Project หนังใหม่: หาเรื่อง!!..ทำหนัง เรื่อง: ดวงเดือน

Project หนังใหม่: หาเรื่อง!!..ทำหนัง

เรื่อง: ดวงเดือน(Beautiful Moon)

อ้างอิง – จากเรื่องจริง รักต้องห้ามข้ามราชวงศ์ ระหว่าง พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ เจ้าชายหนุ่มแห่งสยามกับ เจ้าหญิงชมชื่น ณ เชียงใหม่ พระธิดาใน เจ้าราชแห่งล้านนา ด้วยความตรอมตรมพระทัยที่จำต้องพรากจากกัน เจ้าชายหนุ่มทรงประพันธ์เพลง “ดวงเดือน”เพื่อเป็นอนุสรณ์แห่งความทรงจำในรักแรกรักเดียว และสิ้นพระชนม์ด้วยพระชันษาเพียง 28 ปี ส่วนเจ้าหญิงล้านนาก็สิ้นชีพิตักษัยใน1ปีถัดมา…

PLOT : เจ้าชายแห่งสยาม วัยแรกรุ่นพบรักแรกกับเจ้าหญิงแห่งล้านนา แต่มีเบื้องหลังทางการเมืองที่ฝ่ายล้านนาไม่สนิทใจนักกับท่าทีหรือนโยบายรวมชาติของสยามยามนั้น ยิ่งกรณี “รักร้าง”ระหว่างเจ้าชายสยามกับเจ้าหญิงล้านนาก็เคยเกิดขึ้นมาก่อน  ความแตกต่างของเชื้อสาย ม่านประเพณี และการเมือง กดดันให้ทั้งสองต้องเผชิญกับรักต้องห้าม…และยิ่งพรากกันห่างด้วยการถูกบังคับให้มีคู่รักใหม่ที่ผู้ใหญ่จัดการให้  ทำให้ทั้งสองหนุ่มสาวต้องตรอมตรม และมีเพียง “ดวงเดือน”เท่านั้นที่เป็นสื่อสายใยแห่งความอาลัยอาวรณ์…

 SYNOPSIS:  พระองค์เพ็ญ ทรงศึกษาด้านการเกษตรที่ประเทศอังกฤษ เมื่อเรียนจบกลับพระนคร ได้เสด็จไปเยือนนครเชียงใหม่ และได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจาก “เจ้าหลวงอินทวโรรสสุริยวงศ์” (พระเชษฐาเจ้าดารารัศมี) และพระญาติจัดงานต้อนรับหลายวัน มีการแสดงพื้นเมือง ระบำรำฟ้อน และถึงขั้นเชื้อเชิญให้ไปประทับที่คุ้มหลวง ภายในงานเลี้ยงต้อนรับมีบรรดาเจ้านายฝ่ายเหนือมาร่วมงานกันอย่างอุ่นหนาฝาคั่ง หากแต่หนึ่งในบรรดาเจ้านายทั้งหมด มีเพียงหญิงเดียวที่โดดเด่นสะดุดตา คือเจ้าหญิงชมชื่น ณ เชียงใหม่ พระธิดาของเจ้าราชสัมพันธวงศ์ ธรรมลังกา ณ เชียงใหม่ เจ้าผู้ครองนครเมืองน่าน กับ เจ้าหญิงคำย่น (ณ ลำพูน) ณ เชียงใหม่  เจ้าหญิงชม มีพระสิริโฉมงดงามยิ่งนัก ผิวพรรณผุดผ่อง แก้มสีชมพู ผิวขาวนวล แถมมีสุ้มเสียงอันไพเราะ และทั้งสองก็ได้ทำความรู้จัก และพบเจอกันอีกบ่อยครั้ง จนเกิดเป็นความรักมั่น ถึงขนาดที่พระองค์เพ็ญฯ ขอให้พระยานริศราชกิจ ข้าหลวงใหญ่มณฑลพายัพมาเป็นเถ้าแก่สู่ขอ  แต่เจ้าราชสัมพันธวงศ์ เกรงว่าการสู่ขอนั้นจะนำมาซึ่งโศกนาฏกรรมรักซ้ำรอย กรมขุนพิทยลาภฯ (พระปิตุลาของพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์) ที่เคยสู่ขอเจ้าข่ายแก้ว ธิดาเจ้าเชียงใหม่ แต่ฝั่งพระนครกลับไม่ยอมรับ จนต้องหย่าและทิ้งให้เจ้าข่ายแก้วเป็นม่ายร้างรักเศร้าโศกอยู่เมืองเชียงใหม่ ดังนั้น เจ้าราชสัมพันธวงศ์ จึงตั้งเงื่อนไขเพื่อปกป้องลูกสาวว่า จะต้องให้เจ้าหญิงชมชื่นมีพระชันษา 18 ปีเสียก่อน (ขณะนั้นเพิ่งจะ16) และต้องมีพระบรมราชานุญาตจากพระมหากษัตริย์ให้อภิเษกสมรสได้เท่านั้น จึงจะยินยอม เพื่อให้อยู่ในฐานะสะใภ้หลวง…มิฉะนั้นจะได้เป็นเพียงนางสนมกำนัลเท่านั้น…

พระองค์เพ็ญจึงกลับมายังพระนคร เพื่อขอพระบรมราชานุญาต แต่ทุกอย่างก็ไม่เป็นดังใจหมาย เมื่อทางพระบรมวงศานุวงศ์ในพระนครคัดค้านการอภิเษกสมรสนี้ (เช่นเดียวกับที่มีหลักฐานว่า “เจ้าดารารัศมี” ก็ไม่เป็นที่พอใจและยอมรับของคนในวัง)พระองค์จึงไม่สามารถขัดต่อพระบรมราชโองการได้ สุดท้ายพระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ก็ไม่ได้กลับไปที่เชียงใหม่อีก ในเวลาต่อมาก็ได้อภิเษกสมรสกับ ม.จ.วรรณวิลัย กฤดากร ส่วนทางฝั่งล้านนาทราบข่าวว่าเจ้าชายทรงสมรสเป็นที่เรียบร้อย จึงจัดให้เจ้าหญิงอภิเษกกับพระญาติจากเมืองลำพูน นามว่า เจ้าน้อยสิงห์คำ ณ ลำพูน จนมีโอรสได้ 1 องค์

อย่างไรก็ตาม แม้ทั้งคู่จะถูกแยกจากกันด้วยการสมรส แต่ทว่าความถวิลหาก็ยังมีอยู่ไม่เสื่อมคลาย พระองค์เพ็ญได้รับความผิดหวังกัดกร่อนหัวใจอย่างรุนแรง  ขณะที่พระองค์เพ็ญเข้ารับราชการ โดยเป็น อธิบดีกรมช่างไหมพระองค์แรก วันที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2451 ได้รับสถาปนาเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม ทรงศักดินา 15000  ทรงสนพระทัยดนตรีไทยเพราะตระกูลฝ่ายพระมารดาเป็นนักละครและนักดนตรี มีคุณตา คือ เจ้าพระยามหินทรศักดิดำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) มีคณะละครและวงดนตรีวงใหญ่ จึงโปรดให้มีวงปี่พาทย์วงหนึ่ง เรียกกันว่า “วงพระองค์เพ็ญ” พระองค์ยังทรงเล่นดนตรีได้หลายชนิด และทรงเป็นนักแต่งเพลงที่มีความสามารถ

หลังจากที่ทั้งสองต่างแยกย้ายกันไปหลายปี พระองค์ทรงนึกถึงแต่ชีวิตในนครเชียงใหม่ของพระองค์กับเจ้าหญิงล้านนามิได้ขาด ความผิดหวังทำให้ทรงโปรด เพลง ลาวเจริญศรี (เนื้อร้องจากวรรณคดีเรื่องพระลอ) และนำมาสู่ แรงบันดาลใจในวันหนึ่งพระองค์เพ็ญต้องเสด็จไปทรงตรวจเยี่ยมการทำไหมในอีสาน ระหว่างเดินทางด้วยเกวียนนั้น เจอแต่ป่าเขาลำเนาไพรที่เงียบสงัด ด้วยอารมณ์เปล่าเปลี่ยวนั้น ก็ทำให้นึกถึงรักแรกสุดหัวใจ พระองค์จึงทรงพระนิพนธ์เพลงแทนความคำนึงถึงเจ้าหญิงชมชื่นด้วยความอาลัยอาวรณ์ขึ้นมา ชื่อเพลงว่า ลาวดำเนินเกวียน  ซึ่งเป็นเพลงที่มีความหมายไพเราะอ่อนหวาน จับใจผู้ฟังมาจนทุกวันนี้ในชื่อ “ลาวดวงเดือน” เมื่อใดที่ทรงระลึกถึง เจ้าหญิงชมชื่น ก็จะทรงดนตรีเพลงนี้มาตลอดพระชนม์ชีพ  ถ้าไม่ทรงดนตรีเองก็โปรดให้มหาดเล็กเล่นให้ฟัง…เป็นที่ทราบในหมู่มหาดเล็กและคนใกล้ชิดพระองค์ว่า “เพลงลาวดวงเดือน” เป็นเพลงซึ่งขาดไม่ได้ตลอดพระชนม์ที่มิยืนยาวของพระองค์…(จาก เพลงไทยตามนัยประวัติของ ครูเงิน)

พระองค์เพ็ญประชวรวัณโรคภายในมานาน แม้พระบิดาจะพระราชทานหมอหลวงมาถวายการรักษา พระอาการก็ยังทรงและทรุดจนสิ้นพระชนม์เมื่อวันที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2452 เวลา 16.08 น. พระชันษา 28 ปี

ส่วนเจ้าหญิงชมชื่นหลังรับทราบข่าว ก็ตรอมใจอย่างหนัก และถึงแก่อนิจกรรมลงหลังจากนั้นอีกประมาณ 1 ปี ปิดฉากตำนานรักของเจ้าชายสยามและเจ้าหญิงล้านนาอย่างสมบูรณ์

SUB PLOT: 1.ร้กร้างของ พระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้นที่ ๔ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา แห่งสยาม กับ เจ้าข่ายแก้ว ณ เชียงใหม่ ธิดาเจ้าทักษิณนิเกตน์ ซึ่งเป็นเรื่องที่เจ้าพ่อของเจ้าหญิงชมชื่นนำมาอ้างเพื่อปฏิเสธการสู่ขอ

2.เรื่องราวของ เจ้าดารารัศมี  ที่แม้จะได้รับการยกย่องจากพระพุทธเจ้าหลวง แต่ในราชสำนักก็ได้รับการดูถูกจากไฮโซสยาม ขณะนั้น เจ้าดารารัศมี ยังทรงเป็นเพียงเจ้าจอมพระสนม ยังไม่ได้รับการสถาปนาให้เป็นเจ้านายในราชวงศ์จักรี จนกระทั่งปี 2451 ที่เจ้าจอมมารดาดารารัศมี มีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปเยือนนครเชียงใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาเจ้าจอมมารดาดารารัศมี ขึ้นเป็นพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่งและดำรงฐานันดรศักดิ์เจ้านายในราชวงศ์จักรีนับแต่นั้น ครองพระอิสริยยศพระมเหสีในตำแหน่งสูงสุด “พระอัครชายา”

3.กบฎผญาผาบ – กบฏเงี้ยว  การต่อต้านสยาม จากกองกำลังล้านนา

THEME:  โศกนาฏกรรมรัก ที่เกิดขึ้นเพราะมายาคติ ความไม่ยอมรับ “รากเหง้า”ของอีกฝ่ายซึ่งต่างถือว่าเป็นราชสำนัก และเกมการเมืองที่กดดัน

Genre: Romantic/Drama , Period ,

ผู้กำกับ: ถ้าเป็นสมัยก่อนก็ต้อง อาเชิด ทรงศรี คนเดียวเลย…ยุคนี้น่าจะเป็นพี่อุ๋ย นนทรีย์ นิมิบุตร ด้วยเครดิตอย่าง นางนาก และ เดอะเล็ตเตอร์ ที่เป็นหนังรัก พีเรียด ดูเขาละเมียดดี

เบื้องหลัง : แน่นอนว่า เพลง “ดวงเดือน”คงใช้เป็นธีมเรื่อง มีสัญลักษณ์อยู่ในเพลงแล้วคือ ดวงจันทร์ แทนความคิดถึง การพลัดพราก และความปวดร้าวของรักต้องห้าม…(ความงามที่ได้แต่มอง ไม่อาจเอื้อมคว้ามาครอบครองได้…แต่ความงามนี้ก็มาให้เห็นได้ตลอด)   ปัญหาที่ต้องระวังก็คือ ชีวิตกับภรรยาใหม่ที่ไร้สุข อาจดูไม่เป็นธรรมกับผู้มาแทน เท่าไรนัก แต่ถ้าคิดเสียว่าเป็น “หนังที่ให้แรงบันดาลใจ” ก็อย่าไปซีเรียสกับมันเลย คงเนื้อหาหลักๆ ไว้ดีกว่า

ที่น่าสนใจคือประเด็น ซับพล็อต ทั้งหลาย ต้องยอมรับว่าเป็นพีเรียดที่อยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการรวมสยาม และยังมีความขัดแย้งสยาม-ล้านนาอยู่ ทั้งในระดับการเมือง เลยมาถึงการมุ้ง ทั้งมายาคติความเกลียดชัง การต่อต้านอำนาจของอีกฝ่าย ตั้งแต่การกีดกันความรัก การแสดงความเหยียดหยาม ไปจนถึงการกบฏ สู้รบ

มาถึงยุคนี้ตอนนี้ ตำนานรักดังกล่าวก็เป็นเพียงเรื่องเล่าในอดีต แต่ก็เป็นภาพสะท้อนที่ดีของสังคมไทยว่าเป็นมายังไง ทั้งในแง่มุมประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างสยามกับล้านนา รวมไปถึงความรู้สึกของผู้คน ที่ไม่ว่าจะทำยังไงก็ไม่มีทางพ้นบ่วงของ รัก โลภ โกรธ หลงไปได้

 


ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9E

เนื้อร้องเพลงลาวดวงเดือน (ลาวดำเนินเกวียน)

โอ้ละหนอ ดวงเดือนเอย ข้อยมาเว้า รักเจ้าสาวคำดวง

โอ้ดึกแล้วหนอ ข้อยขอลาล่วง

อกพี่เป็นห่วง รักเจ้าดวงเดือนเอย

ขอลาแล้ว เจ้าแก้วโกสุม

ข้อยนี้รักเจ้าหนอ ขวัญตาเรียม จะหาไหนมาเทียม

เจ้าดวงเดือนเอย…

หอมกลิ่นเกสร เกสรดอกไม้

หอมกลิ่นคล้าย คล้ายเจ้าสูเรียมเอย

หอมกลิ่นกรุ่นครัน หอมนั้นยังบ่เลย

เนื้อหอมทรามเชย เราละเหนอ…

โอ้ละหนอ นวลตาเอย

ข้อยนี้รัก แสนรักดังดวงใจ

โอ้เป็นกรรม ต้องจำจากไกล

อกพี่อาลัย เจ้าดวงเดือนเอย…

เห็นเดือนแรม เริศร้างเวหา ข้อยเบิ่งดูฟ้า(ละหนอ)

เห็นมืดมน พี่จะทนทุกข์ทุกข์ทน

เจ้าดวงเดือนเอย…

เสียงไก่ขันขาน มันหวานเจื้อยแจ้ว

ช่างหวานสุดแล้ว หวานแจ้วเจื้อย เอย ถึงจะหวาน

เสนาะ หวานเพราะกระไรเลย

บ่เหมือนทรามเชย เราละเหนอ…

บันทึกเรื่องจริง(เพิ่มเติม)

กรมหมื่นพิไชยมหินทโรดม  มีพระนามเดิมว่า  พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์  เป็นพระโอรสพระองค์ที่ 38 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว  กับเจ้าจอมมารดารมรกฎ  ธิดาของเจ้าพระยามหินทรศักดิ์ธำรง (เพ็ง เพ็ญกุล) ประสูติเมื่อวันที่ 13 กันยายน  พ.ศ.  2425  ทรงศึกษาทางด้านเกษตรศาสตร์ในประเทศอังกฤษ สำเร็จการศึกษาเมื่อ พ.ศ. 2446 เมื่อเสด็จกลับได้ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลองกระทรวงเกษตราธิการ

  เหตุการณ์ร่วมยุค

ปี 2443   รักร้างของ พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว (ร.๔)พระนามว่า พระเจ้าบรมวงศ์เธอชั้นที่ ๔ พระองค์เจ้าโสณบัณฑิต กรมขุนพิทยลาภพฤฒิธาดา ซึ่งขณะดำรงพระยศเป็นพระเจ้าน้องยาเธอ กับ เจ้าข่ายแก้ว ณ เชียงใหม่ ธิดาเจ้าทักษิณนิเกตน์ หนานมหายศ  โดยระหว่างนั้น กรมขุนพิทยลาภฯ ได้รับพระบัญชาจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้เป็นข้าหลวงต่างพระเนตรพระกรรณ มณฑลพายัพ พร้อมกับนำกำลังทัพจำนวน ๔๐๐ นายให้ขึ้นไปรักษาความสงบที่เชียงใหม่ หลังจากการปราบปรามขบถพญาผาบ ซึ่งเกิดขึ้นจากราษฎรกลุ่มหนึ่งไม่พอใจราชสำนักเกี่ยวกับการเรียกเก็บภาษีหมากแดง

และระหว่างนั้น พระองค์ได้มีโอกาสได้ยลโฉมเจ้าข่ายแก้ว ซึ่งเป็นพระธิดาของเสนาบดีกรมวัง ในพระเจ้าอินทรวิชยานนท์ ผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ ๗ แห่งราชวงศ์ทิพย์จักราธิวงศ์ ซึ่งเป็นที่เลื่องลือในเรื่องความงามยิ่งนัก แต่ไม่มีใครกล้าเข้าไปสู่ขอ เพราะยำเกรงในบารมีของเจ้าทักษิณนิเกตน์ฯ
แต่เนื่องจากพระองค์เป็นเจ้านายผู้สูงศักดิ์ จึงไม่หวั่นเกรงเรื่องดังกล่าว จึงได้ทำการสู่ขอเจ้าข่ายแก้วมาเป็นพระชายา โดยมิได้แจ้งให้ฝั่งพระนครทราบเรื่อง ทว่าครั้งเมื่อเสร็จภารกิจ จึงทำหนังสือขอพระบรมราชานุญาตเสกสมรส แต่กลับไม่ได้รับการตอบรับ เพราะความจริงแล้ว ก็ทรงมีพระชายาอยู่แล้วท่านหนึ่งคือ หม่อมเอม ธิดาหลวงวรศักดาพิศาล และมีพระโอรสธิดาด้วยกันแล้วหลายพระองค์
ด้วยเหตุนี้ พอจะกลับพระนคร จึงตัดสินใจเลิกรากับเจ้าข่ายแก้ว และปล่อยให้เป็นแม่ร้าง (แม่หม้ายที่เลิกกับสามี) อยู่เชียงใหม่ต่อไป โดยไม่ได้เสกสมรสอีก เช่นเดียวกับกรมขุนพิทยลาภฯ ที่นอกจากหม่อมเอมแล้วก็ไม่ใครหลังจากนั้นอีก

Timeline: การต่อต้านสยามของล้านนา

พ.ศ. 2317:สยามเข้ายึดครองล้านนาเป็นประเทศราช

พ.ศ. 2398  : อังกฤษพอใจมากที่สยามยอมลงนามในสัญญาบาวริ่ง เพราะได้รับประโยชน์อย่างมากจากสัญญาดังกล่าว

พ.ศ. 2368 : อังกฤษชนะพม่าในสงครามครั้งแรก และได้เข้ายึดครองพม่าตอนใต้ พ่อค้าอังกฤษเข้าไปทำธุรกิจไม้สักกับเจ้านายในล้านนาได้อย่างเต็มที่ ต้องการซื้อไม้สักเท่าใดจากล้านนาก็ซื้อได้ อีกทั้งหากอังกฤษเข้ายึดครองล้านนาก็อาจมีพรมแดนติดกับฝรั่งเศสที่เข้าไปในลาว อังกฤษจึงสนับสนุนรัฐบาลสยามในการปราบกบฏเชียงใหม่และกบฏแพร่

ขณะที่รัฐบาลสยามดำเนินนโยบายรวมศูนย์อำนาจเข้าสู่ส่วนกลางทีละขั้น เริ่มจากลิดรอนอำนาจของประเทศราชและท้องถิ่นทีละขั้น จากนั้น จึงยกเลิกฐานะของประเทศราช และผนวกดินแดนเข้าเป็นส่วนหนึ่ง ต่อจากนั้นจึงดำเนินนโยบายการปกครองโดยสั่งทุกอย่างตรงจากส่วนกลาง โดยมีตัวแทนที่เป็นข้าราชการถูกส่งไปทำหน้าที่ปกครองดูแลท้องถิ่น

พ.ศ. 2416 : สยามลงนามในสัญญาเชียงใหม่ฉบับที่ 1 (Treaty of Chiengmai I) กับอังกฤษ เปิดทางให้สยามเข้าไปควบคุมดูแลการให้สัมปทานป่าไม้แก่พ่อค้าอังกฤษ เป็นการลดอำนาจเจ้าหลวงเชียงใหม่ในระยะแรกๆ พร้อมกันนั้น ก็จัดตั้งเชียงใหม่-ลำพูน-ลำปางให้เป็นหัวเมืองลาวเฉียง ส่งขุนนางทั้งหมด 72 คนเข้าไปปกครองหัวเมืองนี้โดยตรง นับเป็นการส่งคนเข้าไปบริหารงานโดยตรงเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่สยามเข้ายึดครองล้านนาเป็นประเทศราชในปี พ.ศ. 2317  จากนั้น ก็อนุญาตให้ชาวจีนส่วนหนึ่งอพยพขึ้นไปเพื่อทำหน้าที่เป็นเจ้าภาษีนายอากรตามเมืองต่างๆ เป็นการหารายได้เข้ารัฐ และเป็นการเก็บภาษีแบบผลิตผล ไม่ได้เก็บเป็นเงิน

พ.ศ. 2426 สยามลงนามในสัญญาเชียงใหม่ฉบับที่ 2 กับอังกฤษ ลดอำนาจของเจ้านายในล้านนาและเพิ่มอำนาจของสยามในการให้สัมปทานป่าไม้แก่พ่อค้าอังกฤษ เพิ่มตำแหน่งบริหารต่างๆในเขตหัวเมืองพร้อมกับส่งข้าราชการจากเมืองหลวงขึ้นไปรับงานเหล่านั้น ลดอำนาจของการหารายได้ของเจ้านายในท้องถิ่น และค่อยๆเริ่มระบบเงินเดือนให้แก่เจ้านายท้องถิ่น

พ.ศ. 2428 เปลี่ยนระบบการเก็บภาษีอากรจากพืชผลไปเป็นเงินสด เนื่องจากความจำเป็นด้านงบประมาณในส่วนกลาง

พ.ศ. 2432 เกิดกบฏพญาผาบหรือกบฏเชียงใหม่ที่ลุกขึ้นคัดค้านการเก็บภาษีอากรด้วยเงินสด เพราะชาวนาไม่มีรายได้มากพอ กบฏถูกปราบในปีต่อมา

พ.ศ. 2435 สยามปฏิรูประบบการบริหารครั้งใหญ่ ก่อตั้งกระทรวงมหาดไทย และปรับปรุงระบบการส่งขุนนางจากสยามไปปกครองท้องถิ่นทุกหัวเมือง

พ.ศ. 2440 เจ้าหลวงอินทวิชยานนท์ – เจ้าหลวงเชียงใหม่ถึงแก่พิราลัย

พ.ศ. 2442 ยกเลิกฐานะประเทศราชของล้านนา ผนวกดินแดนล้านนาเข้าเป็นส่วนหนึ่งของราชอาณาจักร

พ.ศ. 2445 ปราบกบฏเงี้ยวเมืองแพร่ที่ต่อต้านการรวมศูนย์อำนาจและการลิดรอนอำนาจท้องถิ่น

พ.ศ. 2446 โศกนาฏกรรมรักรันทดระหว่างหมะเมียะกับเจ้าศุขเกษม ปัญหาเกิดจากเจ้านายเชียงใหม่แอบส่งลูกชายของเจ้าอุปราชคนหนึ่งคือเจ้าศุขเกษม (วัย 15 ปี) ไปเรียนต่อที่พม่าในปี 2441 และกลับมาในปี 2446 พร้อมกับสาวพม่าวัย 16 ปี โดยที่สยามไม่ทราบ สาวหมะเมียะจึงต้องถูกส่งตัวกลับเนื่องจากสยามไม่พอใจท่าทีดังกล่าวของผู้นำล้านนาและหวั่นเกรงความใกล้ชิดระหว่างล้านนากับพม่า(อังกฤษ) เจ้าศุขเกษมอกหักเพราะรักถูกพลัดพราก และจบชีวิตลงด้วยวัยเพียง 33 ปี ส่วนหมะเมียะไปบวชชีจนกระทั่งเสียชีวิตในปี พ.ศ. 2505

พ.ศ.2446 พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ เจ้าชายหนุ่มแห่งสยาม พบกันครั้งแรกกับ เจ้าหญิงชมชื่น ณ เชียงใหม่ พระธิดาใน เจ้าราชแห่งล้านนาแต่ถูกราชวงศ์กีดกันจนเป็นรักต้องห้ามข้ามราชวงศ์

พ.ศ. 2446 อำนาจการปกครองตนเองของสงฆ์ในล้านนาถูกลิดรอน สยามจัดระบบรวมศูนย์อำนาจการปกครองสงฆ์ด้วยการก่อตั้งมหาเถรสมาคม เริ่มคำสั่งการแต่งตั้งเจ้าอาวาสของวัดทุกระดับจากส่วนกลาง

พ.ศ. 2451 เจ้าจอมมารดาดารารัศมี มีพระประสงค์จะเสด็จกลับไปเยือนนครเชียงใหม่ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนา ขึ้นเป็นพระมเหสีอีกพระองค์หนึ่ง และดำรงฐานันดรศักดิ์เจ้านายในราชวงศ์จักรีนับแต่นั้นครองพระอิสริยยศพระมเหสีในตำแหน่ง “พระอัครชายา”

พ.ศ. 2452 พระองค์เจ้าเพ็ญพัฒนพงศ์ สิ้นพระชนม์ เจ้าหญิงชมชื่นพราลัยในปีถัดมา

พ.ศ. 2453-55 ห้ามการเรียนการสอนภาษาล้านนาในห้องเรียนทุกระดับรวมทั้งในวัดต่างๆ

(ภาพจาก บ่วงบรรจถรณ์)

Post Author: Admin Admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *