็นธรรมต่อกรณีที่เกิดขึ้น

สำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNOHCHR) ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ได้แถลงผ่านทวิตเตอร์ แสดงความกังวลต่อการสืบสวนสอบสวนคดีของบิลลี่ที่ยังคงไม่คืบหน้า และ ‘แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล‘ หรือ AI องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ เรียกร้องให้ทางการไทยสอบสวนการหายตัวไปของบิลลี่อย่างเป็นอิสระ เป็นธรรม และมีประสิทธิภาพ พร้อมเยียวยาครอบครัวของเขาและผู้ที่ได้รับผลกระทบอย่างเต็มที่ รวมทั้งนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ

-ขณะที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ หรือ DSI ออกแถลงการณ์ชี้แจงความคืบหน้าในการสอบสวนคดีบิลลี่ โดยระบุว่า ได้มีการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจานที่เกี่ยวข้องกับการจับกุมบิลลี่ แต่ปล่อยตัวไปโดยไม่ได้ดำเนินคดี เข้าข่ายความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ราชการ และได้ส่งสำนวนการสอบสวนไปยังสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ หรือ สำนักงาน ป.ป.ท. แล้ว โดยเรื่องอยู่ระหว่างการไต่สวน

-ส่วนกรณีที่นางพิณนภา หรือ มึนอ ภรรยาของบิลลี่ ยื่นเรื่องขอให้ดีเอสไอสืบสวนเกี่ยวกับการหายตัวไปของบิลลี่อีกทางหนึ่ง และขอให้รับเป็นคดีพิเศษ ได้มีการทำงานร่วมกันแบบบูรณาการระหว่างดีเอสไอกับตำรวจภูธรภาค 7 และหน่วยงานในพื้นที่ ปัจจุบันสืบสวนเสร็จแล้ว เห็นว่าการหายตัวไปอาจเกิดจากการกระทำผิดอาญา และคณะอนุกรรมการคดีพิเศษได้เสนอความเห็นว่าควรรับเป็นคดีพิเศษในการประชุมครั้งที่ผ่านมา

 

มูลเหตุสำคัญในการหายตัวไปของบิลลี่ : เกี่ยวข้องกับกรณีชาวบ้านถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯบุกเผาบ้าน เผายุ้งข้าว ราว100 หลังของชาวกะเหรี่ยงแก่งกระจาน ต.ห้วยแม่เพรียง เมื่อเดือนพฤษภาคม 2554 ปฏิบัติการครั้งนั้นเรียกว่า “ยุทธการตะนาวศรี”  ของกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช บิลลี่ในฐานะสมาชิก อบต.ห้วยแม่เพรียง พร้อมตัวแทนกะเหรี่ยง 6 คนเข้ามาช่วย ‘ปู่คออี้’ หรือ โคอิ มิมี และชาวบ้าน พาไปฟ้องที่ศาลปกครอง เรียกร้องค่าเสียหายและให้กลับไปอาศัยทำกินที่เดิม สร้างความไม่พอใจแก่เจ้าหน้าที่

             เรื่องที่ถูกนำมาเชื่อมโยงกับ กรณีของบิลลี่ ยังมีเรื่องของบุคคลอีก 2 คน คนแรก คือ นายทัศน์กมล โอบอ้อม ซึ่งเป็นผู้ออกมาเปิดเผยเรื่องการเผาบ้านกะเหรี่ยงในอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ให้สัมภาษณ์สื่อ และไปพูดในงานสัมมนาหลายเวที จนถูกติดประกาศ เป็นบุคคลที่ “ห้ามเข้า” อุทยาน และ นายทัศน์กมล ถูกยิงเสียชีวิตในรถเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2554 จนถึงวันนี้ ยังจับใครไม่ได้

Flashback : ภายหลังจากมีการเผาทำลายบ้านบางกลอยบน ทัศน์กมล โอบอ้อม ส.ส.เพชรบุรีเข้ามาช่วยประสานงานกับชาวกะเหรี่ยง เข้าร้องเรียนต่อสุรพงษ์ กองจันทึก ขณะนั้นเป็นประธานอนุกรรมการสิทธิมนุษยชนด้านชนชาติ ผู้ไร้สัญชาติ แรงงานข้ามชาติ และผู้พลัดถิ่น สภาทนายความ  หลังการร้องเรียนไม่กี่วัน ทัศน์กมลถูกยิงเสียชีวิตขณะขับรถเข้าตัวเมืองเพชรบุรี

3 ปีต่อมา หลังการตายของทัศน์กมล ‘บิลลี่’ ผู้นำชาวกะเหรี่ยงที่ออกมาต่อสู้เรื่องคดีนี้ก็หายตัวไป

สาเหตุการสังหารนายทัศน์กมล โอบอ้อม อดีตผู้สมัคร สส พรรคเพื่อไทยเพชรบุรี แกนนำเรียกร้องความเป็นธรรมให้ชาวกะเหรี่ยง ที่ออกมาแฉกรณีนายชัยวัฒน์นำเจ้าหน้าที่อุทยานเผาบ้านไล่ที่ชาวกะเหรี่ยง

แฟ้มข่าวรายการ Intelligence ประจำวันที่ 29 สิงหาคม 2554

ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ยอมรับว่าเจ้าหน้าที่รัฐมีปัญหาในการจัดการกับชนกลุ่มน้อยโดยเฉพาะช่วงหลัง ปี 2541 หลังผลักดันชนกลุ่มน้อยกะหร่าง ออกจากพื้นที่ป่าต้นน้ำ มาอยู่รวมกันที่บริเวณบ้านโป่งลึก- บางกลอย โดยมีการจัดสรรที่ทำกินให้ แต่เจ้าหน้าที่รัฐขาดการดูแลในช่วงกว่า 10 ปี เพราะเปลี่ยนหัวหน้าอุทยานฯบ่อย ทำให้ชาวกะหร่างบางส่วนย้ายไปอยู่ที่ป่าต้นน้ำเดิม และมีชนกลุ่มน้อยจากพม่าข้ามฝั่งมาอยู่ทำให้เกิดปัญหาการบุกรุกป่า


หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน เริ่มสำรวจผืนป่าเมื่อต้นปี 2552 และเริ่มเปิดปฏิบัติการตั้งแต่เดือน เมษายน- สิงหาคม 2553  สองครั้งแรกมีการเจรจาโดยนำผู้นำชุมชนกะหร่างเข้าพื้นที่ด้วย ปฏิบัติการครั้งที่สี่ พฤษภา-มิถุนายน 54 มีการเผาบ้านร้าง เพราะไม่ต้องการให้ชนกลุ่มน้อยกลับเข้ามาอยู่อาศัยอีก และง่ายต่อการตรวจการณ์ทางอากาศ พร้อมกับยืนยันว่าไม่ได้มีการเผาทำลายยุ้งฉาง ในการเข้าพื้นที่เจ้าหน้าที่อุทยานยืนยันว่า พบการปลูกกัญชา และการสะสมอาวุธ
ระหว่างปฏิบัติการครั้งที่ 6 ในเดือนกรกฎาคมเกิดอุบัติเหตุเฮลิคอปเตอร์ฮิวอี้ตก จนนำมาสู่โศกนาฏกรรมเฮลิคอปเตอร์ตก 3 ลำซ้อนในเขตอุทยาน หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานยืนยันจะปฏิบัติภารกิจปกป้องผืนป่าต่อไป โดยปฏิบัติการครั้งที่ 7 จะดำเนินการต่อช่วงเดือนพฤศจิกายน 2554 พร้อม ๆ กับการดูแลบ้านโป่งลึก –บางกลอย ที่ชาวกะหร่างที่ถูกผลักดันจากป่าต้นน้ำ และพร้อมพิสูจน์ข้อกล่าวหาการละเมิดสิทธิชนกลุ่มน้อย

Upplagd av Thai Democratic Movement in Scandinavia kl. 14:05

นายหน่อแอะ มีมิ  ลูกชายคนเดียวที่ยังมีชีวิตอยู่ วัย 55 ปี ของปู่คออี้ ซึ่ง หน่อแอะ เดินเหินไม่ได้แล้ว เล่าเหตุการณ์การโยกย้ายบ้านของปู่คออี้และกะเหรี่ยงแก่งกระจานรวมถึงตัวเขาว่า….เริ่มต้นขึ้นปี 2539 ที่เจ้าหน้าที่ให้กะเหรี่ยงซึ่งอาศัยอยู่บางกลอยบน หรือ “ใจแผ่นดิน” อพยพลงมาจากบ้านที่เขาอ้างว่าอยู่ตั้งแต่เกิด มาอยู่ที่บ้านโป่งลึก-บางกลอย ครอบครัวของเขาจึงต้องจำใจโยกย้ายลงมา พร้อมกับกะเหรี่ยง 57 ครอบครัว รวม 391 คน  อยู่ได้ประมาณ 3 เดือน หน่อแอะ บอกว่า ปู่คออี้ทนอากาศร้อนไม่ไหว และคิดถึงเสียงของป่า จึงอพยพกลับไปอยู่ที่บ้านหลังเดิมที่บางกลอยบน และนี่เป็นครั้งที่ 2 ของการถูกบังคับให้อพยพโยกย้าย วันที่ 6 พฤษภาคม 2554 หน่อแอะถูกจับขึ้นเฮลิคอปเตอร์มาส่งที่สถานีตำรวจ และถูกส่งต่อไปยังเรือนจำ บ้านถูกเผา ยุ้งฉางถูกรื้อทำลาย รวมทั้งข้าวเปลือกร่วม 400 ถังถูกทำลายและสูญหาย โดยเจ้าหน้าที่(ไม่ทราบหน่วยงานแน่ชัด)

หน่อแอะ เล่าว่า เหตุการณ์นั้นตัวเองถูกตั้งข้อหาว่ามีอาวุธปืนไว้ในครอบครองและในวันรุ่งขึ้น ปู่คออี้และหลานถูกนำขึ้นเฮลิคอปเตอร์ลงมาที่บ้านบางกลอย เกือบสองอาทิตย์ ต่อมาพวกเขาจึงรับรู้ในเวลาใกล้เคียงกันว่า ทั้งบ้านและยุ้งฉางถูกเผาจนไม่เหลืออะไร เวลานั้น ลูกหลานต้องแตกกระสานซ่านเซ็น  แต่แน่นอนว่าวิญญาณ และจิตใจของปู่คออี้ ยังอยู่ที่ “ใจแผ่นดิน” แม้จะผ่านมาเกือบ 6 ปี ที่จำจากมา

ปี 2553 – 2554  เจ้าหน้าที่อุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน สนธิกำลังกับเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง ดำเนินการอพยพชาวกะเหรี่ยงและเผาทำลายที่พักอาศัยของชาวกะเหรี่ยงบ้านบางกลอย (ใจแผ่นดิน) อ.แก่งกระจาน จ.เพชรบุรี เพื่อผลักดันออกจากผืนป่าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจาน ทำให้มีการร้องเรียนต่อสภาทนายความ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและนายกรัฐมนตรี

             (แฟ้มข่าว )วันที่ 10 ก.ย.2554 ประมาณ 18.00 น. เกิดเหตุยิงกันบนถนนเพชรเกษม หมู่ 6 ต.ถ้ำลงค์ อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี มีผู้เสียชีวิต 1 ราย ชื่อนายทัศน์กมล โอบอ้อม ซึ่งเป็นผู้ประสานงานเครือข่ายชาวกะเหรี่ยงไทย-พม่า และอดีตผู้สมัคร สส.พรรคเพื่อไทย  ถูกยิงขณะขับรถยนต์กลับจากเล่นฟุตบอลใน อ.ท่ายาง ขณะเกิดเหตุมีรถยนต์วิ่งประกบและระดมยิงเข้าใส่ จนรถเสียหลักพุ่งข้ามคูน้ำกลางถนนข้ามฝั่งไปชนกับต้นไม้ เว็บไซต์ข่าวสดออนไลน์ รายงานว่า ที่เกิดเหตุพบรถยนต์ยี่ห้อ จิ๊ปเชอโรกี สีบรอนซ์-ทอง ทะเบียน ภย 4754 กทม. ที่ตัวรถด้านขวาพบรอยกระสุนปืนไม่ทราบขนาดกว่า 10 แห่ง กระจกประตูหน้าข้างคนขับแตกละเอียด ภายในรถพบศพนายทัศน์กมล โอบอ้อม อายุ 55 ปี ในสภาพถูกยิงที่ศีรษะและหัวไหล่ขวาหลายนัด จนเสียชีวิตคาพวงมาลัยรถ ห่างจากจุดเกิดเหตุไม่ไกลพบหัวกระสุนปืนขนาด 11 มม. ตกอยู่จำนวน 1 นัด

นายทัศน์กมล เป็นผู้ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับชาวกะเหรี่ยงป่าตะวันตกบริเวณชายแดนไทย-พม่า และเป็นผู้มีบทบาทสำคัญในการประสานระหว่างชาวกะเหรี่ยงป่าแก่งกระจานกับหน่วยงานต่างๆ ของรัฐ และมีบทบาทเป็นผู้ประสานให้มีการปล่อยตัวตำรวจตระเวนชายแดน 4 นายที่ถูกจับกุมตัวในฝั่งพม่าในปี 2535

ต่อมานายทัศน์กมล พยายามเข้าไปสำรวจพื้นที่เพื่อตรวจสอบข้อมูลช่วยเหลือชาวกะเหรี่ยงที่ถูกอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานเผาไล่ที่   อีกทั้งยังเตรียมที่จะตีแผ่เรื่องราวในอุทยานฯแก่งกระจาน ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของการที่มีกลุ่มบุคคลเข้าไปบุกรุกพื้นที่เขตอุทยานฯปลูกยางพารา ปลูกมะนาว จำนวนกว่า 100 ไร่ ซึ่งทางอุทยานไม่ได้มีการห้ามปรามแต่อย่างใด หรือแม้กระทั่งเรื่องที่เคยมีชาวกะเหรี่ยงถูกเจ้าหน้าที่อุทยานฯ ยิงเสียชีวิต โดยกล่าวหาว่ามายิงช้างในพื้นที่อุทยานฯ แม้กระทั่งเรื่องของรีสอร์ท ที่มีกระแสข่าวว่า มีการนำไม้จากอุทยานออกมาใช้ รีสอร์ท ดังกล่าวยังอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติอีกด้วย และเรื่องการตัดเถาวัลย์ ในป่าแก่งกระจาน ที่มีกลุ่มบุคคลอีกหลายกลุ่มพยายามออกมาคัดค้าน การกระทำในโครงการนี้ และอีกหลายๆเรื่องกระทั่งเป็นเหตุให้ทางผู้บริหารอุทยานแก่งกระจาน อาศัยอำนาจตามพ.ร.บ.อุทยานแห่งชาติและระเบียบกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช ออกประกาศห้ามนายทัศน์กมลเข้าเขตอุทยานแก่งกระจาน ฐานสร้างความปั่นป่วนและอุปสรรคในการพัฒนาชนกลุ่มน้อย แหล่งข่าวในพื้นที่ให้ข้อมูลว่า ปกตินายทัศน์กมลมักเดินทางไปเล่นฟุตบอลในตอนเย็น และชอบเดินทางไปไหนมาไหนคนเดียว ก่อนเกิดเหตุมีผู้เตือนนายทัศน์กมลให้ระวังตัว แต่ก็ถูกประกบยิงเสียชีวิตในที่สุด

ปี 2555 นายโคอิ มีมิ หรือปู่คออี้ ผู้นำกะเหรี่ยงบ้านบางกลอยบนที่อาศัยในผืนป่าแก่งกระจาน กับ นายบิลลี่ และพวกรวม 6 คน  ยื่นฟ้องกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช และนายชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร หัวหน้าอุทยานแห่งชาติแก่งกระจานในขณะนั้น ต่อศาลปกครองกลาง

จากแฟ้มข่าว ปี 2557  : 28 ต.ค. 2557 15:01 น.

ศาลเพชรบุรีอ่านคำพิพากษาคดี ‘ชัยวัฒน์ ลิ้มลิขิตอักษร’ หน.อช.แก่งกระจาน กับพวกรวม 5 คนพวกอีกทั้ง 4 คน ซึ่งประกอบด้วย นายศักดิ์ พลับงาม นายชูชัย สุขประเสริฐ อดีตสมาชิก อบต.บางเก่า อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี นายธวัชชัย ทองสุข หรือ ส.ท.ต่อสมาชิกสภาเทศบาลต.หนองจอก อ.ท่ายาง จ.เพชรบุรี และนายดวง สังข์ทอง ลูกจ้างอุทยานฯ ซึ่งตกเป็นผู้ต้องหาจ้างวานฆ่า และร่วมฆ่านายทัศน์กมล โอบอ้อม อดีตผู้สมัคร ส.ส. แกนนำกะเหรี่ยงกรณีเผาไล่ที่ สืบพยานนาน 3 ปี สุดท้ายศาลยกฟ้อง เหตุพยานหลักฐานขาดน้ำหนัก

หลังฟังคำพิพากษา นายชัยวัฒน์ กล่าวว่า รู้สึกดีใจที่ได้รับความเป็นธรรม ซึ่งตนเองมั่นใจมาโดยตลอดว่า เพราะได้ปฏิบัติหน้าที่ในการปกป้องทรัพยากรเพื่อคนทั้งประเทศ แต่มาถูกเชื่อมโยงเอาตนและลูกน้องเข้าไปเกี่ยวพันในคดีนี้ ทำให้รู้สึกเสียใจ และเชื่อว่ามีขบวนการที่จ้องทำลายตนเองกับลูกน้อง ซึ่งทุกคนก็มีครอบครัวแต่ต้องมารับสภาพที่ถูกกลุ่มผู้ไม่หวังดีโจมตีมาตลอด แต่วันนี้ได้รับความเป็นธรรมจากกระบวนการพิจารณาคดี ก็รู้สึกดีใจ บอกน้องๆ ที่ทำงานทุกคน ว่าให้ตั้งใจทำงาน อย่าย่อท้อ พร้อมกันนี้ ก็ต้องขอความเป็นธรรมให้ตนเองและเจ้าหน้าที่ ที่ถูกนำไปเชื่อมโยงกับคดีอื่นๆ อีก จนได้รับความเสียหาย

(คดีการตายของ อ.ป็อด นายทัศน์กมล โอบอ้อม น่าจะหาข้อมูลเพิ่มเติม ได้จาก สถาพร พงษ์พิพัฒน์วัฒนา ผู้สื่อข่าวPPTV ที่เกาะติดคดีและอาจมีเบาะแสที่ พูดในข่าวไม่ได้)

2557 : ระหว่างที่มีการต่อสู่เรื่องคดีความ นายพอละจี รักจงเจริญ หรือบิลลี่ หลายชายของปู่คออี้ และเป็นแกนนำที่ร่วมยืนยันสิทธิ์การอาศัยที่บ้านบางกลอย ได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยในเดือน เม.ย.2557

ข้อมูลอื่นๆ ประกอบการสืบสวนสอบสวน

๑.คดีนี้ตำรวจเพชรบุรี ท้องที่เกิดเหตุ ตั้งต้นสอบสวนในข้อหาหน่วงเหนี่ยวกักขัง แต่ไปได้ไม่สุดทางเพราะเจ้าหน้าที่อุทยานให้การยอมรับว่า ได้ควบคุมตัวบิลลี่ที่เข้าไปเก็บน้ำผึ้งป่าจริง แต่ได้ปล่อยตัวไปโดยไม่ได้ส่งตัวให้ตำรวจดำเนินคดีตามกฎหมาย…ทำให้รูปคดีไม่ใช่การหน่วงเหนี่ยวกักขัง แต่เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ซึ่งอยู่ในอำนาจการไต่สวนของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ(ป.ป.ท.) โดยคณะอนุกรรมการไต่สวนข้อเท็จจริงสรุปสำนวนการสอบสวนแล้ว ล่าสุดอยู่ระหว่างบรรจุเป็นวาระการประชุมเพื่อให้บอร์ดป.ป.ท. ลงมติชี้มูลความผิด

๒. “คนที่หายไปพร้อมกับรถ ตามหาไม่เจอทั้งศพทั้งรถ” ตำรวจไม่สามารถไขปริศนาคำตอบได้ ส่งผลให้คดีถูกนานาชาติกดดันจน DSI ต้องรับโอนสำนวนมาเป็นคดีพิเศษ พ.ต.ท.กรวัชร์ ปานประภากร รองอธิบดีดีเอสไอ ซึ่งเคยรับผิดชอบเป็นหัวหน้าชุดสืบสวนข้อเท็จจริง ครั้งนั่งคุมสำนักงานปฏิบัติคดีพิเศษภาค “รองฯ ดำ” มั่นใจว่ารูปคดียังพอไปได้ ยังมีพิรุธในพยานหลักฐานอีกหลายจุดที่พอจะขยายผลให้เกิดความชัดเจน และถ้าตันเสียจนไม่เหลือความหวังก็ไม่มีความจำเป็นต้องรับเป็นคดีพิเศษ

๓.หลักฐานสำคัญ พบคราบเลือดในรถยนต์ของอุทยานแก่งกระจาน ซึ่งเป็นผลจากการลงพื้นที่ในชั้นสืบสวนของดีเอสไอในปี 2557 ซึ่งเข้าปฏิบัติการพร้อมทีมนักนิติวิทยาศาสตร์ ได้ใช้อุปกรณ์พิเศษตรวจพบคราบเลือดในห้องโดยสาร ตำแหน่งหลังที่นั่งคนขับ ซึ่งหลักฐานชิ้นนี้ถือว่าน่าเสียดาย เพราะในช่วงหลังเกิดเหตุใหม่ๆ เจ้าหน้าที่ไม่ได้อายัดรถของทางราชการเพื่อรอการตรวจสอบทางนิติวิทยาศาสตร์ ทำให้รถคันดังกล่าวผ่านการล้างทำความสะอาดมาแล้วหลายครั้ง จนการพิสูจน์คราบเลือดไม่สามารถตรวจจับคู่ดีเอ็นเอได้ อ่านแปลผลได้เพียงว่า เป็นคราบเลือดมนุษย์ … เพศชาย

จากนี้ ตัวอย่างคราบเลือดดังกล่าวจะถูกส่งให้สถาบันนิติวิทยาศาสตร์ตรวจซ้ำด้วยเครื่องมือที่มีวิทยาการทันสมัยขึ้น รวมถึงการประสานส่งให้แล็บในต่างประเทศตรวจพิสูจน์ ถ้าขึ้นผลดีเอ็นเอก็จบง่าย หากยังคลุมเครือก็ยังเป็นประเด็นที่เจ้าหน้าที่อุทยานต้องตอบให้กระจ่างว่า กิจกรรมอนุรักษ์ผืนป่าประเภทใด จึงทำให้เกิดคราบเลือดของมนุษย์เปื้อนอยู่ในห้องโดยสาร
๔.กล้องวงจรปิดภายในอุทยานฯ แก่งกระจาน เป็นอีกหลักฐานสำคัญที่ต้องนำมาย้อนภาพอย่างละเอียดอีกครั้ง เพื่อลำดับเหตุการณ์ตามช่วงเวลา ซึ่งต้องนำมาเปรียบเทียบกับคำให้การของพยานทั้งที่ให้ปากคำต่อพนักงานสอบสวน และคำเบิกความในชั้นศาล โดยคดีนี้พบข้อพิรุธจากคำให้การของพยานหลายปากที่พูดไม่ตรงกัน ทั้งในชั้นสอบสวน และเบิกความในศาลแต่ละครั้งไม่ตรงกัน ซึ่งถือว่าผิดธรรมชาติ …

๕.ภาพจากกล้องวงจรปิด จะถูกนำมาทบทวนและเทียบเคียงกับคำให้การของพยานบุคคล เพื่อสรุปให้ได้ถึงเวลาที่แท้จริงในการควบคุมตัวบิลลี่ รถยนต์ที่ขับเข้าไปรับตัวมีทั้งหมดกี่คัน เวลาในการรับตัว-ปล่อยตัว รวมถึงตำแหน่งที่เจ้าหน้าที่อุทยานฯ ระบุถึงการปล่อยตัวบิลลี่ โดยคาดหวังว่าพยานแวดล้อมทั้งหมดจะช่วยพิสูจน์ให้กระจ่างชัดขึ้นว่า ในวันเกิดเหตุ มีผู้พบเห็นตัวบิลลี่หลังได้รับการปล่อยตัวจริง หรือไม่เคยมีใครได้พบเห็นตัวบิลลี่อีกเลย …หลังมีผู้มารับตัวไปจากชุดจับกุม

๖.ข้อมูลจากการสืบค้นยังพบว่า การหายตัวไปของบิลลี่ไม่ใช่รายแรก ก่อนการหายตัวไปของบิลลี่ราว 2 ปี ก็เคยเกิดเหตุในลักษณะใกล้เคียงกัน มีการฟ้องดำเนินคดีกันในชั้นศาล โดยเจ้าหน้าที่อุทยานฯ เป็นฝ่ายชนะคดี

การรับสอบสวนคดีการหายตัวของบิลลี่จึงไม่ใช่เริ่มต้นนับหนึ่งใหม่ของดีเอสไอ แต่เป็นการเข้าไปทบทวนวรรณกรรม เพื่อเจาะเข้าไปในรายละเอียดทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นคำให้การของพยานแวดล้อม ประจักษ์พยาน รวมถึงบุคคลใกล้ชิดของบิลลี่ เพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงว่าในห้วงเวลาก่อนการหายตัวไปมีการข่มขู่คุกคามบ้างหรือไม่ รวมถึงวิเคราะห์บันทึกการใช้โทรศัพท์ของบิลลี่ก่อนที่จะหายตัวไป วันนี้ดีเอสไอได้นำแม่ เมีย และลูกๆ ของบิลลี่ เข้าโครงการคุ้มครองพยานเป็นที่เรียบร้อย

ส่วนการลงพื้นที่ตรวจจุดที่สันนิษฐานว่าบิลลี่หายตัวไปนั้น ยังเป็นเรื่องยาก เพราะแก่งกระจานเป็นอุทยานที่ยังคงสภาพผืนป่าสมบูรณ์ใหญ่ที่สุดในประเทศสภาพพื้นที่เต็มไปด้วยหน้าผาและหุบเหว ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการสำรวจตรวจค้น

ดีเอสไอจะจบคดีนี้อย่างไร ยังคงต้องติดตาม ที่บอกได้ตอนนี้ คือ คดี “บิลลี่” เป็นสำนวนแห้งที่รับไว้สอบสวนหลังเหตุการณ์ล่วงเลยมากว่า 4 ปี จึงต้องใช้เวลาในการวิเคราะห์พยานหลักฐานทุกส่วน ก่อนจะนำไปสืบค้นขยายผล ดังนั้น ภายในช่วงเวลาสั้นๆ ยังไม่ได้คำตอบแน่  บทสรุปจะจบลงด้วยคำฟ้อง หรือเก็บเป็นแฟ้ม “คดีเย็น” เช่นเดียวกับคดีของ ทนายสมชาย นีละไพจิตร หรือไม่ คงต้องตามลุ้นกันต่อไป

(ข้อมูลจาก- )คดีกะเหรี่ยงบิลลี่ในมือดีเอสไอ ยังพอไปไหว : คอลัมน์… ขยายปมร้อน  โดย… ปิยะนุช ทำนุเกษตรไชย –คมชัดลึก ออนไลน์)

Post Author: Admin Admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *