Hall of Fame : มิตร ชัยบัญชา

 ๔๘ เรื่องราวชีวิตและผลงานของ มิตร ชัยบัญชา ที่คุณควรรู้!

1.มิตร   ชัยบัญชา  เกิดเมื่อปี พ.ศ.2477 ปีจอ ในคืนวันอาทิตย์ เวลาประมาณตีหนึ่งที่หมู่บ้านไสค้าน อำเภอท่ายาง จังหวัดเพชรบุรี  พ่อและแม่ก็ยังจำไม่ได้ว่าเกิดเดือนไหน วันที่เท่าไร มิตร จึงกำหนดวันเกิดของตัวเองภายหลังว่า  เกิดวันที่ 1 มกราคม ปีจอ วันจันทร์ ฤกษ์หมาหลับ เนื่องจากเป็นวันขึ้นปีใหม่ มีคนอวยพรกันทั่วประเทศ  ที่เลือกวันจันทร์ เพราะเป็นคนมีเสน่ห์  ฤกษ์หมาหลับ นัยว่าสุนัขหลับเป็นคนไม่เจ้าชู้  (บางหลักฐานระบุวันเกิดเป็น 28 มกราคม 2477)

2.บิดาของเขาเป็นพลตำรวจชื่อ ชม ระวีแสง มารดาชื่อนางยี หรือ สงวน ระวีแสง สาวตลาดท่ายาง นางยีให้กำเนิดลูกน้อย ขณะที่สามีไม่ได้ดูแลใส่ใจเพราะต้องไปปฏิบัติหน้าที่ราชการ

3.ประมาณขวบเศษๆ มิตรก็กลายเป็นเด็กกำพร้า มีชื่อว่า “บุญทิ้ง”  ไม่เคยเห็นหน้าพ่อ แม่ มีปู่ย่า (นายรื่น นางผาด)และอา (สามเณรแช่ม) เป็นผู้อุปการะ  ชีวิตในวัยเด็กของมิตร ต้องติดสอยห้อยตามสามเณรแช่ม (ต่อมาบวชเป็นพระภิกษุอยู่ที่วัดสนามพราหมณ์) เป็นเด็กวัดที่อาศัยข้าวก้นบาตรกิน (ต่อมา สมโภชน์ ล้ำพงษ์ และ บำเทอง เชิดชูตระกูล  นำเสี้ยวชีวิตนี้ของ มิตร มาแต่งเพลง”ข้าวก้นบาตร” )

4.พออายุ 8 ขวบ บุญทิ้ง เข้าพระนครฯ มาอยู่กับแม่ ที่บ้านตลาดนางเลิ้ง ถนนพะเนียง เมื่อเข้าเรียนหนังสือได้เปลี่ยนชื่อมาเป็น ด.ช. สุพิศ นิลศรีทอง  เขามักหาเงินใช้เองไม่อยากเป็นภาระของใคร ด้วยการช้อนลูกน้ำขาย ฯลฯ จนอายุ 20 ปี จึงได้เป็นลูกบุญธรรม ของป้าและพ่อเลี้ยง และเปลี่ยนนามสกุลใหม่เป็น นายสุพิศ พุ่มเหม

5.กีฬาโปรดคือชกมวย สามารถคว้าเหรียญทองมวยนักเรียน 2 ปี ในรุ่นเฟเธอร์เวท และ ไลท์เวท (135 ปอนด์) จากนั้นก็สอบเข้าโรงเรียนจ่าอากาศ

ุ6.สุพิศ เรียนจบในเดือนมีนาคม 2499 (อายุ 22 ปี) ถูกส่งตัวไปเป็นครูฝึกที่ กองพันต่อสู้อากาศยาน กรมอากาศโยธิน ดอนเมือง ได้รับพระราชทานยศเป็น จ่าอากาศโทสุพิศ พุ่มเหม ในวันที่ 17 ก.ค. 2499

 7. 28 มกราคม 2500  เปลี่ยนชื่อใหม่เป็น พิเชษฐ์   พุ่มเหม  แปลว่า พี่ใหญ่ และเคร่งครัดในระเบียบวินัย จ่าอากาศโทพิเชษฐ์ พุ่มเหม จึงได้ฉายาว่า จ่าเชษฐ์  จ่ามหากาฬ  และปี พ.ศ.2501 เลื่อนยศขึ้นเป็น จ่าอากาศเอก หลังจากนั้นอีก 3 ปีเป็นพันจ่าอากาศตรีและได้รับตำแหน่งรอง ผ.บ.ม.ว. 1 ร้อย 230 พัน 2 อย. ปี 2506 เลื่อนยศเป็น พันจ่าอากาศโท

8.ก้าวสู่วงการหนังไทย   เดือนมิถุนายน 2500 เพื่อนสนิทชื่อ “สมจ้อย” ได้นำรูปถ่ายของจ่าเชษฐ์ในชุดจ่าอากาศโทไปให้ คุณกิ่ง แก้วประเสริฐ นักข่าวบันเทิงหนุ่มดู เผื่อว่าอาจช่วยแนะนำให้เล่นหนังได้บ้าง   นอกจากนี้  ภราดร ศักดา นักเขียนนวนิยายชื่อดัง ยังได้ช่วยแนะนำให้ผู้สร้างหนังหลายราย รวมทั้ง สุรัตน์ พุกกะเวส บรรณาธิการนิตยสารดาราไทย ที่ช่วยนัดหมาย ประทีป โกมลภิส ผู้สร้างผู้กำกับ ให้มีการพบกัน เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2500 ที่ โรงแรมเวียงใต้ บางลำพู เพื่อมาดูตัวพระเอกใหม่ที่จะมารับบท “ไวย ศักดา” พระเอกของภาพยนตร์เรื่อง “ชาติเสือ” จากนิยายดังของ “อรวรรณ”

9.ประทีป ได้ตั้งคำถามให้ พิเชษฐ์ ตอบสองข้อคือ ข้อ 1 “ในชีวิตสิ่งใดสำคัญที่สุด” มิตรตอบว่า “เพื่อน” ประทีปบอกว่า “เพื่อน คือ มิตร เมื่อรักเพื่อนก็เก็บเพื่อนไว้กับตัว ใช้ชื่อใหม่ว่า ‘มิตร’ ก็แล้วกัน” (เป็นที่มาของชื่อ มิตร)  ข้อ 2 “ในชีวิตเกิดมาภูมิใจสิ่งใดมากที่สุด” มิตรตอบอย่างไม่ลังเลว่า “ได้อัญเชิญธงชัยเฉลิมพลในพิธีสวนสนามวันปิยมหาราช”  ถือว่าเป็นเกียรติยศสูงสุด และเขาได้ทำหน้าที่นี้ทุกปีตลอดการเป็นทหารของเขา (เป็นที่มาของนามสกุล “ชัยบัญชา”)   แล้วเขาก็ได้รับเลือกให้เป็น พระเอกครั้งแรก แจ้งเกิดในชื่อ “มิตร ชัยบัญชา”

10. พ.ศ.2501 พระเอกหนังเรื่องแรก : 18 มิถุนายน 2501 ทัศนัยภาพยนตร์ได้นำภาพยนตร์เรื่อง “ชาติเสือ” เข้าฉายที่โรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงและศาลาเฉลิมบุรี ยืนโรงฉายนานเกือบ 3 เดือน ทำรายได้รวม 7 แสนกว่าบาท นั่นคือก้าวแรกในวงการหนังไทยของ มิตร ชัยบัญชา  ในขณะที่มิตรมีอายุแค่ 24 ปี และต้องประกบนางเอกถึง 6 คน คือ เรวดี ศิริวิไล, ประภาศรี สาธรกิจ, น้ำเงิน บุญหนัก, นัยนา ถนอมทรัพย์, นพมาศ ศิริโสภณ, อุษณี อิสรานันท์    แต่งานหลักของมิตร ก็ยังเป็นครูฝึกทหารในกองทัพอากาศ ดอนเมือง

11.ผลงานหนังเรื่องที่ 2 ของมิตร ก็คือ จ้าวนักเลง” คู่กับ อมรา อัศวนนท์ นางเอกที่ดังที่สุดในยุคนั้น และบทบาทในหนังเรื่องนี้ก็คือบท อินทรีแดง ที่มิตรชื่นชอบและใฝ่ฝันจะแสดงมากที่สุด 

12. .ศ.2505 ภาพยนตร์เรื่อง บันทึกรักของพิมพ์ฉวี” ของ คุณศิริ ศิริจินดา เข้าฉาย พระเอก มิตร นำแสดงคู่นางเอกใหม่ ผู้มีใบหน้าหวานดวงตากลมโตมีประกาย งามดั่งหยาดน้ำผึ้ง รูปร่างบอบบาง ได้สัดส่วน และมีตำแหน่งนางงามเมษาฮาวายรับรองความงามเป็นเลิศ เธอก็คือ เพชรา เชาวราษฎร์ จนได้กลายเป็นจุดเริ่มต้นของ “มิตร – เพชรา” ดาราคู่ขวัญของวงการภาพยนตร์ไทย

13.. พ.ศ.2506 มิตร ก่อตั้งบริษัท  ชัยบัญชาภาพยนตร์” โดยมีโลโก้เป็นภาพขุนศึกควบม้าศึกที่กำลังคึกคะนอง ประเดิมสร้างด้วยเรื่อง “ครุฑดำ” จากบทประพันธ์ของ เศก ดุสิต แต่ว่าหนังถูกแบนเพราะ พญาครุฑ เป็นสัญลักษณ์ของหน่วยราชการ จึงต้องเปลี่ยนชื่อหนังมาเป็น “เหยี่ยวดำ” ได้ฉายเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2506 ที่ศาลาเฉลิมกรุง

14. ก้าวสู่การเป็นพระเอกยอดนิยม ในปี  2506 นี้เอง มิตร มีหนังที่เขานำแสดงเข้าฉายทั้งสิ้น 18 เรื่อง แสดงคู่เพชรา ถึง 7 เรื่อง และเป็นครั้งแรกที่ได้ร่วมงานกับ  กัญญามาลย์ภาพยนตร์ ในเรื่อง  แพนน้อย” และได้ใช้คำโฆษณาว่า “ล้านแล้วจ้า”   จนกลายเป็นเอกลักษณ์หนังทำเงินของดอกดิน กัญญามาลย์ ผู้กำกับยอดนิยม

15.31 พฤษภาคม พ.ศ. 2506 มิตร จำต้องเซ็นใบลาออกจากอาชีพทหารอากาศ ขณะมียศพันจ่าอากาศโท   เนื่องจากผู้บังคับบัญชาระดับสูงในกองทัพอากาศเห็นควรให้เลือกทำเพียงอาชีพเดียว ก่อนหน้านั้น มิตร กล่าวกับแฟนๆ ที่หน้าโรงภาพยนตร์ศาลาเฉลิมกรุงขณะยืนแจกภาพถ่ายในเครื่องแบบทหารอากาศ ในวันที่ ” เหยี่ยวดำ ” เข้าฉายว่า  “ถึงแม้ว่าได้เลือกอาชีพการแสดงภาพยนตร์เพื่อการเลี้ยงชีพ แต่ทั้งร่างกายและจิตใจของผม คือ ทหาร ผมรักเครื่องแบบทหาร ชื่อเสียงความนิยมที่ประชาชนมอบให้ผมในฐานะนักแสดง ผมก็ถือว่าเป็นชื่อเสียงของกองทัพอากาศเช่นกัน การให้สัมภาษณ์หนังสือพิมพ์ทุกครั้ง ผมไม่เคยลืมที่จะกล่าวถึง การเป็นทหารอากาศ มากกว่าการให้สัมภาษณ์อย่างอื่น ถึงแม้ว่าการแสดงจะเป็นภาระจนทำให้ผมต้องตัดสินใจลาออก แต่จิตใจของผมและทั้งตัว คือ ทหารอากาศ”

16.พ.ศ. 2507 : สิงห์ล่าสิงห์” เป็นภาพยนตร์เรื่องแรกที่พระเอกมิตร ได้ประกบคู่กับพระเอกรุ่นน้องคือ “สมบัติ เมทะนี” ผู้ก้าวขึ้นมาแทนที่เขาในเวลาต่อมา  ได้รับความสำเร็จอย่างงดงาม ภาพการต่อสู้ห้ำหั่นกันอย่างดุดันของพระเอก 2 คน ยังคงประทับใจแฟนหนังไทยไม่รู้ลืมและถูกนำมาเลียนแบบอีกหลายเรื่องต่อมา

17.พ.ศ. 2507 และ 2508 ภาพยนตร์เรื่อง นางสาวโพระดก (แหลมทองภาพยนตร์) และ สาวเครือฟ้า (มารุตฟิล์ม) ที่มิตร แสดงนำคู่กับ พิศมัย วิไลศักดิ์  ได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง ภาพยนตร์ยอดเยี่ยมประจำปี   ปีนี้มิตรได้จัดงานเลี้ยงฉลองให้กับตนเอง เนื่องจากได้แสดงภาพยนตร์ครบ 100 เรื่อง

18. 28 ธันวาคม 2508 “เงิน เงิน เงิน” เป็นภาพยนตร์ไทยระบบ 35 ม.ม. และเป็นเรื่องแรกของมิตร ที่ได้ทำงานกับ ละโว้ภาพยนตร์ ของ พระองค์เจ้าอนุสรณ์มงคลการ  จนทำให้เขาได้รับรางวัลโล่เกียรติยศพระราชทานเป็น ดาราคู่ขวัญ กับ เพชรา เชาวราษฎร์ จากภาพยนตร์เรื่อง “เงิน เงิน เงิน” ที่ทำรายได้ 3 ล้านบาทในเวลา 1 เดือน

19.พ.ศ. 2509 : ปีถัดมา ภาพยนตร์เรื่อง เพชรตัดเพชร ที่ มิตร ประกบ ลือชัย นฤนาท พระเอกตุ๊กตาทอง ก็สามารถทำรายได้สูงกว่า เงิน เงิน เงิน  ยืนยัน

ถึงความเป็นดารายอดนิยม

20.ด้วยความเป็นคนมีน้ำใจ ซื่อตรง รับผิดชอบ ทำให้มิตรมีงานแสดงต่อเนื่องและต้องทำงานอย่างหนัก ถึงกับต้องถ่ายหนังติดต่อกัน 30 วันต่อเดือน มิตรมีรายได้เข้าบัญชีธนาคารเฉลี่ยสัปดาห์ละ 1 แสนกว่าบาท ซึ่งเขาก็สละเวลา 1 วันในแต่ละปีเพื่อไปชำระภาษี อย่างถูกต้องเสมอมา

21.13 มีนาคม 2510 มิตร ชัยบัญชา ไปขอจดทะเบียนตั้งชื่อสกุลใหม่ว่า “ชัยบัญชา” ที่เขตดุสิต หลังจากอยู่วงการภาพยนตร์มาร่วม 10 ปี มีบัตรประชาชนใบใหม่ใช้ชื่อและนามสกุลว่า พิเชษฐ์ ชัยบัญชา

22.24 มีนาคม 2510 : พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานรางวัล ดาราทอง” ของ สมาคมผู้สื่อข่าวบันเทิงแห่งประเทศไทย ที่เวทีลีลาศ ณ สวนอัมพร โดยผู้รับพระราชทานรางวัลในสาขานักแสดงภาพยนตร์ฝ่ายชายได้แก่ มิตร ชัยบัญชา และฝ่ายหญิงได้แก่ พิศมัย วิไลศักดิ์ จากคุณสมบัติหลัก 4 ประการ คือ ศรัทธา หน้าที่ ไมตรี และ น้ำใจ

  “ดาราทอง” นับเป็นรางวัลแรกสำหรับชีวิตของนักแสดงอาชีพอย่าง มิตร ชัยบัญชา

23.พ.ศ. 2511 : ภาพยนตร์เรื่อง “พระลอ” ที่สร้างจากวรรณคดีไทย เข้าฉายในวันที่ 17 มีนาคม 2511 สร้างโดยบริษัท สุริยะเทพภาพยนตร์ของคุณ ไถง สุวรรณทัต ซึ่งเป็นเจ้าของหมู่บ้านจัดสรรรายแรกของกรุงเทพฯ และของประเทศไทยคือ หมู่บ้านเศรษฐกิจ บางแค

24.พฤษภาคม 2511 มิตร ได้ลงสมัครเล่นการเมืองท้องถิ่น โดยลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาล เขตยานนาวา, บางรัก, สัมพันธวงศ์ และป้อมปราบ ผลจากการเลือกตั้งปรากฏว่า ได้รับคะแนนแพ้แบบเฉียดฉิว

25. ธันวาคม 2511 ส่งท้ายปีเก่าด้วยผลงานภาพยนตร์เรื่อง “16 ปีแห่งความหลัง” เป็นภาพยนตร์ที่สร้างจากชีวประวัติของ “ครูสุรพล สมบัติเจริญ” ซึ่ง มิตร แสดงเป็นครูสุรพล ยอดขุนพลเพลงลูกทุ่ง ที่ถูกลอบยิงเสียชีวิต ในคืนวันที่ 16 สิงหาคม 2511 ด้วยวัยเพียง 30 ปีเศษๆ และเพชรา แสดงเป็น ศรีนวล สมบัติเจริญ

26.กุมภาพันธ์ 2512 มิตรได้ลงสมัครการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์ (ส.ส.)  เขตพระนคร ครั้งนี้ มิตร หวังไว้มาก แต่ผลการเลือกตั้ง มิตร ก็ยังแพ้คู่แข่งอยู่ไม่ถึง 500 คะแนน ทำให้ไม่ได้รับการเลือกตั้งอีกเช่นเคย  ว่ากันว่าเป็นเพราะประชาชนกลัวว่ามิตรจะทิ้งงานแสดงไป เลยไม่เลือกให้เป็นส.ส. แต่การลงเล่นการเมืองครั้งนี้ทำให้มิตรหมดเงินและทรัพย์สินไปหลายล้านบาท พร้อมกับบ้าน 1 หลังที่จำนองกับธนาคาร ซ้ำยังพบกับความเจ็บปวดอีกอย่างเมื่อหญิงคนที่รักมาก (กิ่งดาว ดารณี)ได้ตีห่างจากไป เพราะเหตุผลว่าเขาผิดสัญญาที่ลงเล่นการเมืองเป็นครั้งที่ 2 และเลือกประชาชน มากกว่า เลือกเธอ

27.พ.ศ. 2513 มิตร รวบรวมที่ดินทั้งหมดของเขา จำนองกับธนาคารเอเชีย 4 ล้าน 6 แสนบาท และจำนองบ้านพักทั้ง 3 หลังรวมทั้งขายที่ดินที่จังหวัดสระบุรีอีก 7 แสนบาท นำเงินทั้งหมดไปซื้อที่ดินบริเวณเชิงสะพานผ่านฟ้า เนื้อที่ 514 ตารางวา ราคา 7 ล้านบาท เพื่อลงทุนสร้างโรงภาพยนตร์ขนาดมาตรฐานสำหรับฉายหนังไทยโดยเฉพาะ  มีร้านค้า และที่จอดรถ แบบทันสมัย โดยหวังจะช่วยเหลือผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์ไทยให้ไม่ต้องรอโปรแกรมฉายต่อจากภาพยนตร์ต่างประเทศ  มีการออกแบบ และ ดำเนินการปรับพื้นที่แล้ว รวมทั้งมีโครงการสร้างภาพยนตร์ 2 เรื่อง เพื่อฉายรับโรงภาพยนตร์ใหม่ เป็นการวางอนาคตของมิตร ชัยบัญชา ผู้เป็นความหวังและที่พึ่งของเพื่อนๆ ที่ร่วมโครงการนี้

28.ขณะที่ปี 2513 นี้มิตรรับงานแสดงภาพยนตร์ไว้ประมาณ 50 เรื่อง รวมทั้ง ภาพยนตร์จีนกำลังภายใน ที่ฮ่องกง ที่รับไว้ตั้งแต่ปีก่อน เรื่อง อัศวินดาบกายสิทธิ์  และ จอมดาบพิชัยยุทธ

29.15 พฤษภาคม 2513 ภาพยนตร์เรื่อง มนต์รักลูกทุ่ง” เข้าฉายที่โรงภาพยนตร์โคลีเซียม สร้างโดย รุ่งสุริยาภาพยนตร์ โดย รังสี ทัศนพยัคฆ์ กำกับทำให้เป็นภาพยนตร์ที่สร้างปรากฏการณ์ คือ ทำรายได้มากกว่า 6 ล้านบาทจากการยืนโรงได้นานกว่า 6 เดือนในกรุงเทพ ทำรายได้ทั่วประเทศ กว่า 13 ล้านบาท  มีเพลงลูกทุ่งในภาพยนตร์ จำนวน 14 เพลง ดังทุกเพลง และเมื่อมีการนำกลับมาฉายใหม่ในเดือนพฤศจิกายน คนดูก็ยังคงแน่นโรง

30.8 ตุลาคม 2513 วันที่ต้องบันทึกไว้เป็นประวัติศาสตร์หนังไทยอีกวันหนึ่ง ขณะที่  มิตร ชัยบัญชา เข้าฉากภาพยนตร์เรื่อง อินทรีทอง” ในฐานะพระเอกและผู้กำกับการแสดงครั้งแรก  ณ บริเวณริมหาดจอมเทียน พัทยาใต้ ในฉากตอนท้ายของเรื่องที่จะต้องโหนบันไดเชือกของเครื่องเฮลิคอปเตอร์ลอยขึ้นไปกลางอากาศ   ในขณะถ่ายทำนั้น มิตรไม่ได้เหยียบบันไดเชือกเลย  ซึ่งตามบท อินทรีแดงต้องยืนอยู่บนบันได แล้วโบกมือลาตำรวจที่ไล่ล่าเขา  แต่เนื่องจากมิตรกระโดดขึ้นคว้าบันไดเชือกไว้ แล้วฮ. ก็ดึงร่างเขาลอยขึ้นไปด้วยแรงเหวี่ยง  ปลายบันไดขั้นสุดท้ายแตะอยู่แค่หัวเข็มขัดที่เอวของมิตรเท่านั้น แรงลมจากเฮลิคอปเตอร์ที่พัดแรงทำให้ร่างของมิตรแกว่ง มือที่สวมถุงมืออยู่อาจทำให้ลื่นและเกาะได้ไม่แน่นพอ ขณะที่การสื่อสารระหว่างเขากับคนอื่นๆ ถูกตัดขาด ไม่สามารถจะสื่อความอะไรได้ ช่างภาพและทีมงานเบื้องล่างใจจดใจจ่อกับภาพที่เสี่ยงอันตรายสุดๆนั้น ส่วนนักบินก็ทำตามหน้าที่ที่ประชุมกันไว้แต่แรก จนในที่สุดมือของมิตรก็หมดแรงยึดเกาะ ร่างของเขาหลุดปลิวตกลงมาจากท้องฟ้า กระแทกพื้นดินข้างจอมปลวก ห่างจากบึงบัวขาวไปเพียง 10 เมตรเท่านั้น  ต่อมาร่างเขาถูกนำส่งโรงพยาบาลศรีราชาด้วย เฮลิคอปเตอร์ลำดังกล่าวภายใน 5 นาที แต่สายไปเสียแล้ว  จากผลการชันสูตรศพ ยืนยันว่า เขาเสียชีวิตทันที เพราะร่างกายแหลกเหลว  กระดูกขากรรไกรข้างขวาหัก กระดูกโหนกแก้มซ้ายขวาหัก มีเลือดออกทางหูขวา  มีแผลลึกจากเชือกบาดข้อมือ 2ซ.ม. ยาว 8 ซ.ม. กระดูกซี่โครงขวาหัก 5 ซี่ กระดูกโคนขาขวาหัก กระดูกต้นคอหัก โดยเสียชีวิตเมื่อเวลาประมาณ 16.13 น.

ข่าวแพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็ว  จากสื่อวิทยุประกาศข่าวว่า “มิตร ชัยบัญชา เสียชีวิตแล้ว”  

31.9 ตุลาคม พ.ศ. 2513 หนังสือพิมพ์ไทยทุกฉบับพาดหัวข้อข่าวการตายของเขา ซึ่งกระจายข่าวไปถึงญี่ปุ่น ฮ่องกง และไต้หวัน    ศพของมิตร ชัยบัญชา ตั้งบำเพ็ญกุศลที่วัดแคนางเลิ้ง หลังจากครบ 100 วัน พิธีพระราชทานเพลิงศพจัดที่ วัดเทพศิรินทร์ เมื่อ 21 มกราคม พ.ศ. 2514 มีประชาชนหลั่งไหลไปร่วมงานกว่า 3 แสนคน  ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช กล่าวว่าเป็นงานศพของสามัญชนที่มีผู้ไปร่วมงานมากที่สุดในประวัติศาสตร์

32.สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทรงรับสั่งถึงการเสียชีวิตของ มิตร ชัยบัญชา ในขณะนั้นว่า “ทราบข่าวแล้ว…สงสารจนนอนไม่หลับ เขาเป็นคนดี และเป็นคนของประชาชน” นอกจากนี้ยังตรัสถึงอาชีพการแสดงภาพยนตร์ของมิตร ว่าเป็นอาชีพที่ดี ทำให้การเงินหมุนเวียนดีขึ้น ทรงเสียดายและเสียพระทัย  “ได้ไปชมเขาแสดงบ่อยครั้ง เมื่อมีผู้มาเชิญในรอบปฐมทัศน์ ฉันเป็นแฟนภาพยนตร์คนหนึ่งเหมือนกัน”

33.ภาพยนตร์ข่าว นาทีสะเทือนขวัญ วันสิ้น มิตร ชัยบัญชา เป็นภาพยนตร์บันทึกชีวิต กับงาน และภาพของมิตร ชัยบัญชา เป็นการฉายที่เก็บเงินรายได้สมทบทุนสร้างศาลาอนุสรณ์ มิตร ชัยบัญชา ณ วัดสุนทรธรรมทาน (วัดแค นางเลิ้ง) ฉายเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2513 ที่โรงภาพยนตร์โคลิเซี่ยม ผู้คนไปชมภาพยนตร์ข่าวกันอย่างล้มหลาม

34ในขณะนั้นภาพยนตร์ที่มิตรแสดงนำ ที่เข้าฉายในกรุงเทพฯ มีอยู่ 4 เรื่องคือ “กำแพงเงินตรา” ฉายที่คาเธ่ย์, “7สิงห์คืนถิ่น” ฉายที่ เมืองทอง, “อีแตน” ฉายที่ เฉลิมเขตร์, “มนต์รักลูกทุ่ง” ฉายที่ เฉลิมสิน, เฉลิมเกียรติ และ ศรีพรานนก

เกร็ดชีวิตและผลงาน

35.มิตร ชัยบัญชา แสดงหนังทั้งหมด 265 เรื่อง ส่วนใหญ่เป็นหนังขนาด 16 มม. มีขนาด 35 มม. เสียงในฟิล์มเพียง 16 เรื่อง แสดงคู่กับนางเอก 33 คน โดยแสดงคู่กับ เพชรา เชาวราษฎร์ มากที่สุดถึง 173 เรื่อง

-ุ36. ส่วนภาพยนตร์ที่ มิตร แสดงค้างไว้ก่อนเสียชีวิต จากหลักฐานที่พบในหนังสือพิมพ์มี 18 เรื่อง  คือ ๑.สาวแม่กลอง ๒.สาวสวนแตง ๓. ห้ากำนัน ๔.กุมารทอง ๕.ชื่นชีวิต ๖.คมกฤช ๗.ดาวดิน  -ทั้งหมดไม่พบการเข้าฉาย ส่วนเรื่องที่ได้เข้าฉายต่อมามี ๘.บ้านสาวโสด (ฉายปี๒๕๑๓ ครรชิต ขวัญประชา แสดงต่อ)  หนังเข้าฉายปี๒๕๑๔ มี ๙.ไอ้หนุ่มบ้านนา (ไชยา สุริยัน-เพชรา เชาวราษฎร์) ๑๐.น้องนางบ้านนา(ไชยา สุริยัน- อรัญญา นามวงศ์) ๑๑.ยั่วรัก (ไชยา -เพชรา ) ๑๒.ราชินีบอด(ไชยา สุริยัน- พิศมัย วิไลศักดิ์) ๑๓.ดาบคู่สะท้านโลกันต์ (ไชยา –เพชรา) ๑๔.จอมดาบพิชัยยุทธ (ลือชัย นฤนาท แสดงต่อ)  หนังเข้าฉายปี ๒๕๑๕ ๑๕.วิวาห์ลูกทุ่ง( ไชยา-เพชรา) ๑๖.นางฟ้าชาตรี(ไชยา –พิศมัย) หนังเข้าฉายปี๒๕๑๖ ๑๗.ผาเวียงทอง(ไชยา-พิศมัย) หนังเข้าฉายปี๒๕๑๗ ๑๘.มัจจุราชสีน้ำผึ้ง (สมบัติ เมทะนี-พิศมัย วิไลศักดิ์)

37.มิตร ชัยบัญชา แสดงภาพยนตร์ประกบ สมบัติ เมทะนี ๔ เรื่องคือ สิงห์ล่าสิงห์ ปี๒๕๐๗ เนรมิต กำกับ ประกบ เพชรา เชาวราษฎร์ ๕ พยัคฆ์ร้าย ปี๒๕๐๘ เนรมิต กำกับ ปะะกบ เพชรา เชาวราษฎร์ มิสจีน่า ฮัน ชนะ ศรีอุบล ทักษิณ แจ่มผล ขวัญตา บัวเปลี่ยนสี คนเหนือคน ๒๕๑๐ คุณาวุฒิ กำกับ ประกบ โสภา สถาพร อมรา อัศวนนท์ เกชา เปลี่ยนวิถี และ จุฬาตรีคูณ ๒๕๑๐ ดอกดิน กำกับฯ ประกบ เพชรา เชาวราษฎร์ เนาวรัตน์ วัชรา นอกจากนี้ มิตร ชัยบัญชา ยังประกบพระเอกร่วมยุคคนอื่นๆ อีกประปราย อาทิ ลือชัย นฤนาท จาก เพชรตัดเพชร,๒สิงห์จ้าวพยคฆ์,นักร้องจ้าวนักเลง ประกบ ไชยา สุริยัน จาก เก้ามหากาฬ อินทรีมหากาฬ ประกบ ครรชิต ขวัญประชา จาก พระจันทร์แดง อินทรีทอง

38.คู่รักคู่ชีวิต จากบทบาทของ “ดาราคู่ขวัญ” ที่ชวนให้แฟนหนังไทยได้ลุ้นให้ มิตร –เพชรา รักกันจริงๆ นอกจอ  แต่ในความเป็นจริงแล้วทั้งสอง เป็นเพียง คู่จิ้น เพราะต่างมอบความสนิทสนมจริงใจ เป็นเพื่อนร่วมงานที่ดีต่อกัน มิตรรักเพชราเหมือนน้องสาว คอยปกป้องและเป็นที่ปรึกษาแก้ปัญหาให้เพชรา แต่ก็มักโกรธงอนกันอยู่บ่อย ๆ บางครั้งไม่พูดกันเป็นเดือน ทั้ง ๆ ที่แสดงหนังร่วมกันอยู่  เพชราบอกว่าเป็นเพราะ มิตรเป็นคนช่างน้อยใจ

39.ชีวิตรักในชีวิตจริงของพระเอกหนังดังอย่าง มิตร ชัยบัญชา ต้องเป็นไปอย่างหลบๆ ซ่อนๆ เนื่องจากยุคนั้น พระเอกต้องเป็นคนของประชาชน การเปิดเผยว่ามีคู่ครองจะทำให้เสียคะแนนนิยมได้ จารุวรรณ (จิ๋ม)  สรีรวงศ์ เป็นภรรยาคนแรกที่จดทะเบียนสมรสตามกฎหมาย(2502-2506)  แต่ไม่อาจเปิดเผยได้ ทำให้เป็นส่วนหนึ่งที่สร้างปัญหาร้าวฉานตามมา ทั้งสองมีบุตรชาย 1คนชื่อ ยุทธนา พุ่มเหม (เกิดปี2504 ต่อมาทำงานอยู่ ไทยรัฐ) แต่ชีวิตคู่ของมิตรก็ไม่ราบรื่น เพราะ มิตร เป็น คนของประชาชน ต้องทุ่มเทกับงานตลอดเวลา

40.ต่อมา มิตร ใกล้ชิดสนิทสนมกับนักแสดงสาว กิ่งดาว (อ็อด) ดารณี จากสัมพันธ์แบบพี่น้องกลายมาเป็นความรักที่ลึกซึ้ง ภรรยาคนแรกจึงฟ้องหย่า กลายเป็นข่าวหน้าหนึ่ง ทำให้ชีวิตรักดารา ที่ต้องปกปิด ก็ถูกตีแผ่ มิตรโกรธเพราะเห็นว่าเป็นการทำลายชื่อเสียง แต่ก็ส่งเสียค่าเลี้ยงดูบุตรสุดที่รักของเขาตลอดมา ความรักครั้งที่ 2 ของ มิตรกับกิ่งดาวก็ต้องถูกปกปิดเช่นกัน มีเพียงผู้ใหญ่ที่รับรู้  ความสัมพันธ์แบบหวานอมขมกลืนอดทนกันมาได้พักหนึ่ง กิ่งดาว ก็ต้องช้ำใจลาจากกันไปด้วยความเสียใจของทั้งสองฝ่าย กิ่งดาวถึงกับหันหลังให้วงการแสดงบินไปเรียนต่อวิชาบริหารธุรกิจที่อเมริกา ….

41.ระหว่างที่ กิ่งดาวทิ้งไป รักครั้งสุดท้ายของ มิตร เกิดขึ้นกับนักแสดงสาวรุ่นน้อง ศศิธร (เล็ก) เพชรรุ่ง อดีตนางงามนครนายก ที่พบกันในกองถ่ายภาพยนตร์ และมีบทบาทร่วมกันหลายเรื่อง อาทิ “วิมานไฟ” แท็กซี่,ลูกแมว,ลูกปลา,ยอดต่อยอด ฯลฯ และครองรักกันหวานชื่นจนวาระสุดท้ายของเขาที่มาถึงอย่างเร็วเกินคาด….และกิ่งดาวก็ยอมกลับมาพบเขาอีกครั้งในวันพระราชทานเพลิงศพเท่านั้น

42. บุคลิกและนิสัย  มิตร ชัยบัญชา ไม่ได้เป็นดารายอดนิยมตั้งแต่แรกเข้าวงการมา ในช่วง 2 – 3 ปีแรก เขามีงานแสดงหนังไม่ถึง 10 เรื่อง จนในปี พ.ศ.2505 เขามีงานภาพยนตร์ถึง 9 เรื่อง จากจำนวนหนังที่เข้าฉายทั้งปีจำนวน 53 เรื่อง และเพิ่มเป็นหนึ่งเท่าตัวในปีถัดมา  จากนั้นก็เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ  ด้วยคุณสมบัติของความเป็นผู้นำ  เป็นคนตรงไปตรงมา จริงใจ จริงจัง ตั้งใจ ทุ่มเทเต็มที่ ละเอียด มีระเบียบวินัย ตรงต่อเวลา รักษาคำพูด สุภาพ อ่อนน้อม มีอัธยาศัยไมตรี อารมณ์ดี ชอบหยอกล้อ ไม่ชอบการผิดนัด ผิดคำพูด หรือไม่ตั้งใจทำงาน หากทำให้เขาโกรธก็จะโมโหร้าย มิตรเป็นคนทำอะไรรวดเร็ว ผู้ร่วมงานกับเขาต้องปรับตัวให้ทัน และต้องเตรียมพร้อมอยู่เสมอ มิตรไม่จู้จี้ ขี้บ่น แต่จะสั่งสอน ทำให้ดูเป็นตัวอย่าง บุคลิกภายนอกเข้มแข็ง แต่เป็นคนใจอ่อน มีเมตตา ช่างสงสาร และ เห็นใจผู้อื่น ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่มีผลต่อชื่อเสียงของมิตร ชัยบัญชา เจ้าของหนังรายใดทุนน้อย มิตรจะให้คิวเต็มที่เพื่อจะได้ปิดกล้องและเข้าฉายได้เร็ว ไม่ต้องจ่ายดอกเบี้ยเงินกู้

43.มิตร ได้รับคำชื่นชมจากเพื่อนร่วมงานเสมอว่ามีความเห็นอกเห็นใจต่อผู้อื่น มีน้ำใจ มีความรับผิดชอบ ไม่เคยเอาเปรียบใคร เขาจะไปถึงกองถ่ายก่อนเวลาเสมอไม่ต้องให้ใครรอ และยังช่วยเพื่อนนักแสดงด้วยกัน ไม่เคยถือตัว แม้แต่ตัวประกอบ เด็กไฟ เด็กยกรีเฟล็กซ์ หรือเสริฟน้ำ นอกจากนี้ยังอุทิศตนช่วยงานการกุศลสม่ำเสมอ แต่คนสนิทชิดเชื้อมักจะพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า มิตรเป็นคนมุทะลุ ใจร้อน โกรธง่ายหายเร็ว และยึดคติ “ไม่ได้ต้องได้”

เขามักมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาในกองถ่ายและแก้ปัญหาเมื่อผู้สร้างมาปรึกษา อย่างการประชุมนักแสดงประกอบขออย่าให้ผิดนัดกองถ่ายเพื่อผู้สร้างจะได้ปิดกล้องตามกำหนด ไม่ต้องเสียเงินมาก การเจรจากับผู้สร้างเมื่อนักแสดงคนอื่นๆ ไม่ได้ค่าจ้าง  การให้ยืมเงินในการถ่ายหนังไปก่อน ให้คำปรึกษากับนักแสดงร่วมที่มีปัญหา ฯลฯ นอกจากเรื่องในกองถ่ายแล้ว ครั้งหนึ่งขณะขับรถอยู่ เขาได้พบเพื่อนเก่าที่ป้ายรถเมล์ ทำงานเป็นช่างตัดผม เขาได้ควักเงิน 6,000 บาท เพื่อให้นำไปซื้อรถมอเตอร์ไซค์ขี่ไปทำงาน และอีกเหตุการณ์หนึ่ง มิตรเคยถูกผู้ชายแต่งกายเป็นทหารอากาศขอยืมเงินไป 40,000 บาท แต่ไม่ได้คืน เพราะความโอบอ้อมอารี และ การไม่คิดระแวงใครของเขา เขายังเคยถูกเพื่อนสนิทหลอกโกงเงินไป 400,000 บาท แต่สุดท้ายก็ไม่เอาเรื่องเพราะเห็นใจที่ครอบครัวเขาจะเดือดร้อน กิ่งดาว เคยเล่าว่าชีวิตประจำวันของมิตร ชัยบัญชา จึงพกเงินติดตัวไม่ได้ จะได้ไปเพียงวันละ 20 บาท เพราะจะถูกเพื่อนขอยืมหมด

44. มิตร ชัยบัญชา “พระเอกนักบุญ” ผู้ริเริ่ม “กฐินดารา” เขาได้บริจาคเงินเพื่อสาธารณกุศลไว้มากมาย หลายแห่ง   เขาเป็นคนกตัญญูต่อผู้มีพระคุณ แม้แม่จะไม่ได้เลี้ยงตั้งแต่เด็ก มิตรก็ตอบแทนเลี้ยงดูและให้ความช่วยเหลือรวมไปถึงญาติ ๆ ส่วนพ่อบังเกิดเกล้าที่ทิ้งเขาไปตั้งแต่เด็กเช่นกัน มิตรก็ไม่เคยเคืองโกรธและยังรับพ่อมาอยู่ด้วยที่กรุงเทพทั้งปลูกบ้านและซื้อที่ดิน 5 ไร่ ให้ที่ภูมิลำเนา บ้านไสค้าน จังหวัดเพชรบุรี   มิตรยังสำนึกบุญคุณต่อผู้มีพระคุณทุกคน ทั้งต่อผู้ใหญ่ในวงการภาพยนตร์ และโดยเฉพาะประชาชน ที่เขารู้สึกเป็นหนี้บุญคุณประชาชนทั้งประเทศ  โดยในวันปีใหม่ มิตร ชัยบัญชาได้ทำ ส.ค.ส. ขึ้นจำนวนมากเพื่อส่งความสุขให้กับแฟนภาพยนตร์ของเขาที่ให้ความเมตตา โดยในปีหนึ่ง มีข้อความว่า “มิตร ชัยบัญชา ถือกำเนิดได้ เพราะประชาชนกำหนด จึงน้อมรำลึกถึงพระคุณของท่าน”

45.พ.ศ. 2548 บริษัท เจ เอส แอล จำกัด ได้สร้างละครเรื่อง “มิตร ชัยบัญชา” มายา-ชีวิต ทางสถานีโทรทัศน์สีกองทัพบกช่อง 7 ซึ่งมาจากบทประพันธ์ร่วมของ กิ่งดาว ดารณี เพชรา เชาวราษฎร์ และยุทธนา พุ่มเหม(บุตรชายคนเดียวของมิตร) เนื้อเรื่องในละครสร้างมาจากเค้าโครงเรื่องและเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในชีวิตจริงของมิตร ชัยบัญชา นำแสดงโดย “กอล์ฟ” อครา อมาตยกุล รับบทเป็น มิตร และ ฝน ธนสุนทร รับบทเป็น เพชรา นางเอกคู่ขวัญของมิตร  ฉลวย ศรีรัตนา กำกับการแสดง

46.จวบจนปัจจุบัน ทุกปีจะมีการจัดงานรำลึกการจากไปของ มิตร ชัยบัญชา โดยเหล่าบรรดาแฟนหนังไทย ประกอบด้วยนิทรรศการภาพ การฉายภาพยนตร์ของมิตร ชัยบัญชา ที่น่าสนใจมี ปี พ.ศ. 2550 ได้มีการเปิดตัวละครวิทยุเรื่อง ดาวดิน ปาฏิหาริย์แห่งรัก ลิขิตแห่งหัวใจ โดยมี เอ็ม เฉลิมกรุง (อิงคศักย์ เกตุหอม) เป็นผู้ประพันธ์เรื่อง ได้รับเกียรติจากชินกร ไกรลาศ ศิลปินแห่งชาติ มาประพันธ์คำร้อง ทำนองให้เพลงที่ชื่อ “มิตร ชัยบัญชา” ในลักษณะสากลปนแหล่ โดยในการจัดงานทุก ๆ ปีจะมีผู้คนเดินทางมาจากทุกแห่ง ทั้งต่างจังหวัด ต่างประเทศ เพื่อมาร่วมงาน นอกจากนี้ มีศาลมิตร ชัยบัญชา และอนุสาวรีย์ บริเวณหาดจอมเทียน พัทยา, พิพิธภัณฑ์หุ่นขี้ผึ้งมาดามทุซโซต์ กรุงเทพ ยังได้จัดทำหุ่นขี้ผึ้งของมิตรในชุดอินทรีแดง เพื่อจัดแสดง ณ พิพิธภัณฑ์ ชั้น 6-7 สยามดิสคัฟเวอรี่เซ็นเตอร์ ร่วมกับหุ่นของบุคคลสำคัญอื่นๆ

47.มิตร ชัยบัญชา ไม่เคยได้รับรางวัลตุ๊กตาทอง นอกจาก ได้รับรางวัลโล่เกียรติยศพระราชทานเป็น ดาราคู่ขวัญ กับ เพชรา เชาวราษฎร์ จากภาพยนตร์เรื่อง “เงิน เงิน เงิน” ที่ทำรายได้ 3 ล้านบาทในเวลา 1 เดือน เมื่อ  28 ธันวาคม 2508  และ ดาราทอง”  เมื่อ 24 มีนาคม 2510 โดย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ได้เสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานรางวัล ที่เวทีลีลาศ ณ สวนอัมพร โดยผู้รับพระราชทานรางวัลได้รับการพิจารณาจากคุณสมบัติหลัก 4 ประการ คือ ศรัทธา หน้าที่ ไมตรี และ น้ำใจ

48.หลังการจากไปของ มิตร ชัยบัญชา วงการภาพยนตร์ไทยก็เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง โดยเฉพาะเกิดปรากฏการณ์แจ้งเกิดของ พระเอกหน้าใหม่ ที่ถูกปั้นมาแทน มิตร อาทิ ขวัญชัย สุริยา,ชัช ชัยบัญชา,ครรชิต ขวัญประชา ฯลฯ ซึ่งก็ทำให้ตำแหน่งนางเอกคู่ขวัญเปลี่ยนแปลงไปด้วย ในที่สุด คู่ขวัญคู่ใหม่ที่ได้รับความนิยมสูงสุดก็คือ สมบัติ เมทะนี – อรัญญา นามวงศ์ ซึ่งมียุคทองของตนอีกนับทศวรรษ ขณะที่ระบบการสร้างภาพยนตร์ก็มีการยกเลิกฟิล์มขนาด ๑๖ม.ม.โดยสิ้นเชิง และ หันมาทำหนังระบบมาตรฐาน  ๓๕ม.ม.เสียงในฟิล์ม ทั้งนี้ยังมีการคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆในเนื้อหา ที่ฉีกแนวออกไปจากเดิม มีแนวสะท้อนสังคม และชีวิตจริงมากขึ้น

อ้างอิง  — หนังสือหนังไทยปีที่ 3ฉบับที่ 9 ม.ค.-มี.ค. 2544/ นิตยสาร แฟนหนังไทย ฉบับครบรอบการตายของมิตรฯ 33 ปี พ.ศ.2547/ บันทึกชีวิตรักมิตร ชัยบัญชา โดย กิ่งกาว ดารณี/สารานุกรมเสรี วิกิพีเดีย

Post Author: Admin Admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *