แฟนหนังอินเตอร์ : เจาะเบื้องลึก MIDWAY

Midway

โปรเจกต์หนังสงครามฟอร์มยักษ์แห่งปี ทุนสร้างมากกว่า๑๐๐ล้านเหรียญ เรียกได้ว่าภาพมหาสงครามตรงหน้าจะทำให้ผู้ชมทั้งตื่นตะลึง ลุ้นระทึก และบีบหัวใจตามกับ ยุทธการมิดเวย์ ปฏิบัติการทางทหารซึ่งถือว่าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดในแนวรบด้านมหาสมุทรแปซิฟิกของช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ด้วยกลยุทธ์การปะทะแบบ 360 องศาระหว่างกองทัพเรือสหรัฐฯ และกองทัพของญี่ปุ่น ที่ถึงแม้จะกินเวลาเพียง 4 วัน แต่กลับสร้างจุดเปลี่ยนเกมรบของสงครามโลกครั้งที่ 2 ไปตลอดกาล

           Midway เป็นผลงานการกำกับชิ้นล่าสุดของ โรแลนด์ เอมเมอริช ผู้กำกับผลงานฟอร์มยักษ์ที่โดนใจผู้ชมแบบถ้วนหน้ามาแล้ว อาทิ Independence Day, The Day After Tomorrow และ 2012 แถมยังร่วมระดมกำลังพลด้วยดาราคับคั่ง นำโดย ลุค อีแวนส์ (Luke Evans), วู้ดดี้ ฮาร์เรลสัน (Woody Harrelson), แพทริค วิลสัน (Patrick Wilson), นิค โจนัส (Nick Jonas), เอ็ด สไครน์ (Luke Evans), เดนนิส เควด (Darren Criss), อเล็กซานเดอร์ ลุดวิก (Alexander Ludwig) และ แมนดี้ มัวร์ (Mandy Moore)

         จากวีรกรรมจริงอันน่าเหลือเชื่อ หนึ่งการปะทะเปลี่ยนเกมสงครามโลกไปตลอดกาล Midway มีกำหนดเข้าฉาย 7 พฤศจิกายน 2019

True story

ยุทธนาวีที่มิดเวย์

ส่วนหนึ่งของ สงครามมหาสมุทรแปซิฟิกในสงครามโลกครั้งที่สอง

วันที่        4-7 มิถุนายน พ.ศ. 2485

สถานที่   มิดเวย์อะทอลล์ 28°12′N 177°21′Wพิกัดภูมิศาสตร์: 28°12′N 177°21′W

ผลลัพธ์   สหรัฐอเมริกาได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด

คู่ขัดแย้ง  สหรัฐ     จักรวรรดิญี่ปุ่น

ผู้บัญชาการหรือผู้นำ สหรัฐ -ชารล์ส ดับบลิว. นิมิทซ์  -แฟรงก์ เจ. เฟลตเชอร์ -เรย์มอนด์ เอ. สปรวนซ์

จักรวรรดิญี่ปุ่น -อิโซะโระกุ ยะมะโมะโตะ  -โนะบุตะเกะ คนโดะ – จูอิจิ นะงุโมะ

– ทามอน ยะมะงุจิ (เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่)

-ริวซะกุ ยะนะงิโมะโตะ (เสียชีวิตในการปฏิบัติหน้าที่)

ยุทธนาวีมิดเวย์ : Battle of Midway  : ミッドウェー海戦

เป็นยุทธนาวีที่สำคัญที่สุดในแนวรบด้านมหาสมุทรแปซิฟิก ในช่วงสงครามโลกครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 4 – 7 มิถุนายน พ.ศ. 2485 ประมาณหนึ่งเดือนหลังยุทธนาวีทะเลคอรัล และประมาณหกเดือนหลังจากญี่ปุ่นโจมตีเพิร์ลฮาร์เบอร์ กองทัพเรือสหรัฐอเมริกาได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาด จากการต่อต้านการโจมตีของกองทัพเรือจักรวรรดิญี่ปุ่นที่มิดเวย์อะทอลล์ และเป็นการคาดโทษ ความเสียหายที่ไม่อาจแก้ไขได้ของกองเรือรบญี่ปุ่น จอห์น คีแกนได้เรียกมันว่า”ที่สุดของความประหลาดใจและเด็ดเดี่ยวอย่างคาดไม่ถึง ในประวัติศาสตร์ของการทำสงครามกองทัพเรือ” ยุทธนาวีนี้เคยเป็นการพ่ายแพ้ที่เลวร้ายที่สุดของกองทัพเรือญี่ปุ่นในระยะ 350 หลา

ภายหลังยุทธนาวีทั้งสอง กองเรือสหรัฐอเมริกาในมหาสมุทรแปซิฟิกเสียหายอย่างหนัก กองทัพญี่ปุ่นจึงคิดเข้าโจมตีมิดเวย์อะทอลล์ เพื่อเป็นการปิดช่องโหว่ในแนวป้องกันทั่วมหาสมุทรแปซิฟิกของญี่ปุ่น และเป็นฐานในปฏิบัติการสำหรับแผนขั้นต่อไป รวมไปถึงการทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินของอเมริกาที่ยังคงเหลืออยู่ในมหาสมุทรแปซิฟิก แต่เนื่องจากสหรัฐอเมริกาสามารถถอดรหัสลับของกองทัพเรือญี่ปุ่นได้เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม สหรัฐอเมริกาจึงสามารถเตรียมการป้องกันและจัดวางกำลังพล จนสามารถทำลายกองทัพเรือของญี่ปุ่นได้ ยุทธนาวีมิดเวย์ถือเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญที่ทำให้สหรัฐอเมริกากลับมาชิงความได้เปรียบในยุทธบริเวณมหาสมุทรแปซิฟิกเริ่มเป็นฝ่ายรุกโจมตีกองทัพเรือญี่ปุ่นจนจบสงคราม

อ้างอิง  Parshall & Tully, p. 90-91 “The Battle of Midway”. Office of Naval Intelligence.

BATTEL OF MIDWAY ยุทธนาวีทางอากาศที่เกาะมิดเวย์

จุดเปลี่ยนสงครามแปซิฟิค

1 ปีกับ 2 เดือนนับจากสงครามโลกครั้งที่ 2 ระเบิดขึ้นเมื่อเยอรมันนีโจมตีโปแลนด์   สงครามทางแปซิฟิคก็เกิดขึ้นเมื่อญี่ปุ่นโจมตีฐานทัพเรือสหรัฐฯที่อ่าวเพิร์ลทำให้สงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นสงครามโลกอย่างแท้จริง

ชัยชนะของญี่ปุ่นที่อ่าวเพิร์ลเป็นชัยชนะเพียงครึ่งเดียว  เพราะไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯสูญเสียแม้แต่ลำเดียว   การโจมตีทั้งสองระลอกทางอากาศทำให้สหรัฐฯเสียเรือประจัญบานไป 8 ลำและเครื่องบินรบอีกจำนวน 188 เครื่อง เสียหายอีก159 เครื่อง     เมื่อเทียบกำลังทางแปซิฟิคของสหรัฐฯยังมีเรือประจัญบานเหลืออยู่อีก 9 ลำ เรือลาดตระเวน 24 ลำ เรือพิฆาต 80 ลำที่ยังไม่บุบสลายเลยแม้แต่น้อย   นายพลเรือยามาโมโต (Isoroku Yamamoto) แม่ทัพเรือญี่ปุ่นที่ใช้ยุทธวิธีเด็ดขาดของเขา  คือการโจมตีฉับพลันรุนแรงไม่ให้ข้าศึกรู้ตัวโดยอำนาจการรบที่สูงกว่า  แต่สิ่งหนึ่งที่ยามาโมโตกังวลมาตลอดคือความสามารถอันยิ่งใหญ่ทางอุตสาหกรรมของสหรัฐฯที่สามารถสร้างกำลังรบขึ้นมาทดแทนได้อย่างรวดเร็ว ซึ่งเขาเองเคยพยากรณ์ล่วงหน้าไว้ว่าญี่ปุ่นจะชนะเด็ดขาดก็ต้องเร่งภายใน 6 เดือนแรก  หลังจากนั้นสหรัฐฯจะตั้งตัวได้ และไม่รับประกันผลการสู้รบหลังจากนั้น  คำพยากรณ์ของเขาถูกต้องเพราะอีก 6 เดือนต่อมา   เขาต้องพ่ายแพ้ทั้งทางยุทธวิธีและยุทธศาสตร์ในยุทธนาวีทางอากาศที่มิดเวย์

หลังเพิร์ลฮาเบอร์กองเรือญี่ปุ่นเก็บกวาดชัยชนะไปทั่วแปซิฟิค  อย่างไรก็ตาม ปัญหาอันสำคัญของญี่ปุ่นคือกองเรือแปซิฟิคของสหรัฐฯโดยเฉพาะกองเรือบรรทุกเครื่องบินยังอยู่ในฐานะที่จะต่อต้านและรบกวนการบุกของญี่ปุ่นได้   ยามาโมโตกำลังคิดว่าจะทำอย่างไรจึงจะดึงกองเรือสหรัฐฯออกมาทำลายเสียให้หมดขวากหนาม  ยามาโมโตทราบดีว่าทุกชั่วโมงที่สูญเสียไปในการเข้ายึดหมู่เกาะต่างๆ   เรือบรรทุกเครื่องบิน เรือรบและอากาศยานของสหรัฐฯ กำลังทยอยออกจากอู่ต่อเรือและโรงงานอุตสาหกรรมหนักมากขึ้นทุกที    โดยเฉพาะการปรากฏตัวของเรือบรรทุกเครื่องบินลำใหม่คือเรือฮอร์เนตที่นำเครื่องบิน บี 25  จำนวน 15 เครื่องมาโจมตีโตเกียวเมื่อ 18 เมษายน 1942 แม้ญี่ปุ่นจะไม่เสียหายอะไรนัก  แต่เป็นการตอกย้ำความกังวลของยามาโมโตที่ว่าภายใน3 เดือนเศษหลังเพิร์ลฮาเบอร์สหรัฐฯสามารถผลิตเรือบรรทุกเครื่องบินและเรือรบอื่นๆขึ้นมาทดแทนการสูญเสียได้แล้วและยังอยู่ในฐานะที่จะทำการรุกรานแผ่นดินแม่ของญี่ปุ่นได้อีกด้วย

ยามาโมโตต้องเสียเวลาให้กับแผนการของกองทัพบกที่เตรียมการบุกออสเตรเลียทำให้เขาต้องส่งกำลังทางเรือกระจายออกไปเพื่อเข้าสนับสนุนการยึดพอร์ตเมอร์เรสบี้   แต่ยามาโมโตก็ไม่ทิ้งแนวคิดที่จะโจมตีทางเรืออย่างฉับพลันอีกครั้งและ หาทางเอากองเรือสหรัฐฯออกมาสู้และทำลายเสีย   เสนาธิการของเขาร่างแผนอย่างเร่งด่วน  ขณะที่การบุกพอร์ตเมอร์เรสบี้ยังกำลังอยู่ในขั้นเตรียมการ  ยุทธการโจมตีและยึดเกาะมิดเวย์ก็ได้ถูกร่างขึ้นแล้ว

ญี่ปุ่นได้เปรียบสหรัฐฯในด้านกำลังรบโดยเฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินที่มีถึง 11 ลำในขณะที่สหรัฐฯมีเพียง 5 ลำ คือ เรือซาราโตกา,ยอร์คทาวน์,เล็กซิงตัน,เอนเตอร์ไพรส์,และฮอร์เนต     ก่อนหน้านี้สหรัฐฯได้เสียเรือแลงค์ลีไปแล้วในการถอยร่นจากการรบในเกาะชวามิหนำซ้ำเรือซาราโตกาถูกเรือดำน้ำญี่ปุ่นโจมตีเสียหายหนักจนต้องเข้าอู่ซ่อมเมื่อ11มกราคม 1942     นักบินญี่ปุ่นทั้งกองทัพบกและกองทัพเรือก็มีความชำนาญในการรบมีประสบการณ์สูงจากการรบในจีนและแปซิฟิค  เครื่องบินซีโร่ของญี่ปุ่นก็พิสูจน์แล้วว่ามีสมรรถนะสูงกว่าเครื่องบินทุกแบบของสหรัฐฯ  นอกจากนี้สหรัฐฯยังมีภาระที่ต้องแบ่งกำลังของตนไปช่วยอังกฤษในสมรภูมิยุโรปอีกด้วย

แต่สหรัฐฯมีข้อชดเชยการเสียเปรียบนี้อย่างสำคัญคือสหรัฐฯสามารถถอดรหัสลับของญี่ปุ่นได้โดยที่ญี่ปุ่นไม่รู้ตัว   สหรัฐฯสามารถดักจับความเคลื่อนไหวของญี่ปุ่นได้ตลอด   อีกด้านคือการสื่อสารเครื่องบินญี่ปุ่นที่ประสบชัยชนะครั้งแล้วครั้งเล่าปรากฏว่าไม่มีวิทยุติดต่อระหว่างเครื่องบินฝ่ายเดียวกันมีแต่วิทยุที่ใช้ส่งข่าวติดต่อกับฐานบินเท่านั้นซึ่งได้เปรียบนี้สหรัฐฯจะใช้ประโยชน์ในการโจมตีชดเชยการที่ญี่ปุ่นมีกำลังมากกว่าได้และสามารถกลายเป็นฝ่ายรุกกลับ

แผนการของกองทัพบกในการยึดพอร์ตเมอร์เรสบี้เริ่มในวันที่ 5 พฤษภาคม     กองทัพเรือญี่ปุ่นส่งกำลังอันประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบินโซกากุและซุยกากุเป็นเรือหลักมีพลเรือโทตากางิเป็นผู้บัญชาการ   ฝ่ายสหรัฐฯซึ่งรู้ข่าวสารของข้าศึกดี    จัดส่งเรือบรรทุกเครื่องบินเล็กซิงตันของพลเรือโทฟิตต์และเรือยอร์คทาวน์ของพลเรือโทเเฟลตเชอร์ (Frank J. Fletcher) เข้าขัดขวาง  เวลา 8.00 น.วันที่ 7 พฤษภาคม 1942  เล็กซิงตันและยอร์ค ทาวน์ส่งเครื่องบิน 84 เครื่องขึ้นโจมตีเป็นการเปิดฉากยุทธนาวีทางอากาศเป็นครั้งแรกที่ต่อมาเรียกว่ายุทธนาวีที่ทะเลคอรัล   Battle of the Coral Sea

การรบที่ทะเลคอรัลฝ่ายสหรัฐฯสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินไป 1 ลำเสียหายหนัก 1 ลำฝ่ายญี่ปุ่นเสียหาย 2 ลำ     ในแง่ยุทธศาสตร์สหรัฐฯสามารถต้านทานญี่ปุ่นไว้ได้แม้จะเสียหายมากกว่า  กองทัพบกญี่ปุ่นต้องล้มเลิกการเข้ายึดพอร์ตเมอร์เรสบี้  ส่วนกองทัพเรือยามาโมโตขุ่นเคืองมากที่เรือบรรทุกเครื่องบินที่ดีที่สุดของเขาต้องออกจากการรบกลับไปซ่อมถึง 2 ลำ

ขณะการยุทธที่ทะเลคอรัลกำลังดำเนินไปนั้น  แผนการโจมตียึดมิดเวย์ก็ได้สำเร็จลงแล้ว   ยามาโมโตพร้อมที่จะปฏิบัติภารกิจหลักคือเปิดยุทธนาวีที่มิดเวย์ แผนการคือหลอกล่อเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯอออกมาสู้กันอีกและจะทำลายเสียให้สิ้นเช่นที่ทะเลคอรัล   ความหลงในชัยชนะที่ทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินข้าศึกได้ทำให้ฝ่ายเสนาธิการไม่สนใจในการที่เรือบรรทุกเครื่องบินที่ดีที่สุดของตนออกจากการรบไปไม่สามารถรบได้อีกนานถึง 2 ลำโดยแลกมาด้วยการจมเรือบรรทุกเครื่องบินข้าศึกขนาดเล็กได้ 1 ลำ เสียหาย 1 ลำ ซึ่งทางฝ่ายทหารเรือเห็นว่าไม่คุ้มค่าพอเลย      ยิ่งกว่านั้นฝ่ายญี่ปุ่นยังไม่ได้คิดไปถึงว่าเหตุใดจึงถูกฝ่ายสหรัฐฯโจมตีก่อนราวกับรู้ว่ากองเรือญี่ปุ่นอยู่ที่ไหน     ความผิดพลาดครั้งนี้จะเป็นการผิดซ้ำสองในยุทธนาวีที่มิดเวย์ในอีก 1 เดือนต่อมา

   สิ่งหนึ่งที่ฝ่ายญี่ปุ่นไม่รู้คือในเดือนแห่งชัยชนะนั้นเอง  28 พฤษภาคม  1942  ฝ่ายข่าวกรองของกองทัพเรือสหรัฐฯก็สามารถถอดรหัสลับญี่ปุ่นในยุทธการมิดเวย์ได้หมดสิ้น   กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ 2 ลำคือเอนเตอร์ไพรส์และฮอร์เนต    ได้เคลื่อนพลจากเพิร์ลฮาร์เบอร์เข้าประจำจุดป้องกันมิดเวย์   อีก 3 วันต่อมาเรือยอร์คทาวน์ก็ซ่อมเสร็จและเดินทางตามไป  การถอดรหัสได้นับเป็นความสำเร็จของสหรัฐฯอย่างน่าทึ่ง  ฝ่ายข่าวกรองทหารเรือสหรัฐฯให้ความสำคัญกับรหัส AF มานานแล้ว เมื่อดักจับสัญญานวิทยุญี่ปุ่นว่าเครื่องบิน บินผ่านบริเวณ AF ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าบริเวณนั้นคือเกาะมิดเวย์  เพื่อความแน่ใจสหรัฐฯได้ส่งข่าวลวงไปว่า มิดเวย์เครื่องกรองน้ำจืดเสีย   ไม่กี่วันต่อมาสหรัฐฯก็ดักจับวิทยุญี่ปุ่นได้ว่าฝ่ายญี่ปุ่นรายงานการดักฟังของตนส่งต่อหน่วยเหนือว่า AF เครื่องกรองน้ำจืดเสีย   ดังนั้นสหรัฐฯจึงแน่ใจว่า AF คือมิดเวย์ และเป้าหมายของญี่ปุ่นคือการโจมตีมิดเวย์

พลเรือเอกนิมิตซ์  (Chester W. Nimitz) แม่ทัพเรือสหรัฐฯได้สั่งให้จัดกองเรือในศึกมิดเวย์ครั้งนี้ประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำคือ เอนเตอร์ไพรส์, ฮอร์เนต,ยอร์คทาวน์   เรือลาดตระเวนหนัก 7 ลำ เรือพิฆาต 14 ลำ เรือดำน้ำ 18 ลำออกเดินทางไป  นอกจากนี้ฐานทัพสหรัฐฯที่เกาะมิดเวย์ยังมีเขี้ยวเล็บป้องกันตัวอย่างดี  ทั้งปืนใหญ่รักษาฝั่ง  ปืนต่อสู้อากาศยาน  และเครื่องบินรบแบบ  P-40 และเครื่องบินทิ้งระเบิด  B 17 อีกจำนวนหนึ่งรอรับมือ

ขณะที่ฝ่ายหรัฐฯกำลังเดินทางเข้าประจำจุดรับมือ   ยามาโมโตและเสนาธิการของเขาก็กำลังดำเนินตามแผนยุทธการของเขากล่าวคือจัดกองเรือเป็น 3 กองกำลัง  กองกำลังโจมตีลวงภายใต้การบัญชาการของนายพลเรือโอโวซายานำกำลังเรือบรรทุกเครื่องบิน 2 ลำ  เรือบรรทุกเครื่องบินเบา 1 ลำ  เรือประจัญบาน 3 ลำ และกองเรือคุ้มกันจำนวนหนึ่ง  เข้าทำการโจมตีลวงที่หมู่เกาะอาลิวเชียน รัฐอลาสกาโดยเฉพาะฐานทัพในดัช ฮาร์เบอร์ ของสหรัฐฯ  ที่มีหน้าที่รักษาทะเลแบริ่งและกดดันหมู่เกาะคูริลทางเหนือของญี่ปุ่น

กองเรือโจมตีหลักภายใต้การบัญชาการของนายพลเรือนากูโม (Chuichi Nagumo) ผู้นำการโจมตีเพิลฮาร์เบอร์เมื่อ 6 เดือนก่อนมีกำลังหลักคือเรือบรรทุกเครื่องบิน 4 ลำคือเรืออะกากิซึ่งเป็นเรือธงของนากูโม เรือคากะเรือฮีโรยุและเรือโซริยุ  นากูโมมีกองเรือคุ้มกันเข้มแข็งนอกจากนี้กองเรือที่ 3 ที่เป็นกำลังหนุนบัญชาการโดย ยามาโมโตเองจะแล่นตามหลังมาห่างประมาณ 300 ไมล์เป็นกองกำลังหลักในการยึดครองมิดเวย์  ดังนั้นกองเรือญี่ปุ่นจึงประกอบด้วยเรือบรรทุกเครื่องบิน 8 ลำเรือประจัญบาน 11 ลำเรือลาดตระเวน 15 ลำ เรือพิฆาต 50 ลำ เรือลำเลียงทหารที่จะยึดเกาะ 12  ลำ  เมื่อเทียบกับกองเรือสหรัฐฯแล้วญี่ปุ่นมีกำลังมากกว่า 4 ต่อ 1  เฉพาะเรือบรรทุกเครื่องบินอันเป็นอาวุธหลักก็เป็นต่อ 2 ต่อ  1

1 มิถุนายน 1942  กองกำลังโจมตีหลักของนากูโมกำลังเข้าจุดโจมตีโดยไม่รู้ว่าขณะนั้นกองเรือแปซิฟิคของสหรัฐฯได้รออยู่แล้วทางตะวันออกเฉียงเหนือของมิดเวย์ ดังนั้นผู้ที่จะเข้าต่อสู้ในยุทธนาวีที่มิดเวย์ ซึ่งจะเริ่มในตอนฟ้าสางของวันที่ 4 มิถุนายน 1942 จึงเป็นการประฝีมือกันระหว่างนากูโมกับพลเรือโทสปรูแอนซ์ (Raymond A. Spruance)

นากูโมจัดกำลังเรือบรรทุกเครื่องบินไว้ส่วนหน้า 3 ลำคือเรือคากะ, อะกากิและโซริยุ   เขาเองอยู่บนเรือธงอะกากิและปิดท้ายไว้ 1 ลำคือเรือฮิโรยุซึ่งมีพลเรือตรี ยามากุจิเป็นผู้บังคับการเรือ  ส่วนกองเรือแปซิฟิคของสหรัฐฯก็จัดเป็น 2 กองเรือเฉพาะกิจคือกองเรือเฉพาะกิจที่ 17 มีพลเรือโท สปรูแอนซ์เป็นผู้บัญชาการ  มีเรือเอนเตอร์ไพรส์และฮอร์เนต   กองเรือเฉพาะกิจที่ 16 พลเรือโทแฟลตเชอร์เป็นผู้บัญชาการ มีเรือยอร์คทาวน์(ซึ่งออกทะเลตามมาทัน)

สิ่งที่ยามาโมโตกังวลใจตลอดแผนยุทธการมิดเวย์คือข่าวกรอง    เขาไม่รู้ว่าในวันปฏิบัติการนั้นกองเรือบรรทุกเครื่องบินของสหรัฐฯอยู่ที่ไหน? เสนาธิการของยามาโมโตเชื่อว่ากองเรือข้าศึกยังอยู่ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์   สหรัฐฯเพิ่งสูญเสียเรือเล็คซิงตันในยุทธนาวีที่ทะเลคอรัล  เรือยอร์คทาวน์ก็ได้รับความเสียหายหนักในการรบครั้งนั้น  ส่วนเรือซาราโตกาก็ไม่สามารถปฏิบัติการรบได้อีกนาน       ดังนั้นสหรัฐฯจึงมีเพียงเอนเตอร์ไพรส์ และฮอร์เนต 2 ลำเท่านั้น  ฝ่ายเสนาธิการของยามาโมโตเชื่อว่าด้วยกำลังเพียงเท่านั้นฝ่ายสหรัฐฯจำเป็นต้องสงวนกำลังไว้ป้องกันฮาวายมากกว่า  ถึงกระนั้นยามาโมโตก็ไม่วางจุดประสงค์ของเขาคือการทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯที่เหลือ 2 ลำนั้นให้ได้  เขาต้องการรู้แน่ชัดว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินข้าศึกอยู่ที่ไหนในขณะการปฏิบัติการโจมตีมิดเวย์และฝ่ายสหรัฐฯจะเสี่ยงออกทะเลมาติดกับเขาหรือไม่? ดังนั้น ฝ่ายเสนาธิการของเขาจึงเสนอยุทธการ  K ขึ้นมาโดยใช้เรือดำน้ำลาดตระเวนหา  กองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯให้พบและรายงานให้ทราบความหวังของยามาโมโตต่อความกังวลของเขาจึงขึ้นอยู่กับความสำเร็จของยุทธการ K นี้

28 พฤษภาคม 1942 ก่อนยุทธนาวีที่มิดเวย์ 8 วัน  ฝ่ายสหรัฐฯซึ่งรู้แล้วว่ากองเรือข้าศึกกำลังเดินทางมา   สหรัฐฯจึงส่งเครื่องบินลาดตระเวนทางทะเลแบบคาตาลินาใช้รหัสว่าสตอบอรี่จำนวน 22 เครื่องขึ้นลาดตระเวนค้นหาญี่ปุ่นเป็น 180 องศาจากมิดเวย์มีในรัศมี 1,700 ไมล์เพื่อค้นหากองเรือข้าศึก  คาตาลินา 3 เครื่องคือสตอบอรี่5สตอบอรี่ 9 และสตอบอรี่ 12 จะตรวจพบกองเรือญี่ปุ่นในเวลาต่อมาหลังจากบินไปมาหลายเที่ยวตลอดสัปดาห์

ในท้องทะเลที่ปั่นป่วนอากาศปิด นากูโมกำลังนำกำลังกองเรือของตนฝ่าพายุคืบคลานเข้าหามิดเวย์อย่างเงียบเชียบ  แวดล้อมด้วยเรือคุ้มกันด้วยเรือประจัญบาน เรือลาดตระเวน เรือพิฆาตพร้อมรบ  เรือบรรทุกเครื่องบินยักษ์ 4 ลำ และฝูงบินรบ 234 เครื่อง พร้อมที่จะปฏิบัติการแล้ว  ขณะที่กองเรือนากูโมเดินทางใกล้มิดเวย์ยิ่งขึ้นทุกทีนั้น  โชคร้ายก็เกิดขึ้นกับฝ่ายญี่ปุ่น

ยุทธการ K ด้วยการส่งเรือดำน้ำลาดตระเวนหากองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐล้มเหลวลงเหตุจากบริเวณนัดพบกองเรือดำน้ำในยุทธการKนั้นมีเรือรบสหรัฐลาดตระเวนอยู่ เรือดำน้ำญี่ปุ่นไม่อาจเปิดเผยตัวเองได้   เวลาล่วงไปในที่สุดก็ยกเลิกยุทธการ K  สิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญยิ่งสำหรับยามาโมโตเพราะเมื่อเริ่มยุทธการมิดเวย์นั้นเขาต้องรู้ให้ได้ว่ากองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯอยู่ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์หรือไม่และจะหลอกล่อออกมาทำลายได้หรือไม่?อย่างไร?   ข่าวการยกเลิกยุทธการKส่งมาถึงยามาโมโตเมื่อกองเรือของเขาออกทะเลมาครึ่งทางแล้ว   ข่าวนั้นทำให้แผนของยามาโมโตเสี่ยงเพิ่มมากขึ้นถ้าเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯเกิดโผล่มาอย่างไม่รู้ตัวกองเรือของนากูโมก็จะเกิดอันตราย  ยามาโมโตไม่สามารถที่จะส่งข่าวเตือนนากูโมในกองหน้าได้เพราะการส่งข่าวในแดนต่อข้าศึกเสี่ยงต่อการถูกดักฟังมากที่สุด   เป็นคำสั่งของเขาเองที่ให้ระงับการใช้วิทยุติดต่อกันของกองเรือทั้งสามทั้งนี้เพื่อปกปิดการบุกมิดเวย์เอาไว้ให้นานที่สุดจะได้เข้าโจมตีมิดเวย์อย่างไม่รู้ตัวเช่นเดียวกับ6เดือนก่อนที่เขาทำสำเร็จที่เพิร์ลฮาร์เบอร์   ดังนั้นกองเรือของนากูโมที่จะเข้าโจมตีมิดเวย์จึงเดินทางไปโดยไม่รู้ว่ายุทธการKได้ล้มเลิกไปแล้ว   นากูโมกำลังเดินทางไปสู่กับดักเพราะฝ่ายสหรัฐฯรู้ตัวมานานแล้วและกำลังรอรับมืออยู่อย่างเต็มที่     ฐานทัพสหรัฐฯที่มิดเวย์ก็รู้สปรูแอนซ์และแฟลตเชอร์ก็รู้   คนที่ไม่รู้เรื่องเลยคือนากูโมเอง  ผู้นำในการโจมตีเพิร์ล ฮาร์เบอร์เมื่อ 6 เดือนก่อนกำลังนำตนเองและผู้ใต้บังคับบัญชาไปสู่ความหายนะ

3 มิถุนายน 1942  กองเรือโจมตีลวงของโอโวซาย่าก็ลงมือ    โอโวซาย่าเข้าโจมตีหมู่เกาะอัลลูเชียนตามแผนการโจมตีลวงเขาส่งเครื่องบินเข้าทิ้งระเบิดดัชท์ฮาร์เบอร์อย่างหนักทุกอย่างเป็นไปตามแผน    เขาส่งทหารขึ้นบกและเข้ายึดอัตตู และกัสเมาได้ในวันที่ 7 มิถุนายน 1942 แต่การปฏิบัติการ5วันของเขาก็แทบไม่มีประโยชน์อะไร  เพราะทางฝ่ายสหรัฐฯไม่ได้หลงกลออกมาป้องกันหมู่เกาะอัลลูเชียนแต่อย่างใด  ในทางตรงกันข้าม   ฝ่ายสหรัฐฯบนเกาะมิดเวย์รับข่าวการโจมตีดัชท์ฮาร์เบอร์ส่งข่าวแจ้งสปรูแอนซ์และเฟลตเชอร์ทันทีเป็นการตอกย้ำว่าญี่ปุ่นจะเข้าโจมตีมิดเวย์แน่นอน   ในทันทีที่ได้รับข่าวการโจมตีดัชท์ฮาร์เบอร์สหรัฐฯส่งเครื่องบินขึ้นลาดตระเวนค้นหากองเรือญี่ปุ่นทันทีเครื่องบินลาดตระเวนรหัสสตอบอรี่5 ตรวจพบกองเรือของนากูโมอยู่ห่างมิดเวย์ 250 ไมล์แล้วแจ้งให้ทราบโดยทันที  ส่วนสตอบอรี่ 9ตรวจพบกองเรือของยามาโมโตอยู่ห่างจากมิดเวย์ 800 ไมล์และยังพบกองเรือยกพลขึ้นบกของนายพลคอนโดที่ตามมาด้วย   รายงานจากสตอบอรี่ 5 และ 9  สปรูแอนซ์และเฟลตเชอร์ได้รับชัดเจนเช่นเดียวกับฐานบนเกาะมิดเวย์และยังแจ้งให้แม่ทัพ พลเรือเอกนิมิตซ์ที่เพิร์ลฮาร์เบอร์ทราบด้วย  ความหวังในการโจมตีโดยไม่รู้ตัวของญี่ปุ่นสูญสลายไปโดยสิ้นเชิง

ตอนบ่ายของวันที่ 3 มิถุนายน 1942 มิดเวย์ส่งเครื่องบินเข้าโจมตีกองเรือยกพลขึ้นบกของนายพลคอนโดระลอกแล้วระลอกเล่า     การโจมตีของนักบินทหารบกจากฐานบินบนเกาะมิดเวย์ได้แสดงให้เห็นถึงความอ่อนหัดด้อยประสบการณ์และสมรรถนะเครื่องบินที่อ่อนด้อยกว่า เครื่องบินจากมิดเวย์หลงทางหาเป้าหมายไม่เจอก็มี   ที่พลัดหลงจากฝูงต้องบินกลับก็มี  ที่หาเป้าหมายเจอคือกองเรือของนายพลคอนโดพบและได้เข้าโจมตีก็ไม่ได้ผลถูกเครื่องบินญี่ปุ่นที่คล่องตัวมากกว่าและนักบินที่มากประสบการณ์ไล่ต้อนยิงตกเป็นว่าเล่น   ที่ได้เข้าใกล้เรือก็ถูกปืนต่อสู้อากาศยานยิงตก  การโจมตีตลอดบ่ายไร้ผลโดยสิ้นเชิง  เครื่องบินสหรัฐฯที่รอดมาบินกลับมิดเวย์ได้จำนวนหนึ่ง  มีหลายเครื่องที่น้ำมันหมดต้องลงจอดฉุกเฉินในทะเล   น่าแปลกที่การโจมตีกองเรือของคอนโดตลอดบ่าย 800ไมล์จากมิดเวย์  นากูโมซึ่งร่นระยะเข้าใกล้มิดเวย์ 180 ไมล์กลับไม่รู้เรื่อง  วิทยุกองเรือของเขาปิดสนิท   ในช่วงนี้เองที่สตอบอรี่ 5 ตรวจพบกองเรือของนากูโมและรายงานระบุจำนวนเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นได้ชัดเจนว่ามี 4 ลำ  ทางมิดเวย์ส่ง F 4 F  จำนวน 12 เครื่องขึ้นลาดตระเวนหาตำแหน่งนากูโมตามรายงานแต่ไม่พบ   ทางด้านกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 และ 17 ของสหรัฐฯก็เคลื่อนเข้าสู่จุดที่จะโจมตีนากูโมได้   ในคืนวันที่ 3 มิถุนายน 1942 กองเรือทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกัน 248 ไมล์โดยที่นากูโมไม่รู้เลยว่ากองเรือสหรัฐฯอยู่ใกล้เพียงนั้น   นากูโมยังคิดว่าการเข้าสู่จุดของตนยังเป็นความลับ  อีกครั้งที่การสื่อสารของญี่ปุ่นทำพิษ

เช้าตรู่วันที่ 4 มิถุนายน 1942 เวลา 04.30 น.นากูโมเริ่มเปิดยุทธการมิดเวย์  เขาสั่งให้เรือบรรทุกเครื่องบินทั้ง 4 ลำ ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดและเครื่องขับไล่คุ้มกัน 108 เครื่องไปโจมตีมิดเวย์      นากูโมเก็บเครื่องซีโรบนเรือคากะไว้ 90 เครื่อง เพื่อป้องกันการตอบโต้จากมิดเวย์      ฝูงเครื่องบินญี่ปุ่นจัดกระบวนมุ่งหน้าไปมิดเวย์เต็มท้องฟ้าไปหมดล้วนแต่ใช้นักบินฝีมือดีประสบการณ์สูงนั้น     เมื่อฝูงบินลับตาไปแล้ว นากูโมนำกองเรือของเขาย้ายจุดไปที่ระยะ 207 ไมล์จากมิดเวย์

ฝูงบิน 108 เครื่องของนากูโมถูกตรวจพบโดยสตอบอรี่ 12 ซึ่งรายงานไปยังมิดเวย์ทันที  ทางมิดเวย์ขณะนั้นได้สูญเสียไปมากจากการโจมตีกองเรือของคอนโด  ตอนบ่ายวันที่ 3 มิถุนายน 1942   พันโทพาร์ค ผู้บังคับการกองบินทหารบกบนเกาะมิดเวย์  สามารถจัดส่งเครื่องP 40 ของเขาขึ้นไปสกัดกั้นได้เพียง 23 เครื่องเท่านั้น  เครื่องที่พอจะใช้ใช้ได้อีก 40 เครื่องก็ต้องเสียเวลาในการเตรียมเครื่องที่จะตามไปเป็นระลอกที่ 2 แต่ไม่ทันการ    อีกครั้งที่อเมริกันแสดงออกถึงการด้อยประสบการณ์ในการรบ P40 ทั้ง 23 เครื่องของพันโทพาร์คเข้าต่อสู้กับศัตรูที่มากกว่าและเหนือชั้นกว่า   เครื่องซีโรที่คุ้มกันเข้าขัดขวาง เข้าต่อตี P 40 อย่างดุเดือดไล่กวาดต้อนและส่งเครื่องบินอเมริกันลงทะเลอย่างง่ายดาย   ทางมิดเวย์ติดตามการต่อสู้ทางวิทยุได้ยินแต่เสียงร้องเตือนและโวยวายให้เพื่อนช่วยของนักบินอเมริกันจนเสียงค่อยๆเงียบหายไป  เครื่องบินกองบินทหารบกจากมิดเวย์ถูกยิงตกหมดทุกเครื่อง

 สัญญาณเตือนภัยทางอากาศดังทั่วฐานทัพมิดเวย์  ฝูงบินญี่ปุ่นฝ่าด่านเข้ามาได้อย่างสะดวก แยกย้ายกันเข้าโจมตีทิ้งระเบิดทำลายสนามบิน  ป้อมปืนชายฝั่ง สถานีสื่อสารและเป้าหมายสำคัญ เครื่องซีโรโฉบลงยิงกราดลานจอดเครื่องบินสหรัฐฯทั้งเครื่องขับไล่ P40 และ B17 ถูกทำลายบนลานจอดนั้นเอง   ฐานทัพมิดเวย์เสียหายอย่างหนักแต่เครื่องตรวจการของญี่ปุ่นตรวจพบว่าสนามบินมิดเวย์แม้จะถูกทำลายมากแต่ยังสามารถใช้การได้  มิดเวย์แม้จะเสียหายแต่ก็อยู่ในฐานะที่ยังเป็นอันตรายต่อกองเรือญี่ปุ่นจึงจำเป็นต้องโจมตีอีกครั้ง   นากูโมได้รับรายงานถึงชัยชนะฝูงบิน 108 เครื่องที่โจมตีมิดเวย์สูญเสียไปเพียง 7 เครื่องเท่านั้น  นับเป็นชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ในการเปิดยุทธการมิดเวย์

ทางฝ่ายสหรัฐฯตั้งแต่ก่อนสว่าง   พลเรือโทแฟลตเชอร์บนเรือยอร์คทาวน์ ได้ส่งเครื่องบินลาดตระเวนดอร์นเลส 10 เครื่องออกค้นหาที่ตั้งของนากูโม  ต่อมาเวลา 06.02 น.เครื่องสตอบอรี่12เป็นฝ่ายค้นพบกองเรือของนากูโมที่ 207 ไมล์ทางตะวันออกเฉียงเหนือ  ทันทีที่ได้รับข่าวแฟลตเชอร์ส่งเครื่องบินขึ้นจากยอร์คทาวน์ภายใน 5 นาที ยอร์คทาวน์ส่งเครื่องบิน57เครื่อง     ส่วนสปรูแอนซ์เมื่อได้รับข่าวก็ส่งเครื่องบินจากเอนเตอร์ไพรส์และฮอร์เนตขึ้นโจมตีเช่นกัน  ดังนั้นขณะที่นากูโมกำลังติดตามผลและเครื่องบินของญี่ปุ่นกำลังโจมตีมิดเวย์อย่างมันมือนั้น   นากูโมไม่รู้ตัวเลยว่าเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ3ลำกำลังส่งเครื่องบินเข้าโจมตีกองเรือของเขา    ขณะนั้นกองเรือสหรัฐฯร่นระยะเข้ามาที่ 175 ไมล์ สหรัฐฯได้เข้าโจมตีกองเรือนากูโมก่อนนับว่าได้เปรียบ   แต่ข้อได้เปรียบครั้งนี้กลับไม่ได้ผลอย่างใด   นักบินนาวีสหรัฐฯก็เช่นเดียวกับนักบินทหารบกคือขาดประสบการณ์ในการรบ  การบินเดินทางระยะไกล  การนัดหมายที่จุดนัดพบทางอากาศเหนือท้องทะเลอันเวิ้งว้าง  ทำให้เกิดการพลัดหลง แม้เครื่องบินสหรัฐฯจะมีวิทยุติดต่อกันก็เกิดความสับสนต่างไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ไหนแน่และเป้าหมายอยู่ที่ไหน  ฝูงบินขับไล่และฝูงทิ้งตอร์ปิโดพลาดจุดนัดพบ  แตกฝูงกับฝูงบินทิ้งระเบิด  บ้างต้องบินไปลงฐานมิดเวย์  บางเครื่องต้องบินกลับเรือเพราะหาที่หมายไม่พบ   อย่างไรก็ตามมีเครื่องบินดำทิ้งระเบิด4เครื่องเครื่องบินปล่อยตอร์ปิโด6เครื่องได้มีโอกาสเข้โจมตี    เครื่องบินซีโรลาดตระเวนคุ้มกันกองเรือนากูโมเข้าสกัดกั้นอย่างรุนแรง     เครื่องบินนาวีสหรัฐฯพยายามเข้าโจมตีเรืออะกากิและฮิโรยุก็ถูกยิงตกไป 7 ครื่อง   ในเวลาเดียวกันฝูงบินตอร์ปิโดที่ 8 จากเรือฮอร์เนตเดินทางมาถึงฝูงบินนี้มีนาวาโทจอห์น แวลรอนเป็นผู้บังคับฝูง เครื่องบินนาวีเข้าโจมตีฮิโรยุซึ่งมีนายพลยามากุจิเป็นผู้บังคับการเรือ      อีกครั้งที่เกิดการต่อสู้ปะทะกันทางอากาศ  ฝูงบินตอร์ปิโดที่8ต้องเข้าโจมตีโดยปราศจากการคุ้มกันของเครื่องบินขับไล่  การโจมตีถูกสกัดกั้นและแตกฝูงต้องเข้าโจมตีอิสระไม่เป็นกลุ่มก้อนทำให้ถูกยิงตกอย่างง่ายดายการโจมตีล้มเหลวโดยสิ้นเชิง  ฝูงบินตอร์ปิโดที่ 8 จากฮอร์เนตถูกยิงตกทั้งฝูง 15 เครื่องโดยเครื่องบินญี่ปุ่นเสียหายเพียงเครื่องเดียว  ไม่มีเรือลำใดเสียหายแม้แต่นิดเดียว

การโจมตีครั้งนี้ล้มเหลว ฝ่ายสหรัฐฯเสียเครื่องบินไปมากโดยการโจมตีก่อนไม่ได้ก่อความเสียหายให้กับกองเรือญี่ปุ่นเลย สปรูแอนซ์ตระหนักถึงการขาดประสบการณ์ของนักบินอเมริกันแต่เขายังมีข้อได้เปรียบอีกปะการคือฝ่ายญี่ปุ่นไม่รู้ว่าการโจมตีนั้นมาจากเรือบรรทุกเครื่องบินกลับเข้าใจว่ามาจากมิดเวย์

เสนาธิการของนากูโมลงความเห็นตามรายงานของเครื่องบินตรวจการของเรืออะกากิว่ามิดเวย์ยังเป็นอันตรายอยู่   นากูโมก็เห็นด้วยเขาจึงสั่งให้โจมตีมิดเวย์อีกครั้ง  ดังนั้นในขณะที่เครื่องบินที่โจมตีมิดเวย์ระลอกแรกกำลังเดินทางกลับเรือ  นากูโมสั่งให้เอาเครื่องบินสำรองที่เตรียมไว้ออกโจมตี  โดยได้ติดตั้งตอร์ปิโดไว้แล้วเพื่อเตรียมการโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกันที่อาจโผล่มาซึ่งเขาไม่รู้ว่าอยู่ที่ไหน  เป็นความรอบคอบที่ยามาโมโตได้สั่งการเขาไว้  แผนเดิมนั้นญี่ปุ่นคิดว่าฝ่ายสหรัฐฯจะต้องส่งกองเรืออกมาตีโต้และช่วยป้องกันมิดเวย์   จึงมีการเตรียมเครื่องบินตอร์ปิโดไว้ ด้วยความเสี่ยงอย่างยิ่งนากูโมได้ออกคำสั่งให้ปลดตอร์ปิโดออกและติดตั้งระเบิดแทนซึ่งต้องใช้เวลามาก  การเสี่ยงอย่างยิ่งในครั้งนี้จะนำหายนะมาสู่เขาและกองเรือ

        ในระหว่างนั้นเอง มิดเวย์ยังมีเครื่องบินทหารบกเหลืออยู่และบินติดตามฝ่ายญี่ปุ่นมาติดๆ  มิดเวย์ส่งเครื่องเข้าโจมตีถึง 3 ระลอก  ระลอกแรกเข้าโจมตีเมื่อเวลา 7.55 น.ของวันที่4 มิถุนายน 1942 เข้าโจมตีเรือฮีโรยุและเรือโซริยุ  อีก 15 นาทีต่อมาเข้าโจมตีระลอกที่ 2 เวลา 8.10 น.และระลอกที่ 3 อีก 20 นาทีถัดมา เมื่อเวลา 8.30 น. โชคยังเข้าข้างนากูโมเพราะความไร้ฝีมือของนักบินอเมริกันการโจมตีจากกองบินทหารบกที่มาจากมิดเวย์ทั้ง3ระลอกนั้น ไม่ได้ผลเลย กองเรือญี่ปุ่นไม่ได้รับความเสียหายแต่อย่างใด   แต่โชคร้ายไปตกอยู่กับนักบินญี่ปุ่นซึ่งเดินทางกลับมาลงเรือเวลา 8.30 น.พอดีกับความชุลมุนของการโจมตีระลอกที่3จากมิดเวย์จึงต้องบินออกไปให้พ้นรัศมีการรบไม่สามารถลงเรือได้และในขณะที่ชุลมุนอยู่นั้นข่าวร้ายก็มาถึงนากูโม     เป็นรายงานจากเครื่องลาดตระเวนหมายเลข 4 ยืนยันการพบกองเรือสหรัฐฯโดยระบุชัดแจ้งว่ามีเรือบรรทุกเครื่องบินแน่นอน

เมื่อการโจมตีระลอก3สิ้นสุดลงเครื่องบินญี่ปุ่นจึงทยอยลงเรือบรรทุกเครื่องบินของตนอย่างทุลักทุเล  เครื่องสุดท้ายลงเมื่อเวลา9.17น.แต่โชคร้ายที่เครื่องบินอีก3 เครื่องรอไม่ได้เพราะน้ำมันหมดเสียก่อนต้องร่อนลงฉุกเฉินในทะเล     นับเป็นการสูญเสียอย่างมากเพราะเท่ากับนากูโมได้เสียเครื่องบินอันมีค่าไปในเช้าวันนั้นรวมทั้งหมด44 เครื่อง หรือ 30 %ของเครื่องบินทั้งหมดในเรือบรรทุกเครื่องบินของเขาทั้ง 4 ลำ   แต่ที่สูญเสียที่ร้ายแรงกว่าคือนักบินฝีมือดีของฝ่ายญี่ปุ่นที่เมื่อสูญเสียไปแล้วไม่ทดแทน

ขณะนี้นากูโมรู้ว่าเขาต้องสู้ศึก2ด้าน  เขาทราบตำแหน่งกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 ของแฟลตเชอร์จึงสั่งเรือให้หันไปที่ 90 องศาเหนือเพื่อส่งเครื่องบินขึ้นเป็นเวลเดียวกับที่ฝูงบินจากเอ็นเตอร์ไพรส์,ฮอเนตและยอร์คทาวน์มาถึง   เวลาขณะนั้น 9.25 น.เพียง 8 นาที  หลังจากเครื่องบินญี่ปุ่นเครื่องสุดท้ายลงเรือ     แต่ฝ่ายนักบินนาวีอเมริกันก็ยังคงเส้นคงวาในการขาดประสบการณ์การรบ   นับแต่การเริ่มโจมตีตั้งแต่บ่ายวันที่ 3 มิถุนายน 1942 และตลอดเช้าของวันที่ 4 มิถุนายน  1942  กองบินทั้งทหารบก และนาวี ไม่ได้ก่อความเสียหายแก่กองเรือญี่ปุ่นได้เลย  ครั้งนี้ก็เช่นกัน ฝูงบิน ทิ้งระเบิดที่ 3 จากเรือยอร์ค ทาวน์ซึ่งมีนาวาโท แมคเทลลี่เป็นผู้บังคับฝูง      ฝูงบินตอร์ปิโดที่ 3 จากเรือยอร์คทาวน์ มีนาวาโท แลนซ์ แมคเวสลี เป็นผู้บังคับฝูง  โดยการคุ้มกันโดยฝูงบินขับไล่ที่ 3 จากเรือฮอร์เนต มีนาวาโท จอห์นแท็ค เป็นฝู้บังคับฝูง   ทั้ง 3 ฝูงขาดการประสานงานกัน ทำอะไรกองเรือญี่ปุ่นไม่ได้เลย  การโจมตีไร้ผล  อเมริกันกลับไปด้วยความสูญเสียหนัก   แต่เหมือนโชคชะตาจะบันดาล  การโจมตีที่ญี่ปุ่นคิดว่ายุติลงแล้ว  ปรากฏว่าฝูงบินทิ้งระเบิดที่ 6 จากเอ็นเตอร์ไพรส์ เพิ่งเดินทางมาถึง  นาวาโท ซีแวค แมคคาธี กำลังหลงทางและพยายามติดต่อฝูงต่างๆที่กระจัดกระจายกันมารวมกันเพื่อหาทางกลับเรือ  เขารวบรวมเครื่องดอนเลสได้ถึง 59 เครื่อง และบินเลยกองเรือไปแล้ว กำลังหาทางกลับเอ็นเตอร์ไพรส์  ด้วยความบังเอิญอย่างเหลือเชื่อเขาตรวจพบเรือพิฆาตญี่ปุ่นกำลังเดินทาง  เขาสงสัยว่ามันกำลังจะตามไปสมทบกองเรือญี่ปุ่น จึงบินระยะสูงสะกดรอยตามไป และจริงดังคาดเขาพบกองเรือของนากูโมที่กำลังระเกะระกะไปด้วยเครื่องบินที่กำลังจะขึ้นเต็มดาดฟ้า

ขณะนั้นเวลา 10.05 น. นักบินนาวีอเมริกันจะได้โอกาสทองแสดงฝีมือบ้างเพราะฝ่ายญี่ปุ่นไม่ได้ระวังตัวเลย  ซีแวค แมคคาธีจะกลายเป็นผู้ทำลายฝันหวานของญี่ปุ่นและนำฝันร้ายมาให้แทน  และจะทำให้ยุทธการมิดเวย์ถูกทำลายแล้วกลายเป็นจุดเปลี่ยนของสงครามแปซิฟิค   ฝูงบินนาวีสหรัฐฯนำโดยนาวาโท ซีแวค แมคคาธี ดำดิ่งเข้าโจมตีจากระดับสูง  12 เครื่องเข้าโจมตีเรือคากะ  อีกชุดหนึ่งเข้าโจมตีเรืออะกากิซึ่งเป็นเรือธงของนากูโม  ชุดที่ 3เข้าโจมตีเรือโซริยุ   เรือธงอะกากิถูกระเบิดลูกแรกแล้วทะลุลงไประเบิดในโรงเก็บใต้ดาดฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยน้ำมัน ลูกระเบิดชุดที่ 2 ตกระเบิดบนดาดฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องบินติดอาวุธที่กำลังเตรียมขึ้นบิน เกิดระเบิดต่อเนื่องรุนแรงไฟลุกไหม้ไปทั้งลำ   นากูโมได้รับบาดเจ็บสาหัส  เพียง 5 นาทีแม่ทัพหน้าของญี่ปุ่นที่ถล่มเพิร์ลฮาร์เบอร์เมื่อ 6 เดือนก่อนก็ต้องออกจากการรบ   เรือคากะโดนระเบิดเป็นลำที่สอง โดนระเบิดขนาดหนักถึง 4 ลูก ลูกหนึ่งระเบิดบนดาดฟ้าซึ่งเต็มไปด้วยเครื่องบิน  อีก 3 ลูกทะลุลงไประเบิดในโรงเก็บ เกิดการระบิดอย่างรุนแรงยิ่งกว่าอะกากิ  ลูกที่ตกใกล้หอบังคับการสะพานเดินเรือทำให้ผู้บังคับการเรือและนายทหารบนสะพานเดินเรือเสียชีวิตเกือบหมด  มีนายทหารฝ่ายยุทธการทางอากาศรอดมาได้เพียงคนเดียว  เรือโซริยูก็โดนระเบิดไฟไหม้ทั้งลำเรือตั้งแต่หัวถึงท้ายเรือ  ลูกเรือโซริยุเสียชีวิตไปถึง 700 คน  นอกจากนี้เรือลาดตระเวนหนักที่คุ้มกันเรือบรรทุกเครื่องบินก็ถูกระเบิดจมไปด้วย  การโจมตีฉับพลันของฝูงบินนาวีสหรัฐฯครั้งนี้ถูกยิงตกและร่อนฉุกเฉินลงทะเลเพียง 18 เครื่องเท่านั้น

สถานการณ์พลิกผันอย่างไม่น่าเชื่อ  ญี่ปุ่นพยายามดับไฟแต่ไม่สำเร็จ  เวลา 13.10 น.เรือคากะก็จมลงสู่ก้นทะเล   เรือโซริยุไฟไหม้ พอถึงเวลา 10.40 น.ก็บังคับหางเสือไม่ได้ ไฟไหม้อยู่นาน 8 ชั่วโมงไม่อาจดับได้  ตอนค่ำเวลา 18.00 น. ก็จมลงสู่ก้นทะเล  ส่วนเรืออะกากิเรือธงของนากูโมก็ไฟไหม้ตลอดลำ เรือพิฆาตมาช่วยลำเลียงผู้รอดชีวิต  นากูโมซึ่งได้รับบาดเจ็บต้องย้ายเรือธงไปอยู่บนเรือพิฆาตและได้รับการรักษาพยาบาลทันที  มีคำสั่งสละเรือเมื่อเวลา 11.30 น.  เรือธงอะกากิเรือที่จะนำชัยของยุทธการมิดเวย์ค่อยๆจมลงเมื่อเวลา 19.15 น.พร้อมกับการสละชีพของผู้บังคับการเรือที่ยอมจมพร้อมกับเรือตามประเพณีทหารเรือญี่ปุ่น

นี่คือการช็อคของกองเรือญี่ปุ่น และคือความพ่ายแพ้ครั้งแรกแต่เสียหายจนทำให้ยุทธการมิดเวย์พินาศลง  ญี่ปุ่นเสียเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นดีรวดเดียว 3 ลำ และเรือลาดตระเวนหนัก 1 ลำแลกกับเครื่องบินนาวีสหรัฐฯเพียง 18 เครื่อง  ชะตากรรมเปลี่ยนข้างในชั่วแค่ 20 นาทีเท่านั้น  ตลอดบ่ายของวันที่ 4 มิถุนายน  1942 เป็นฝันร้ายของกองทัพเรือพระเจ้าจักรพรรดิ์

การพลิกผันยุทธนาวีทางอากาศ  นาวาโท ซีแวค  แมคคาธีนำฝูงบินกลับเอ็นเตอร์ไพรส์  เขารายงานให้สปรูแอนซ์ทราบว่าสามารถทิ้งระเบิดจมเรือบรรทุกเครื่องบินญี่ปุ่นได้  3 ลำ  สปรูแอนซ์และแฟลตเชอร์ได้รับข่าวชัยชนะและรายงานไปยังพลเรือเอกนิมิตซ์  เป็นชัยชนะที่สามารถหยุดการุกของญี่ปุ่นลงได้แล้ว  แต่นิมิตซ์รู้ว่าญี่ปุ่นยังเหลือเรือฮิโรยุอีก 1 ลำ  เขาแจ้งแก่สปรูแอนซ์ว่าเขาต้องการจมเรือลำที่ 4

เรือฮิโรยุมีนายพลยามากูจิเป็นผู้บัญชาการ ยังมีเครื่องบินเหลืออยู่พอที่จะแก้แค้นได้  ในวันที่ 5 มิถุนายน  1942  ยามากูจิส่งเครื่องบินออกค้นหากองเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ  เครื่องบินลาดตระเวนญี่ปุ่นได้สะกดรอยเครื่องบินสหรัฐฯในที่สุดก็ตรวจพบกองเรือเฉพาะกิจที่ 16 ของแฟลตเชอร์คือเรือยอร์ค ทาวน์    ยามากุจิส่งฝูงบินจากฮิโรยุโจมตีทันที   แต่แฟลตเชอร์ก็ไม่เคยประมาท  เขาส่งดอนต์เลส  10 เครื่องขึ้นลาดตระเวนป้องกันกองเรือ  เวลา 11.30 น. ก็ตรวจพบฝูงบินจากฮิโรยุและตรวจพบตำแหน่งของเรือฮิโรยุด้วย  แฟลตเชอร์ส่งเครื่องบินขับไล่ไวด์แคต  F 4 F ขึ้นสกัดกั้นที่ระยะ 20 ไมล์จากเรือ  และสั่งจัดระบบป้องกันภัยทุกด้าน      การฟาดฟันทางอากาศเกิดขึ้นอย่างดุเดือด  F 4 F  สกัดกั้นเครื่องซีโรของญี่ปุ่นไว้ไม่อยู่  เพราะซีโรมีสมรรถนะดีกว่า  แม้อำนาจการยิงของ F 4 F จะรุนแรงกว่าก็ตาม

ขณะเครื่องบินขับไล่กำลังต่อสู้กันอยู่  เครื่องบินโจมตีทิ้งระเบิดแบบ D 3 A วาสป์ของญี่ปุ่นก็หลบออกไปพุ่งใส่เรือยอร์ค ทาวน์  ฝ่ากระสุนปืนต่อสู้อากาศยานเข้ามาและถูกยิงตกไป 6 เครื่อง  แต่ที่สามารถฝ่าเข้ามาทิ้งระเบิดได้ก็สามารถทิ้งระเบิดถูกเรือยอร์ค ทาวน์ถึง 3 ลูก  ลูกแรกระเบิดบนดาดฟ้าทำให้เกิดไฟไหม้และเครื่องบินเสียหาย   ลูกที่ 2 ตกระเบิดใกล้ปล่องไฟแรงระเบิดทำให้หม้อน้ำเสียหาย 6 หม้อ  ลูกที่ 3 ทะลุดาดฟ้าลงไปสามชั้นแล้วระเบิด   ลูกเรืออเมริกันทำหน้าที่อย่างเข้มแข็ง ในการดับไฟ  เมื่อเปิดน้ำท่วมคลังกระสุนและเปิดก๊าซคาร์บอนออกควบคุมถังน้ำมันเชื้อเพลิง  ไฟก็ไม่ลามออกไป   ยอร์ค ทาวน์ได้รับความเสียหายที่หม้อน้ำทำให้เรือเสียกำลัง   เมื่อสามารถดับไฟได้แล้วกำลังเรือก็หยุดต้องลอยลำซ่อมเมื่อเวลา 12.20 น.   รายงานจากฝูงบินญี่ปุ่นได้แจ้งไปยังยามากุจิว่าสามารถจมเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯได้ 1 ลำ  ซึ่งไม่เป็นความจริง  เพราะเวลา 13.20 น.หม้อน้ำ 3 ลูกก็ทำงานได้  เรือยอร์ค ทาวน์เดินทางได้ความเร็ว 20 น้อต    เครื่องบินที่มีอยู่บนยอร์ค ทาวน์ได้บินไปลงยังเอ็นเตอร์ ไพรส์และฮอร์เนต   เหลือไว้แต่เครื่องบินขับไล่ไว้ป้องกันเรือที่ตอนนี้เครื่องเติมเชื้อเพลิงใช้การได้แล้ว  จึงเติมเชื้อเพลิงและอาวุธ  สปรูแอนซ์แบ่งกำลังจากกองเรือเฉพาะกิจที่ 17 มาช่วยคุ้มกันยอร์ค ทาวน์

ยามากุจิเข้าใจว่าเขาจมเรือบรรทุกเครื่องบินอเมริกาได้ 1 ลำแล้ว  จึงคิดว่าอเมริกาเหลือเรือบรรทุกเครื่องบินอีกเพียงลำเดียว  จึงคิดว่ายังอาจพลิกสถานการณ์ได้  คือเหลือ 1 ต่อ 1 เท่ากัน  และกองเรือของยามาโมโตก็กำลังตามมา   เขาน่าจะทำลายเรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายของสหรัฐฯลงได้ก่อน  เขาส่งเครื่องบินปล่อยตอร์ปิโด B 5 N ขึ้น 10 เครื่องโดยมีเรื่องซีโรคุ้มกัน 6 เครื่อง  ไปโจมตีที่จุดเดิมเมื่อเวลา 13.30 น. โดยคาดว่าเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯลำที่ 2 อยู่ที่นั่น  แต่ความจริงฝูงบินของยามากุจิกำลังไปโจมตีเรือยอร์ค ทาวน์ลำเดิม  แทนที่จะไปโจมตีเรือเอ็นเตอร์ ไพรส์ หรือฮอร์เนต  เมื่อเรือยอร์ค ทาวน์ตรวจจับฝูงบินญี่ปุ่นได้ ก็รายงานให้แฟลตเชอร์ทราบ  แฟลตเชอร์ส่งเรือลาดตระเวนคุ้มกันไปป้องกันด้านหน้า และส่งเครื่องบินขับไล่ขึ้นสกัดกั้น 8 เครื่อง   ทันทีที่ได้รับรายงาน  ในขณะที่เครื่องอื่นๆต้องใช้เวลากว่าจะขึ้นบินได้  เครื่อง F 4 F  จึงต้องรับงานหนัก  อีกครั้งที่การพันตูกันกลางอากาศเกิดขึ้น   F 4 F  ไวด์แคต  สามารถยิงเครื่องบินปล่อยตอร์ปิโดแบบ คาเตะของญี่ปุ่นตก 2 เครื่องเท่านั้น  ที่เหลือผ่านการสกัดกั้นเข้ามาได้     F 4 F ต้องใช้วิธีไล่จี้คาเตะไปทางม่านการยิงของปืนต่อสู้กากาศยานของกองเรือเฉพาะกิจที่ 16  ไม่ให้เข้าถึงเรือยอร์ค ทาวน์   คาเตะถูกยิงตกอีก 3 เครื่อง  แต่ทะลุม่านการยิงเข้าถึงเรือยอร์ค ทาวน์ได้ 5 เครื่อง และปล่อยตอร์ปิโด 5 ลูก  3 ลูกพลาดเป้า แต่อีก 2 ลูกชนเรือยอร์ค ทาวน์ทางกราบซ้ายและระเบิดขึ้น  ซีโร่เครื่องหนึ่งถูกยิงเสียหายเสียการบังคับเข้าชนบริเวณสะพานเดินเรือมีนายทหารบาดเจ็บและเสียชีวิต  โชคดีที่แฟลตเชอร์ปลอดภัย  ซีโร่อีกเครื่องถูกยิงตกลงบริเวณปล่องไฟแผลเก่า   เรือยอร์ค ทาวน์ที่พิการเสียหายอย่างหนัก   ซีโร่อีก 4 เครื่องก็ถูกยิงตก  จึงมีคาเตะเพียง 5 เครื่องเท่านั้นที่รอดกลับเรือฮิโรยุได้และรายงานว่าสามารถจมเรือบรรทุกเครื่องบินข้าศึกได้อีก 1 ลำ  ยามากูจิต่างกับนากูโม  เขาเชื่อว่าเรือยอร์ค ทาวน์ยังอยู่ในอู่ซ่อม  ดังนั้นเขาจึงเชื่อว่าเขาจมเอ็นเตอร์ ไพรส์และฮอร์เนตได้ และเขาได้ชัยชนะแล้ว

เรือยอร์ค ทาวน์โดนโจมตีซ้ำกันถึงสองครั้ง เสียหายอย่างหนักเครื่องยนต์ เสียหายต้องลอยลำอยู่กับที่  ได้มีความพยายามที่จะดับไฟแต่ไม่สำเร็จ  แฟลตเชอร์ส่งเครื่องบินที่เหลือไปเรือเอ็นเตอร์ ไพรส์ การสูบน้ำออกจากท้องเรือก็ไม่สำเร็จ เขาจึงสั่งสละเรือเมื่อเวลา 15.00 น. เรือยอร์ค ทาวน์ค่อยๆเอียงลงและจมลงสู่ท้องทะเล  แต่พิษสงของมันยังไม่หมด  เครื่องบินลาดตระเวนจากยอร์ค ทาวน์ยังคงค้นหาเรือฮิโรยุอยู่และตรวจพบจึงรายงานไปให้สปรูแอนซ์ทราบ เมื่อเวลา 15.00 น.   ในขณะนั้นทั้งเอ็นเตอร์ ไพรส์ และ ฮอร์เนตมี ดิวาสเตเตอร์ 4 เครื่อง เครื่องดอนเลสอีก 46 เครื่อง และมีเครื่องขับไล่ไวด์แคตอยู่อีก 50 เครื่อง  สปรูแอนซ์ส่งดอนเลสขึ้นจากเอ็นเตอร์ ไพรส์ขึ้นโจมตี 24 เครื่องเมื่อเวลา 15.30 น.และเวลา 16.00 น.ก็ส่งดอนเลสอีก 16 เครื่องขึ้นจากฮอร์เนต รวม 40 เครื่องเป็น 2 ฝูง  สปรูแอนซ์ที่ระแวดระวังเก็บไวด์แคต 50 เครื่องไว้ เผื่อฝ่ายญี่ปุ่นจะมาโจมตี  การตัดสินใจของสปรูแอนซ์นับว่าเสี่ยง เพราะฝูงบินทิ้งระเบิดของเขาไปโจมตีโดยไม่มีเครื่องขับไล่คุ้มกันเลย  การคาดการระแวดระวังของสปรูแอนซ์นับว่าเดาใจยามากุจิได้แม่น  เพราะในเวลาเดียวกันนั้นเอง ประมาณ 16.30 น. ยามากุจิแม้เชื่อว่าได้ชัยชนะเด็ดขาดไปแล้วก็กำลังเตรียมการโจมตีอีกครั้งอย่างใจเย็นเพื่อเก็บกวาดดอกผลจากชัยชนะ    การขึ้นโจมตีครั้งนี้เป็นศึกเล็ก ยามากุจิจึงใจเย็นไม่รีบร้อนเพราะไม่มีภัยคุกคามทางอากาศอีกแล้ว  เรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯจมแล้วทั้ง 2 ลำ (ซึ่งในความจริงสหรัฐฯมีเรือบรรทุกเครื่องบิน 3 ลำ จมไปเพียงลำเดียว)  เขาให้นักบินของเขาได้มีโอกาสพักผ่อนหลังการรบตลอดวัน  นักบินญี่ปุ่นเพิ่งมีโอกาสได้กินอาหาร  ยามากุจิเตรียมเครื่องบินไว้บนดาดฟ้า  และจะส่งสัญญาณโจมตีเมื่อเวลา 18.00 น. ซึ่งเป็นเวลาพอดีกับคลื่นการโจมตีจากเอ็นเตอร์ ไพรส์มาถึงโดยไม่มีการระวังตนไม่มีแม้โอกาสจะได้รับการแจ้งเหตุเตือนภัย  เครื่องบินนาวีสหรัฐฯชุดแรก 13 เครื่อง ดำดิ่งมาจากมุมสูงย้อนแสงอาทิตย์ยามเย็นเข้าโจมตีเรือฮิโรยุ  เครื่องอื่นๆเข้าโจมตีเรือคุ้มกัน  นักบินนาวีสหรัฐฯทิ้งระเบิดลงมา 13 ลูก 6 ลูกพลาดเป้าตกทะเล อีก 3 ลูกตกเฉียดเรือส่งนำกระฉูดขึ้นจากข้างเรือ  แต่อีก 4 ลูกถูกเป้าอย่างจัง     2 ลูกตกกลางดาดฟ้าเรือที่เต็มไปด้วยเครื่องบินที่ติดอาวุธแล้วที่กำหนดจะขึ้นบิน  เกิดการระเบิดอย่างมหาศาล  อีก  2 ลูกตกที่หน้าหอบังคับการและระเบิดสังหารนายทหารทุกคนในหอบังคับการสะพานเดินเรือทุกคน   ลูกระเบิดยังทะลุลงไปในโรงเก็บเครื่องบิน ลูกระเบิดที่เตรียมไว้แตกออกระเบิดซ้ำ  คลังแสงของเรือฮิโรยุเกิดระเบิดอย่างรุนแรง  อุปกรณ์การดับไฟถูกทำลายหมด  ไฟไหม้ทั้งลำเรือ  เรือฮิโรยุยังแล่นไปช้าๆ   ลูกเรือได้รับคำสั่งให้สละเรือเวลาตี 2 ครึ่ง  ไฟไหม้ตลอดทั้งคืน จนรุ่งเช้า วันที่ 7 มิถุนายน  1942 เวลา 9.00 น. เรือบรรทุกเครื่องบินลำสุดท้ายในกองเรือโจมตีมิดเวย์ก็จมสู่ท้องทะเล

300 ไมล์ จากจุดหายนะของกองเรือนากูโม  ยามาโมโตยังไม่ยอมแพ้เพราะเขาคิดว่า  ฝ่ายสหรัฐฯไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินเหลืออยู่แล้ว  การยึดเกาะมิดเวย์ยังทำต่อไปได้เพราะเท่ากับว่าทะเลเปิดโล่งสำหรับกองเรือของเขาแล้ว  แม้จะสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นดีไปถึง 4 ลำ  การได้เกาะมิดเวย์ก็ถือว่าคุ้มค่า  ยามาโมโตเรียกกองเรือโจมตีลวงของโอโวซาย่ามาจากอัลลูเชียนซึ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินเบา 2 ลำมาสมทบ  และเรียกกองเรือยกพลขึ้นบกของนายพลคอนโดซึ่งมีเรือบรรทุกเครื่องบินอีก 2 ลำมาเพื่อรวมกำลังกันยึดเกาะมิดเวย์ทางตะวันตกเฉียงเหนือให้ได้ภายใน 24 ชั่วโมง     ยามาโมโตรวมกำลังไม่สำเร็จ  มีเรือประจัญบาน 2 ลำจากกองเรือของคอนโดเท่านั้นที่มาถึง  นอกนั้นติดต่อกันไม่ได้ยามาโมโตพยายามค้นหากองเรือสหรัฐฯแต่ไม่พบ  ทั้งนี้เพราะสปรูแอนซ์เมื่อจมเรือลำที่ 4 แล้วก็ถอนกองกำลังไปทางตะวันออกทันที

7 มิถุนายน  1942 เครื่องตรวจการของยามาโมโตรายงานเมาว่าพบเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ 4 ลำ  เท่ากับที่ยามาโมโตจะมีอยู่ถ้ารวมกำลังได้สำเร็จ  ยามาโมโตไม่เชื่อรายงานนี้  แต่ฝ่ายเสนาธิการของเขาเสนอว่าถ้าความเป็นไปไม่ได้เกิดเป็นไปได้อย่างเหตุการณ์ ระหว่างวันที่ 3-6 มิถุนายน 1942 ที่เพิ่งผ่านมา  ก็จะเป็นการเสี่ยงที่น่ากลัว  หลังจากการประชุมฝ่ายเสนาธิการก็มีการลงความเห็นว่าควรถอนกำลังกลับ  ล้มเลิกยุทธการมิดเวย์  เป็นความพ่ายแพ้อย่างอัปยศของฝ่ายญี่ปุ่น

เมื่อแน่ใจว่าฝ่ายญี่ปุ่นกำลังถอย  สปรูแอนซ์ก็ตามโจมตี  แต่ช้าไป   ฝ่ายญี่ปุ่นถอยทัพไปไกลเกินรัศมีการโจมตีทางอากาศแล้ว  ยุทธนาวีทางอากาศที่มิดเวย์ได้สิ้นสุดลงแล้ว     ในด้านความเสียหายญี่ปุ่นสูญเสียเรือบรรทุกเครื่องบินชั้นดีไปถึง 4 ลำ คือ อะกากิ คากะ ฮิโรยุ  โซริยุ และเรือลาดตระเวนหนักอีก 1 ลำ  เครื่องบินรบถูกทำลาย  322 เครื่อง  ทหารเรือของนากูโมเสียชีวิตถึง 3,500 คน และที่สูญเสียไปอย่างไม่อาจทดแทนคือนักบินประสบการณ์สูงอันทางคุณค่า  เปรียบเทียบกับฝ่ายสหรัฐฯที่เสียเรือบรรทุกเครื่องบินพิการไป1 ลำ คือเรือยอร์ค ทาวน์ เสียเครื่องบินทั้งที่ถูกทำลายบนพื้นดิน  บนอากาศ และร่อนลงฉุกเฉินลงทะเลไป 150 เครื่อง  ฝ่ายสหรัฐฯเสียทหารไปน้อยอย่างไม่น่าเชื่อคือเสียทหารไปเพียง 307 คน  ส่วนใหญ่คือลูกเรือยอร์ค ทาวน์และนักบินนาวีอ่อนประสบการณ์

ในด้านยุทธศาสตร์  ฝ่ายสหรัฐฯได้ชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่และเด็ดขาด  สามารถป้องกันเกาะมิดเวย์ไว้ได้  เป็นการทำลายจุดประสงค์ทางยุทธศาสตร์ของญี่ปุ่นที่ต้องการเกาะมิดเวย์เป็นกระดานกระโดดเข้าคุกคามถึงบ้านสหรัฐฯ และครอบครองแปซิฟิคไว้เป็นของตน  เป็นชัยชนะที่สหรัฐฯด้อยกำลังกว่าถึง 4 ต่อ 1  และด้อยประสบการณ์กว่า    ญี่ปุ่นเข้าทำสงครามในแมนจูเรียมาแต่ปี  1931 และกับจีนในปี  1938  ฝ่ายสหรัฐฯเพิ่งมีประสบการณ์ทางการรบเพียง 6 เดือนเท่านั้น   ยุทธนาวีทางอากาศระหว่างวันที่ 3-6 มิถุนายน  1942 เป็นจุดแตกหักของสงครามแปซิฟิค  กองทัพเรือญี่ปุ่นสูญเสียอำนาจการบุกทางทะเลลงไปอย่างสิ้นเชิง หลังยุทธนาวีที่มิดเวย์แล้ว  กองทัพเรือญี่ปุ่นลดบทบาทเป็นเพียงฝ่ายสนับสนุนกองทัพบกเท่านั้น   การบุกของญี่ปุ่นหยุดชะงักลง   การโจมตีออสเตรเลียเป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้อีกต่อไป  กำลังทางเรือของญี่ปุ่นต้องรับบทบาทในการกระจายกำลังทางเรือและอากาศคุ้มครองเกาะใหญ่น้อยที่ยึดครองอยู่   นั่นคือหลัง 6 เดือนของการบุกอย่างดุเดือด  ต่อไปนี้ฝ่ายญี่ปุ่นต้องตกเป็นฝ่ายตั้งรับ  การยุทธที่มิดเวย์ยังเป็นการพิสูจน์อีกว่าการใช้กำลังทางอากาศเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดของการตัดสินผลของการสู้รบ  ยุคสมัยของเรือประจัญบานขนาดยักษ์ติดปืนใหญ่หนักได้ผ่านพ้นไปแล้วโดยสิ้นเชิง

หลังมิดเวย์ กองทัพเรือของทั้งสองฝ่ายได้กระทำยุทธนาวีทางอากาศอีกสองครั้ง  ในโซโลมอนตะวันออกและซานตาครูส  ญี่ปุ่นต้องเสียเครื่องบินชั้นแนวหน้าไปถึง 1,000 เครื่อง และนักบินฝีมือดีเกือบทั้งหมด  หลังการรบในฟิลิปินส์ ยุทธนาวีที่ช่องแคบซูริเกาและอ่าวเลเตย์  กองทัพเรือญี่ปุ่นสูญเสียกำลังทางเรือไปเกือบหมด  ปฏิบัติการแบบฆ่าตัวตายของนักบินญี่ปุ่นก็กลายเป็นอาวุธใหม่ที่ต้องการเพียงนักบินที่ขับเครื่องบินได้เท่านั้น

ยุทธนาวีทางอากาศที่มิดเสย์จึงถือเป็นจุดเปลี่ยนโฉมหน้าของสงคราม  แต่ฝีมือในการรบของทั้งสองฝ่ายยังเป็นที่น่าสงสัย ดังที่พลเรือเอกนิมิตซ์แม่ทัพเรือของสหรัฐฯกล่าวว่า “เราชนะเพราะเก่งกว่าญี่ปุ่นหรือโชคดีกว่าญี่ปุ่นกันแน่?”

Post Author: adminwp

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *