Projectหนังใหม่: หาเรื่อง…ทำหนัง!! (๔) ท่านผู้หญิง

ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์

THE MEMMOIR OF THE STATE MAN’S WIFE

   

        PLOT : ชีวิตของลูกผู้หญิงคนหนึ่ง ผ่านทั้งความสุข ความทุกข์ยากใน สี่แผ่นดิน แวดล้อมด้วยสถานการณ์การเมืองที่พลิกผัน เต็มไปด้วยการแก่งแย่งอำนาจ การก่อกบฏ รัฐประหาร สงครามโลก การลอบสังหาร การถูกใส่ร้ายป้ายสี มีจุดสูงสุดได้รับยศถาบรรดาศักดิ์ตั้งแต่อายุยังน้อย และจุดต่ำสุดต้องติดคุกด้วยข้อหาทางการเมือง ลี้ภัยในต่างประเทศ  เธอต้องอดทนประคับประคองชีวิต ทั้งในฐานะภรรยาบุคคลสำคัญของชาติ และแม่ของลูกๆ 6 คนท่ามกลางมรสุมชีวิตที่โถมกระหน่ำครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เธอก็ยังยืนหยัดต่อสู้กับสิ่งเลวร้ายรอบตัวได้อย่างเด็ดเดี่ยว มีสติมั่นคง และรักษาตัวเองให้มีเกียรติมีศักดิ์ศรีได้ตลอดชีวิต หญิงผู้นั้นนาม พูนศุข พนมยงค์

สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) เคยกล่าวถึงสุภาพสตรีท่านนี้ว่า ท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ มิใช่เป็นเพียงบุคคลหนึ่ง ที่มีชื่อผ่านเข้ามาในประวัติศาสตร์ ในฐานะเป็นภริยาของท่านรัฐบุรุษอาวุโส ปรีดี พนมยงค์ เท่านั้น แต่ชีวิตของท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ เป็นประวัติศาสตร์ส่วนหนึ่งด้วยทีเดียว อย่างน้อย ในกระแสแห่งความผันผวนปรวนแปรของเหตุการณ์บ้านเมือง ที่ชีวิตของท่านผู้หญิงพูนศุข ถูกกระทบกระแทก อย่างหนักหน่วงรุนแรงครั้งแล้วครั้งเล่า ตลอดช่วงเวลายาวนาน ท่านผู้หญิงรู้เห็น รู้สึก มองสถานการณ์และเหตุการณ์เหล่านั้นอย่างไร รวมทั้งนำชีวิตและบุคคลที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะครอบครัว ลุล่วงผ่านพ้นมาได้อย่างไร ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจศึกษาอย่างมาก

Theme : ครอบครัว คือสถาบันหลักในชีวิตที่ต้องยึดเหนี่ยว เสริมส่งกันและกัน ทุกคนต่างมีหน้าที่และบทบาท พ่อ แม่ ลูก พี่ น้อง ซึ่งแวดล้อมด้วยครอบครัวใหญ่คือ ญาติ มิตร ในสังคม…เปรียบเสมือนประเทศชาติ ที่เป็นครอบครัวใหญ่ หากเรารู้จักช่วยเหลือประคองคนที่ล้มให้ได้ลุก แทนที่จะเหยียบซ้ำ รู้จักช่วยเหลือ แบ่งปัน ให้อภัย  บ้าน(เมือง)เราก็จะมีแต่ความสุข  ท่านผู้หญิงพูดถึงเรื่องนี้ว่า “ฉันเชื่อเสมอว่าครอบครัวยังคงเป็นสถาบันที่สำคัญในชีวิตของมนุษย์ แม้ว่าเราจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆ ที่บีบบังคับเสียจนบ้านแตกสาแหรกขาด หากครอบครัวของเรายังคงอยู่ ลูกๆ ทุกคนได้ร่วมกันต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคเคียงข้างฉันและนายปรีดีอย่างเข้มแข็งและอดทนมาโดยตลอด นั่นคือความภูมิใจที่สุดในชีวิตของฉันแล้ว ฉันเชื่อว่าสรรพสิ่งในโลกย่อมเปลี่ยนผันไปตามกรรม”
Genre: Drama /Period /History/Political/Thriller ดราม่าบรรยากาศการเมือง

ผู้กำกับภาพยนตร์ : ถ้าเป็นรุ่นเก่าผมว่า อาบัณฑิต ฤทธิ์ถกล เข้าถึงพีเรียดดราม่าการเมืองได้ดีนะ ยุคนี้น่าจะเป็น พี่แกละ สุรพงศ์ พินิจค้า(ทวิภพ) ,พี่อุ๋ย นนทรี,หรือพี่เก้ง จิระ มะลิกุล ซึ่งอาจดึงน้องๆ รุ่นใหม่ในทีมมาช่วยได้อีก พี่หง่าว ยุทธนา ก็น่าจะมาเป็นที่ปรึกษาได้

หมายเหตุ : เรื่องราวชีวิตของบุคคลสำคัญของชาติคนหนึ่ง ที่เป็น สตรีเหล็กตัวจริง กว่า 90 ปีในชีวิตมีสถานการณ์การเมือง แวดล้อม และเต็มไปด้วยสีสันของความขัดแย้ง มีด้านมืดหม่น สุ่มเสี่ยง ทั้งภาวะสงครามโลก การกบฏ รัฐประหาร การลอบสังหาร การแย่งชิงอำนาจ การทรยศหักหลัง การใส่ร้ายป้ายสี  ภารกิจลับ การตกเป็นผู้ต้องหา ถูกคุมขัง และลี้ภัย ร่อนเร่  ทั้งหมดคือมรสุมชีวิตที่มาสั่นคลอน “สถาบันครอบครัว” ซึ่ง “เธอ”ต้องแบกภาระความเป็นหลังบ้านของรัฐบุรุษ ที่ยังมีหน้าที่ของเมีย และแม่ของลูกอีก 6คนซึ่งหนึ่งในนั้น มีพัฒนาการทางสมองช้า อีกหนึ่งถูกจับขังคุก…สิ่งสำคัญที่จะบอกคือ หัวใจเธอต้องแกร่งเพื่อเป็นหลักในครอบครัว และยังต้องส่งกำลังใจอันร้าแรงนั้นให้สามีได้สู้ดิ้นรนอย่างถึงที่สุด ซึ่งในอีกมุมหนึ่งเธอและเขา ทำงานเพื่อประชาชน…คนธรรมดาๆในบ้านเมือง

บทหนังน่าจะแบ่งเป็น 4 พาร์ทหลัก คือ เปิดเรื่องในช่วงบั้นปลาย ที่แม่พาลูกสองคนเดินทางไป ตามหาพ่อที่ลี้ภัยอยู่เมืองจีน เมื่อพบกัน แล้วเล่าย้อนไป พาร์ทแรก ยุคเปลี่ยนแปลงการปกครอง2475 ซึ่งเพิ่งแต่งงานได้4ปี มีลูกตัวน้อยแล้ว…พาร์ทสอง การขึ้น-ลงของอำนาจ ท่ามกลางไฟการเมืองที่พลิกผัน ยุคสงครามโลก มีแอคชั่นของ เสรีไทย สร้างสีสัน และการบอมบ์กรุงเทพ เป็นส่วนของดราม่า พาร์ทสาม ยุคจอมพลแย่งชิงอำนาจกันและ ปรีดี ถูกใส่ความต้องลี้ภัย พาร์ท 4 สุดท้าย ความพยายามกลับมาแก้ไขบ้านเมืองของปรีดี แต่กลับต้องลี้ภัยอีก และคราวนี้ลูก-เมีย โดนด้วย ติดคุก..และหาทางอยู่รอด จนได้กลับมาเจอกันอีก และค่อยๆ สูญเสียกันไปตามกาลเวลา

ตัวละครอื่นๆ –  พาดพิงเยอะนะ อาจเป็นจุดที่ทำให้สร้างจริงไม่ได้หรอก….

นักแสดง แอบๆ มอง แอน ทองประสม ไว้ ด้วยวัยที่เหมาะสม และความสามารถคิดว่าเธอพัฒนาตัวละครได้

เรื่องย่อ : พูนศุข พนมยงค์ (สกุลเดิม: ณ ป้อมเพชร; เกิด: 2 มกราคม พ.ศ. 2455 – อนิจกรรม: 12 พฤษภาคม พ.ศ. 2550) เป็นลูกพระยา เกิดในตระกูลชนชั้นสูงในสังคม แต่งงานกับนายปรีดี พนมยงค์ ลูกชาวนา ดอกเตอร์หนุ่มจากฝรั่งเศสซึ่งภายหลังกลายมาเป็นผู้ก่อการอภิวัฒน์ ๒๔๗๕ เป็นภรรยารัฐมนตรี ผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ และนายกรัฐมนตรี เป็นท่านผู้หญิงอายุน้อยที่สุดด้วยวัยเพียง ๒๘ ปี สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ เข้าร่วมขบวนการเสรีไทย ปฏิบัติการลับต่อต้านกองทัพญี่ปุ่น ช่วยให้ประเทศไม่ตกเป็นเมืองขึ้นของมหาอำนาจ แต่ภายหลังสามีถูกใส่ร้ายว่ามีส่วนพัวพันในกรณีสวรรคตรัชกาลที่ ๘ ถูกทหารยิงปืนกลกราดเข้ามาในบ้านเมื่อเกิดรัฐประหาร ๒๔๙๐ ต่อมาถูกจองจำในข้อหากบฏ ลูกชายถูกจับติดคุก จนกระทั่งต้องลักลอบหนีตามสามีลี้ภัยไปอยู่ต่างแดนด้วยความขมขื่นใจ สุดท้ายกลับมาใช้ชีวิตบั้นปลายในเมืองไทยด้วยความสงบ ให้อภัยกับทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นในอดีต ดำรงตนเป็นแบบอย่างให้แก่ชนรุ่นหลังได้กราบไหว้ด้วยความสนิทใจ แม้กระทั่งคำสั่งเสียในวาระสุดท้ายของชีวิต  ไม่ขอรับเกียรติยศใด ๆ ทั้งสิ้น และถึงแก่อนิจกรรมโดยสงบ ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว สิริอายุ 95 ปี 4 เดือน 9 วัน


Timeline : ชีวิตสตรีเหล็ก พูนศุข พนมยงค์

2 มกราคม  2455  : พูนศุข ณ ป้อมเพชร์ เป็นบุตรคนที่ 3 ของคุณหญิงเพ็ง (สุวรรณศร) และพระยาชัยวิชิตวิศิษฏ์ธรรมธาดา (ขำ ณ ป้อมเพชร์) เจ้าเมืองสมุทรปราการ

2461:  เข้าเรียนที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์   ตั้งแต่คุณพูนศุขอายุ 9ขวบก็ได้รู้จักนายปรีดี พนมยงค์ ซึ่งมีอายุมากกว่า 11 ปี เป็นลูกชาวนา พ่อชื่อนายเสียง แม่ชื่อนางลูกจันทน์ พ่อของทั้งสองคนนับถือเป็นญาติกันเพราะมีบรรพบุรุษเดียวกัน จึงฝากฝังลูกชายให้มาเรียนกฎหมายในกรุงเทพ โดยให้นายปรีดีมาอยู่ที่บ้านจึงสนิทสนมกัน นายปรีดีเรียนจบเป็นเนติบัณฑิต ก็ได้ทุนไปเรียนต่อกฎหมายที่ฝรั่งเศส 7 ปี

2468 : 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 รัชกาลที่ 7 ขึ้นครองราชย์ เป็นช่วงภาวะเศรษฐกิจทั่วโลกตกต่ำอย่างรุนแรง   ประเทศสยามก็ได้รับผลกระทบกระเทือนด้วยอย่างมาก รัชกาลที่ 7 จึงแก้ปัญหาด้วยการประหยัดรายจ่ายของประเทศ เช่นตัดงบประมาณของพระองค์เองลงส่วนหนึ่งและอีกทางคือการตัดทอน ยุบกรมกองและปลดข้าราชการ เพื่อทำงบประมาณแผ่นดินให้เข้าสู่ดุลยภาพ สำหรับคนที่ถูกปลดนั้นจะเรียกกันว่า ถูกดุล บิดาของพูนศุขก็เป็นผู้หนึ่งที่ถูกดุลด้วย ขณะที่มีอายุราว 46 ปี  เมื่อก่อนนั้นราชการจะเกษียณที่อายุ 55 ปี ซึ่งสมัยนั้นถือว่าแก่มากแล้ว บิดาเธอได้เงินบำนาญเดือนละห้าร้อยกว่าบาท จากเงินเดือนเดิม 1350 บาท
2470 : นายปรีดีกลับมาถึงเมืองไทย และแต่งงานกัน พ.ศ. 2471 ขณะพูนศุขมีอายุได้ 17 ปี และจบการศึกษาชั้นมัธยม 7 ตอนนั้นนายปรีดีเพิ่งได้เป็น หลวงประดิษฐ์มนูธรรม โดยหมั้นกันก่อนประมาณหกเดือน เพื่อรอเรือนหอที่คุณพ่อคุณแม่สร้างให้เป็นของขวัญ ซึ่งอยู่ในบ้านป้อมเพชร์ ถนนสีลม ปัจจุบันโดนรื้อกลายเป็นถนนนราธิวาสราชนครินทร์ ตรงหัวมุมถนนสีลม
“ชีวิตการแต่งงานในตอนแรกนั้น ฉันคิดเพียงว่าจะต้องมาทำหน้าที่เป็นแม่บ้านของข้าราชการธรรมดาสามัญคนหนึ่งที่มีความก้าวหน้าในตำแหน่งการเมืองตามจังหวะและโอกาส มีความเป็นอยู่ที่สุขสงบไปตามประสา แต่เมื่อทางเดินของชีวิตนั้นมันพลิกผันเกินกว่าที่คาดคิดไว้ ก็มีอยู่ทางเดียว คือต้องยอมรับและเตรียมพร้อมที่จะต่อสู้ฝ่าฟันอุปสรรคที่เข้ามาในชีวิตคู่ของเราทั้งสองด้วยความเข้มแข็งและอดทนไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดก็ตาม และฉันได้ยึดถือปฏิบัติดังนี้เสมอมา ชะตากรรมของฉันภายหลังการแต่งงานแล้วนั้น จึงต้องเป็นไปตามชะตากรรมของนายปรีดี ส่วนชะตากรรมของนายปรีดีก็ขึ้นอยู่กับผลของการทำงานอภิวัฒน์ที่รับใช้ประเทศชาติและราษฎรไทย เพื่อที่จะก้าวหน้าไปตามแนวทางแห่งการกู้อิสรภาพของมนุษย์ให้พ้นจากการถูกเบียดเบียน และเพื่อให้ชาติไทยมีเอกราชและประชาธิปไตยสมบูรณ์”

“ภายหลังออกเรือนมาเป็นแม่บ้าน ฉันได้ใช้เวลาว่างไปเรียนภาษาฝรั่งเศส และช่วยงานตรวจปรู๊ฟหนังสือในโรงพิมพ์นิติสาส์นของนายปรีดี ที่ตั้งขึ้นมาพิมพ์ตำรากฎหมายเป็นรายได้ทางหนึ่งหลังแต่งงานปีครึ่งก็มีลูกคนแรก ฉันมีเพื่อนร่วมชั้นเรียนที่สมาคมฝรั่งเศส ถนนสาทร อยู่หลายคน เช่น คุณจำกัด พลางกูร คุณกนต์ธีร์ ศุภมงคล คุณป๋วย อึ๊งภากรณ์”

2475 : ชีวิตเริ่มผลิกผัน – 4 ปีหลังจากแต่งงาน
… “ตอนนั้นฉันอายุ 20 นายปรีดีได้บอกว่าวันที่ 23 จะไปหาบิดามารดาที่อยุธยาเพื่อขอลาบวช วันนั้นฉันนั่งรถไปส่งพร้อมลูกตัวเล็กๆ ที่สถานีรถไฟหัวลำโพง โดยไม่ได้มีอะไรผิดสังเกต  ย่ำรุ่งของวันที่ 24มิถุนายน2475 คณะราษฎรอันประกอบด้วยทหารและพลเรือน 115 นาย มากกว่าครึ่งอายุน้อยกว่า 30 ปี โดยมี พันเอก พระยาพหลพลพยุหเสนา เป็นหัวหน้าคณะราษฎร และนายปรีดี พนมยงค์ เป็นผู้นำฝ่ายพลเรือน ได้ทำการยึดอำนาจการปกครองแผ่นดินจากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์มาเป็นระบอบประชาธิปไตยอย่างสายฟ้าแลบ  ด้วยการลวงทหารจากกรมกองต่างๆ ให้มาชุมนุมพร้อมกันที่ลานพระบรมรูปทรงม้า แล้วถือโอกาสประกาศเปลี่ยนแปลงการปกครองทันที และกำลังอีกส่วนหนึ่งไปเชิญพระบรมวงศานุวงศ์ชั้นผู้ใหญ่หลายพระองค์มาเป็นตัวประกันจากวังที่ประทับ ไปควบคุมไว้ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม อาทิ พระองค์เจ้าบริพัตรสุขุมพันธุ์จากวังบางขุนพรหม ซึ่งเวลานั้นทำหน้าที่เป็นผู้รักษาพระนครแทนรัชกาลที่ 7 ที่เสด็จแปรพระราชฐานอยู่ที่วังไกลกังวล ประจวบคีรีขันธ์
“นายปรีดีจำเป็นต้องพูดปดกับฉันเพื่อรักษาความลับ เขาไม่ได้ไปอยุธยา แต่ไปลอยเรืออยู่ในคลองโอ่งอ่าง แจกแถลงการณ์ประกาศคณะราษฎร ที่พิมพ์จากโรงพิมพ์นิติสาส์นของตนเอง คืนนั้นนายปรีดีให้คนมาส่งข่าว บอกว่าตอนนี้อยู่ที่พระที่นั่งอนันตสมาคม ซึ่งเป็นกองบัญชาการของคณะราษฎร ไม่ได้กลับบ้านเลย ให้ช่วยส่งอาหารไปให้ จนกระทั่งวันที่ 3 กรกฎาคม นายปรีดีจึงมีจดหมายมาถึงฉัน ขอโทษที่ไม่ได้เล่าความจริงให้ฟัง เพราะถ้าเล่าให้ฟังก็เกรงจะทำการไม่สำเร็จ ฉันอายุยังน้อยกลัวว่าจะไม่รักษาความลับ และที่บ้านก็คุ้นเคยเจ้านายหลายวัง
จดหมายของนายปรีดีมีความตอนหนึ่งว่า..
การที่ทำอะไรไปทั้งนี้ก็เพื่อเห็นแก่ชาติและราษฎรเป็นส่วนมาก เห็นว่าเกิดมาครั้งเดียว เมื่อมีโอกาสทำได้ก็ควรทำ ไม่ควรบำเพ็ญตนให้เป็นคนหนักโลก…ขอให้คิดถึงชาติและราษฎรให้มากๆ การทั้งหลายฉันได้เริ่มมาแต่ปารีส เมื่อมุ่งทางนี้อยู่แล้วและจะสละเกียรติยศทิ้งเสียอย่างไรได้ การเมืองก็การเมือง การส่วนตัวก็ส่วนตัว”

ในการเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบประชาธิปไตย เมื่อวันที่ 24 มิถุนายน 2475 นายปรีดีเป็นผู้นำฝ่ายพลเรือนเป็นผู้ร่างแถลงการณ์และร่างธรรมนูญการปกครองแผ่นดินสยาม 27 มิถุนายน2475 เป็นหนึ่งในสมาชิกผู้แทนราษฎรชั่วคราวในจำนวน 70คน พระยามโนปกรณ์นิติธาดา อธิบดีศาลอุทธรณ์ได้รับเลือกให้เป็นนายกรัฐมนตรีคนแรก ประกอบด้วยคณะกรรมการราษฎร หรือคณะรัฐมนตรี  15 คนโดยมีนายปรีดีร่วมอยู่ด้วย

2476 : สภาผู้แทนราษฎรได้ผ่านร่าง พรบ. จัดตั้งมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง 2476 ตามคำเสนอของนายปรีดี โดยนายปรีดีเป็นผู้ประศาสน์การมหาวิทยาลัย วางหลักสูตร จัดหาบุคลากรสถานที่ ผู้บรรยาย เปิดโอกาสให้ประชาชนจำนวนมากที่สุด ได้มีโอกาสเข้ามาศึกษาหาความรู้  เพื่อปูพื้นฐานความคิดทางการเมือง  ในปีแรกมีผู้มาสมัครเข้าศึกษาถึง 7,094 คน โดยให้สิทธิข้าราชการเข้าเรียนได้ในฐานะตลาดวิชา ค่าเล่าเรียนเพียงปีละ 20 บาท ในขณะที่จุฬาลงกรณ์เก็บปีละ 80 บาท

คณะกรรมการราษฎรยังได้มอบหมายให้ นายปรีดีเป็นผู้ร่างหลักการเค้าโครงเศรษฐกิจแห่งชาติ หรือ สมุดปกเหลืองและเสนอต่อคณะกรรมการราษฎรในวันที่ 12 มีนาคม 2476 โดยมีหลักการให้รัฐบาลเป็นผู้ประกอบการเศรษฐกิจเองเป็นส่วนใหญ่ และให้รัฐบาลประกันความสุขสมบูรณ์ของราษฎร แต่มีกระแสต่อต้านนโยบายเศรษฐกิจฉบับนี้โดยเฉพาะในหมู่ชนชั้นสูง เพราะกลัวว่าจะมีการยึดที่ดินและเปลี่ยนแปลงโครงสร้างทางเศรษฐกิจซึ่งเจ้าและขุนนางยังกุมอำนาจอยู่ รัชกาลที่ 7 ได้มีข้อวินิจฉัยว่า เป็นแนวคิดที่ลอกเลียนแบบบอลเชวิคของโซเวียตซึ่งเป็นพวกคอมมิวนิสต์

 1 เมษายน 2476 พระยามโนปกรณ์ฯ ร่วมมือกับทหารบางกลุ่มสั่งปิดสภาผู้แทนราษฎร งดใช้รัฐธรรมนูญบางมาตรา และได้ออก พรบ.คอมมิวนิสต์2476 โดยกล่าวหาว่านายปรีดีเป็นคอมมิวนิสต์ และบีบให้เดินทางออกนอกประเทศทันที

12 เมษายน 2476  พูนศุขจึงต้องออกเดินทางไปต่างประเทศพร้อมกับนายปรีดี โดยฝากลูกลลิตา อายุ 3 ขวบ กับ ปาล อายุขวบเศษ ให้อยู่ในความดูแลของคุณแม่
จากนั้นไม่นาน พันเอกพระยาพหลฯ เป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติทำการยึดอำนาจจากรัฐบาล และเชิญนายปรีดีกลับประเทศ เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2476 และได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขึ้นพิสูจน์แนวคิดและการกระทำของนายปรีดีซึ่งคณะกรรมการมีมติเอกฉันท์ว่า หลวงประดิษฐ์ไม่มีมลทินเป็นคอมมิวนิสต์ดังที่ถูกกล่าวหา ส่วนพระยามโนปกรณ์ถูกเชิญให้เดินทางออกไปอยู่ปีนังจนถึงแก่กรรมในเวลาต่อมา
 11 ตุลาคม 2476 พระองค์เจ้าบวรเดช อดีตเสนาบดีกลาโหมในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ พร้อมด้วยนายทหารชั้นผู้ใหญ่หลายท่านรวมทั้ง พ.อ.พระยาศรีสิทธิสงคราม (หรือนายดิ่น ท่าราบคุณตาของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์) เป็นแม่ทัพ ร่วมกับกองทหารจากหัวเมืองภาคอิสานเรียกตัวเองว่าคณะกู้บ้านกู้เมืองยกทัพจากโคราชมาตั้งรอที่ดอนเมืองวางแผนให้ทหารจากหัวเมืองต่างๆเข้าล้อมกรุงเทพ  ส่วนรัฐบาลตั้งกองบัญชาการอยู่ที่วังปารุสกวัน ทั้งสองฝ่ายได้เปิดเจรจากันก่อนแต่ไม่สำเร็จ ข้อเรียกร้องสำคัญของฝ่ายบวรเดช คือ ต้องให้กษัตริย์เป็นประมุขไปชั่วกัลปาวสาน ให้กษัตริย์เป็นผู้เลือกสส.ประเภทแต่งตั้งแต่เพียงผู้เดียวอย่างแท้จริงและให้รัฐบาลประกาศนิรโทษกรรมแก่พวกตน สรุปก็คือ เรียกร้องทวงคืนพระราชอำนาจให้กษัตริย์

พฤศจิกายน 2476  ภายหลังบ้านเมืองกลับคืนสู่ความสงบแล้ว ทางรัฐบาลได้จัดเตรียมการเลือกตั้งขึ้นเป็นครั้งแรก

มกราคม 2477 หลังจากเสด็จกลับจากสงขลาเพียงเดือนเดียวรัชกาลที่ 7 ก็เสด็จไปรักษาพระเนตรที่ประเทศอังกฤษ ทั้งนี้เพื่อผ่อนคลายความตึงเครียดทางการเมืองโดยมีกรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ (หาอ่านเพิ่มเติม) ต่อมาพระองค์จึงมีพระราชประสงค์ที่จะสละราชสมบัติ

พ.ต.หลวงพิบูลสงครามในตำแหน่งผู้บังคับกองผสมได้อาสาออกปราบปรามโดยมี พ.ต. หลวงกาจสงคราม (กาจ เก่งระดมยิง) เป็นแม่ทัพคนสำคัญ เกิดการสู้รบกันขึ้นหลายแห่ง ที่สำคัญคือแถวดอนเมือง มีเครื่องบินของฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดชบินเข้ามาโปรยใบปลิวทั่วกรุงเทพ ทางรัฐบาลก็ออกใบปลิวโต้ตอบ การสู้รบในพระนครกินเวลาถึง 5 วัน โดยฝ่ายพระองค์เจ้าบวรเดชพ่ายแพ้ ถอยร่นกลับไปโคราช และสูญเสียนายทหารคนสำคัญคือพ.อ.พระยาศรีสิทธิสงคราม  หลวงพิบูลสงครามได้รับการยกย่องอย่างมาก ได้จัดให้มีศาลพิเศษเพื่อพิจารณาคดี มีการจับกุมผู้เกี่ยวข้องกว่า 300 คน ส่วนใหญ่เป็นเชื้อพระวงศ์และข้าราชการในราชสำนัก และถูกตัดสินให้เนรเทศไปอยู่ทัณฑสถานเกาะตะรุเตาเป็นจำนวนมาก ฝ่ายรัฐบาลได้มีผู้เสียชีวิตจากการปกป้องประชาธิปไตยครั้งนี้ 17 คน  รัฐบาลคณะราษฎรถือว่า ผู้เสียชีวิตทั้ง 17 คนเป็นวีรบุรุษผู้เสียสละเพื่อประชาธิปไตย จึงได้มีการจัดงานศพอย่างยิ่งใหญ่ที่ท้องสนามหลวงซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการทำศพสามัญชนที่สนามหลวง แม้ว่ารัชกาลที่ 7 จะได้บอกว่าพระองค์ไม่เห็นด้วย เพราะถือว่าสนามหลวงเป็นที่ทำศพเฉพาะเชื้อพระวงศ์ระดับเจ้านาย  คณะราษฎรได้สร้างอนุสาวรีย์พิทักษ์รัฐธรรมนูญ หรือ อนุสาวรีย์ปราบกบฏ ที่หลักสี่ถนนพหลโยธินเพื่อบรรจุอัฐิของวีรชนทั้ง17 คน

23 กุมภาพันธ์ 2477 พ.อ. หลวงพิบูลสงคราม รัฐมนตรีกลาโหม ถูกลอบยิงบาดเจ็บสาหัส ที่ท้องสนามหลวง โดย นายพุ่ม ทับสายทอง ขณะที่เป็นประธานพิธีการแข่งขันฟุตบอลนัดพิเศษ
2 มีนาคม พ.ศ. 2478  ร.7 สละราชสมบัติ ขณะประทับที่อังกฤษ

30 พฤษภาคม พ.ศ. 2478 ร.7เสด็จสวรรคตโดยฉับพลันด้วยพระหทัยวาย ขณะที่ประทับอยู่ ณ ประเทศอังกฤษ มีพระชนมายุ 48 พรรษา (อ่านเพิ่มเติมกรณี สละราชสมบัติ) และไม่ทรงตั้งรัชทายาทเพื่อพระราชทานวโรกาสให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้คัดเลือกพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่เอง คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจึงได้อัญเชิญเสด็จพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล พระราชนัดดา พระองค์เดียวในสมเด็จพระศรีสวรินทิราบรมราชเทวี พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า ซึ่งพระองค์เป็นเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์พระองค์ที่ 1 ในลำดับพระราชสันตติวงศ์แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พ.ศ. 2467 ขึ้นทรงราชย์สืบพระราชสันตติวงศ์ต่อไป ตั้งแต่วันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2478

12 สิงหาคม 2478 กรมหมื่นอนุวัตรจาตุรนต์(หม่อมเจ้าออศคาร์นุทิศ ) ประธานผู้สำเร็จราชการ ได้ยิงตัวตาย เนื่องจากคับแค้นใจที่ถูกรัฐบาลบีบคั้นกดดันและฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อริบทรัพย์ของรัชกาลที่ 7 ซึ่งทรงสละราชสมบัติไปก่อนหน้านั้น (หาอ่านเพิ่มเติม…กรณีความขัดแย้ง รัชกาลที่ 7กับคณะราษฎร)
ในช่วงนั้น นายปรีดียังเป็นรัฐมนตรีมหาดไทย ได้รับมอบหมายให้เดินทางไปกรุงลอนดอนเพื่อเจรจาต่อรองดอกเบี้ยเงินกู้ตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 6 จากร้อยละ 6 เหลือเป็นร้อยละ 4 ต่อปี ช่วยให้ประเทศไทยได้ลดค่าใช้จ่ายดอกเบี้ยลงไปมาก ในขณะที่การเมืองของโลกกำลังตึงเครียดจะเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 นายปรีดีก็ได้ใช้โอกาสในคราวเดียวกันนี้ เดินทางไปเยือนประเทศมหาอำนาจตะวันตก เพื่อเจรจาแก้ไขสนธิสัญญาที่สยามเสียเปรียบ โดยเฉพาะในเรื่องสิทธิสภาพนอกอาณาเขตที่มีมาตั้งแต่ปี 2398 สมัยรัชกาลที่ 4 จนเป็นผลสำเร็จ

9 พฤศจิกายน 2481 นายลี บุญตา คนรับใช้ที่สนิทได้บุกยิง พ.อ.หลวงพิบูลในบ้านพักกรมทหารบางซื่อ แต่หลวงพิบูลไม่ได้รับบาดเจ็บแต่อย่างใด  และถูกวางยาพิษอีก 1 ครั้ง เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม ปีเดียวกัน ขณะรับประทานอาหารกลางวันร่วมกับครอบครัวท่านผู้หญิงละเอียด ต้องเข้าโรงพยาบาล ทั้งสองท่านต้องงดการกินอาหารและน้ำนอกบ้านอยู่ระยะหนึ่ง
15 พฤศจิกายน 2481 รัชกาลที่ 8 เสด็จกลับมาเยี่ยมประเทศไทยครั้งแรกพร้อมด้วยพระราชชนนี พระพี่นางเธอและพระเจ้าน้องยาเธอภูมิพล ประทับอยู่ที่ตำหนักจิตรลดาประมาณ 2 เดือน จึงเสด็จกลับสวิสเซอร์แลนด์เพื่อศึกษาวิชานิติศาสตร์และการปกครอง

16 ธันวาคม 2481 หลวงพิบูล ขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี  หลังจากรอดจากการถูกลอบสังหารมาถึง 3 ครั้ง เมื่อได้เป็นนายกฯ  จึงสั่งให้ พระยาทรงสุรเดช พ้นจากราชการโดยไม่มีเบี้ยหวัดบำนาญ และบีบให้เดินทางออกนอกประเทศ ไปเขมรทันที จากนั้น ในช่วงเช้ามืดวันที่ 29 มกราคม 2482  จึงมีการกวาดล้างผู้ที่ต้องสงสัยว่าคิดจะทำการยึดอำนาจจากรัฐบาล เพื่อเปลี่ยนแปลงการปกครองไปสู่ระบอบสมบูรณาญาสิทธิ ราชย์ตามเดิม และเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความพยายามลอบสังหารหลวงพิบูลฯ โดย พันเอกหลวงอดุลยเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจและรัฐมนตรีมหาดไทย จับตายนายทหารสายพระยาทรงสุรเดช 3 คน จับกุมผู้ที่ต้องสงสัย  51 คน ฐานดำเนินการเพื่อคิดการกบฏและวางแผนประทุษร้ายชีวิตบุคคลในคณะรัฐบาลที่เรียกว่า กบฏพระยาทรงสุรเดช หรือ กบฏ 18 ศพ ในบรรดาผู้ถูกจับกุมครั้งนั้น มีพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์รวมอยู่ด้วย โดยตำรวจสันติบาลได้เชิญพระองค์จากลำปาง ซึ่งทำให้เจ้านายและประชาชนทั่วไปประหลาดใจมาก เพราะทรงเป็นพระบรมวงศ์ชั้นผู้ใหญ่

20 พฤศจิกายน2482 ศาลพิเศษซึ่งมีพันเอกหลวงพรหมโยธี เป็นประธาน ตัดสินว่า มีการเตรียมการยึดอำนาจโดยพันเอกพระยาทรงสุรเดชเป็นผู้นำ ให้ปล่อยตัวพ้นข้อหา 7 คน จำคุกตลอดชีวิต 25คน ส่วนโทษประหารชีวิต  21คน ให้เว้นการประหาร เหลือโทษจำคุกตลอดชีวิต 3 คน เนื่องจากเคยประกอบคุณงามความดีให้กับประเทศชาติ คือ กรมขุนชัยนาทนเรนทร หรือพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ โอรสองค์สุดท้ายของรัชกาลที่ 5 ที่ยังมีชีวิตอยู่ พลโทพระยาเทพหัสดิน (ผาด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) พันเอกหลวงชำนาญยุทธศิลป์ (เชย รมยะนันท์) หนึ่งในสมาชิกคณะราษฎร และเป็นผู้อ่านประกาศแถลงการณ์ของคณะราษฎร์ที่ลานพระบรมรูปทรงม้า พร้อมทั้งให้ถอดจากฐานันดรศักดิ์ลงมาเป็นสามัญชน นักโทษการเมืองทั้งหมดถูกคุมขังอยู่ที่เรือนจำบางขวาง จากนั้นนักโทษประหารชีวิตถูกทยอยนำตัวออกมาประหารด้วยการยิงเป้าวันละ 4 คน จนครบ จำนวน 18 คน ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ กบฏ 18 ศพ (เหตุการณ์ที่ ยุทธนา มุกดาสนิท เคยประกาศจะสร้างเป็นภาพยนตร์ในชื่อ นักโทษประหาร2482  แต่ก็ถูกล้มเลิกไป) นักโทษถูกจำคุกที่บางขวางและเนรเทศไปเกาะเต่า สมทบกับบรรดานักโทษสมัยกบฏบวรเดช 2476 ที่ย้ายมาจากเกาะตะรุเตา

เข้าสู่ภาวะสงครามโลก2482 :    “ตอนนั้นฉันอายุเพียง 28ปี ก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นท่านผู้หญิง เมื่อรัชกาลที่ 8 ให้เครื่องราชทุติยจุลจอมเกล้าวิเศษ ในวันเฉลิมพระชนมพรรษา 20 กันยายน 2482 พร้อมกับคุณละเอียด พิบูลสงคราม ภรรยาของหลวง ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีสมัยนั้น  แม้ว่าฉันจะได้เป็นท่านผู้หญิงอายุน้อยที่สุดคนหนึ่ง เป็นภรรยารัฐมนตรี ภรรยาผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ภรรยานายกรัฐมนตรีในเวลาต่อมา แต่ฉันยังใช้ชีวิตเหมือนเดิมทุกประการ ไม่เคยก้าวก่ายงานราชการของสามี ทำหน้าที่เป็นแม่บ้าน จ่ายกับข้าวเอง เลี้ยงลูกทั้งหกคนเอง ทำอาหารให้ครอบครัวเหมือนชาวบ้านทั่วไปไม่เคยเปลี่ยนแปลง ฉันไม่เคยแต่งชุดท่านผู้หญิงถ่ายรูปไว้โชว์”
นายปรีดี ได้เป็นรัฐมนตรีการคลัง ในรัฐบาลจอมพลป.  ประเทศตกอยู่ท่ามกลางภาวะสงครามโลกครั้งที่สอง ซึ่งคุกรุ่นในยุโรปมาตั้งแต่เมื่อปี 2480 เริ่มรุนแรงและขยายวงมากขึ้น ในยุโรปกองทัพเยอรมนีและอิตาลีประกาศสงครามกับฝรั่งเศสและอังกฤษ ขณะที่ในเอเชีย กองทัพญี่ปุ่นบุกประเทศจีน เมฆหมอกแห่งสงครามปกคลุมไปทั่วโลก  รัฐบาลจึงออกนโยบายป้องกันภัยล่วงหน้าคือ รัฐนิยม 12 ฉบับรวมทั้งกฎหมายวัฒนธรรมต่างๆ ให้ประชาชนถือปฏิบัติในยามที่ประเทศไทยถูกคุกคามจากภัยสงครามและ ให้เปลี่ยนชื่อประเทศจากสยามเป็นไทย เมื่อวันที่ 28 กันยายน  2482

ปี 2483 : นายปรีดีผู้มีแนวคิดต่อต้านสงคราม ได้เป็นผู้อำนวยการสร้างภาพยนตร์เรื่อง พระเจ้าช้างเผือก นิยายอิงประวัติศาสตร์สงครามยุทธหัตถีในสมัยสมเด็จพระมหาจักรพรรดิ โดยแก่นของเรื่องว่าด้วยสันติภาพ พูนศุขมีหน้าที่ดูแลกองถ่ายภาพยนตร์ ซึ่งยกกองไปถ่ายทำที่เมืองแพร่ ภาพยนตร์เรื่องนี้มีโอกาสไปฉายที่นิวยอร์ก สิงคโปร์ และกรุงเทพฯ ในปี ๒๔๘๔ ซึ่งปรีดีเคยกล่าวถึงว่าชัยชนะ แห่งสันติภาพนั้นมิได้มีชื่อเสียงบันลือนามน้อยไปกว่าชัยชนะแห่งสงครามแต่อย่างใด

12ตุลาคม 2483 นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมือง และนิสิตจุฬา ราว 8000 คน และประชาชนรวมกว่า 50 , 000  เดินขบวนครั้งใหญ่สนับสนุนรัฐบาลไทยในการเรียกร้องดินแดนคืนจากฝรั่งเศส รัฐบาลหลวงพิบูลเห็นด้วยกับประชาชน และเรียกร้องให้ฝรั่งเศสคืนดินแดน จากเหตุการณ์ รศ. 112 เช่น เสียมราฐ พระตะบอง จำปาศักดิ์   ในขณะนั้นเป็นช่วงเริ่มต้นสงครามโลกครั้งที่สองที่ฝรั่งเศสกำลังเป็นฝ่ายแพ้สงครามต่อเยอรมัน แต่ฝรั่งเศสปฏิเสธที่จะคืนดินแดนโดยอ้างสนธิสัญญาฝรั่งเศส – สยามลงวันที่ 23 มีนาคม 2450


6 มกราคม2484
กองทัพไทยทำการรบกับฝรั่งเศสโดยบุกเข้าทางกัมพูชา จำปาสัก เวียงจันทน์ สุวรรณเขต หลังจากนั้นฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงทั้งหมดก็ตกอยู่ภายใต้การยึดครองของไทย พลตรีหลวงพิบูล นายกรัฐมนตรี และผู้บัญชาการทหารสูงสุด  ได้ปลุกกระแสชาตินิยมอย่างเต็มที่ เกิดการสู้รบระหว่างทหารไทยและฝรั่งเศสอย่างหนัก เกิดเหตุการณ์ยุทธนาวีเกาะช้าง28 พฤศจิกายน 2483 ฝรั่งเศสส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดนครพนม กองทัพไทยส่งเครื่องบินเข้าตอบโต้ กองทัพบกฝรั่งเศสยกทัพประชิดชายแดนด้านจังหวัดสุรินทร์ อุบลและหนองคาย กองทัพไทยจากแนวชายแดนด้านลาวและกัมพูชาเข้าจู่โจมสู้รบกองทัพฝรั่งเศส

9 พฤษภาคม 2484   ญี่ปุ่นได้เสนอตัวเข้าไกล่เกลี่ย มีการส่งผู้แทนไปลงนามอนุ สัญญาโตเกียว ในครั้งนั้นไทยได้ดินแดนฝั่งขวาแม่น้ำโขงกลับคืนมา 4 เมือง คือ  พระตะบอง เสียมราฐ ศรีโสภณ และจำปาสัก รวมเป็นพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 24,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งจังหวัดดังกล่าวนี้ ไทยได้ปกครองเรื่อยมาจนสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง ในปี 2488

หลวงพิบูลได้ขอพระราชทานยศ จอมพลแห่งกองทัพไทยให้กับตนเองเพราะต้องการทำสงครามจิตวิทยากับทางกองทัพญี่ปุ่น พลเอกพระยาพหลพลพยุหเสนาได้เป็นผู้วางศิลาฤกษ์ก่อสร้างอนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานระลึกถึงชัยชนะของไทยต่อฝรั่งเศสในวันที่ 24 มิถุนายน 2484

เกือบเที่ยงคืนของวันที่ 7 ธันวาคม 2484 : ญี่ปุ่นถล่มเพิรล์ฮาร์เบอร์ ของสหรัฐ  พร้อมกับยกพลขึ้นบกในหลายประเทศ รวมถึงประเทศไทยด้วยในวันรุ่งขึ้น 8 ธันวา 2484 ทั้งนี้ชาวญี่ปุ่นหลายคนปลอมตัวเข้ามาประกอบอาชีพต่างๆในประเทศไทยกันมานานแล้ว เมื่อได้รับคำสั่งให้เคลื่อนไหว จึงมีทหารญี่ปุ่นปรากฏตัวขึ้นทันทีทั่วประเทศไทย(เกิดเหตุการณ์ ยุวชนทหาร ที่จ.ชุมพร ) ต่อมา จอมพลป. ได้สั่งให้ผู้ที่ต่อสู้วางอาวุธ อ้างว่าราษฎรได้ตายไปเป็นอันมากและมีมติให้ทหารญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทย โดยตกค่ำวันนั้นวิทยุมีประกาศให้ยุติการสู้รบทั่วประเทศ เพราะประเทศไทยยินยอมให้ทหารญี่ปุ่นเดินทัพผ่านประเทศไทยไปยังพม่าและมลายูได้ สามวันต่อมารัฐบาลไทยตกลงทำสัญญาทางการทหารร่วมรบกับญี่ปุ่น กองทัพญี่ปุ่นได้หลั่งไหลเข้ามาในประเทศไทย

16 ธันวาคม2484 สภาผู้แทนราษฎรลงมติแต่งตั้ง นายปรีดี ดำรงตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ แทนเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ซึ่งถึงแก่อสัญกรรม ทำให้นายปรีดีพ้นสถานะรัฐมนตรีซึ่งเป็นที่พอใจของฝ่ายญี่ปุ่น

ภาระหน้าที่สำคัญใหญ่หลวงรออยู่เบื้องหน้าของนายปรีดีคือ การรวบรวมบรรดาผู้รักชาติ ทั้งทหาร ตำรวจ และพลเรือน ทำการต่อต้านญี่ปุ่นผู้รุกรานอย่างลับๆ เพื่อปกป้องอธิปไตยของชาติ และติดต่อกับสัมพันธมิตรนอกประเทศ คือสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ เพื่อให้รู้ว่าประเทศไทยมีขบวนการใต้ดินที่ต่อสู้กับญี่ปุ่นเพื่อเอกราช ภายใต้ชื่อ ขบวนการเสรีไทย โดยนายปรีดีเป็นหัวหน้าเสรีไทย มีชื่อรหัสว่า รูธ (Ruth)มีเป้าหมายสูงสุดคือทำให้ฝ่ายสัมพันธมิตรยอมรับว่า ประชาชนชาวไทยไม่เห็นด้วยกับการทำสงคราม และการประกาศสงครามของรัฐบาลในวันที่ 25 มกราคมนั้นเป็นโมฆะ ซึ่งเป็นภารกิจที่สำคัญและยากมาก
ต้นปี 2486 ฝ่ายอักษะเริ่มประสบกับความพ่ายแพ้ อังกฤษและสหรัฐอเมริกาได้ชัยชนะติดต่อกัน โจมตีเยอรมนีจนถอยร่นในแอฟริกาเหนือ ส่วนญี่ปุ่นพ่ายแพ้ในสงครามทางเรือที่หมู่เกาะโซโลมอน และตัดสินใจถอนทหารออกมา ขณะที่ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ทูตไทยประจำสหรัฐประกาศไม่ยอมรับการกระทำของรัฐบาลจอมพล ป และสหรัฐก็ยังคงรับรองสถานทูตไทยในวอชิงตัน  นายปรีดีกับคณะจึงคิดหนีออกนอกประเทศไปร่วมมือกับ ม.ร.ว.เสนีย์ตั้งรัฐบาลพลัดถิ่นในดินแดนสัมพันธมิตร โดยได้พยายามส่งคนจากทางภาคเหนือเข้าไปติดต่อกับรัฐบาลคณะชาติของจีนที่จุงกิง (ฉงชิ่ง) ถึงสองครั้ง แต่ก็ไม่สำเร็จ

21 ธันวาคม2484 รัฐบาลได้ทำสัญญาร่วมรบกับญี่ปุ่น และในวันที่ 25มกราคม 2485 รัฐบาลไทยได้ประกาศสงครามกับฝ่ายสัมพันธมิตร และเข้าร่วมกับฝ่ายอักษะ คือ ญี่ปุ่น เยอรมนี และอิตาลีอย่างเต็มที่ ในเวลานั้น ทหารญี่ปุ่นจำนวนมากได้เข้าสู่พระนครเต็มไปหมด และได้ใช้สถานที่ทางราชการบางแห่งเป็นที่ทำการ รัฐบาลได้ประกาศให้ญี่ปุ่นเป็นมหามิตร ประชาชนทุกคนต้องให้ความร่วมมือและสนับสนุนกับทางญี่ปุ่นอย่างเต็มที่ การกระทำใดๆที่เป็นปรปักษ์มีโทษถึงประหารชีวิต

นายปรีดีได้เชิญนายจำกัด พลางกูรมาพบ เพื่อถามความสมัครใจในภารกิจที่เสี่ยงอันตรายเดินทางบุกป่าไปให้ถึงนครจุงกิงเพื่อแจ้งข่าวและเจรจากับฝ่ายสัมพันธมิตร เพราะนายจำกัดมีความมุ่งมั่นและรู้เรื่องของคณะเสรีไทยดี

(อ่านเพิ่มเติมเรื่องของ นายจำกัด)  นายปรีดีได้มอบธนบัตรจุงกิงมูลค่า 13,000 เหรียญ และทองคำให้สำหรับไปขายกลางทางเมื่อขัดสน นายปรีดีกล่าวลานายจำกัดว่า “ เพื่อชาติ เพื่อมนุษยชาติ นะคุณ เคราะห์ดีที่สุด อีก 45 วัน ก็ได้พบกัน เคราะห์ไม่ดีนักอย่างช้าอีกสองปี ก็ได้พบกัน และเคราะห์ร้ายที่สุด ก็ได้ชื่อว่า สละชีพเพื่อชาติไป ”

ปลายเดือนกรกฎาคม 2487 รัฐบาลจอมพล ป ลาออกเนื่องจากสภาไม่ผ่านร่างพรบ.จัดระเบียบนครบาลเพชรบูรณ์ขึ้นเป็นนครหลวงสำรองและร่างพรบ.จัดสร้างพุทธบุรีมณฑลในเขตจังหวัดนครปฐม พระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา ลาออกจากประธานคณะผู้สำเร็จราชการ เจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน ผู้สำเร็จราชการอีกท่านหนึ่งก็เพิ่งอสัญกรรมไปก่อนหน้านั้นไม่นาน

 1 สิงหาคม 2487 สภาผู้แทนจึงมีมติให้นายปรีดีเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์แต่เพียงผู้เดียว และในวันเดียวกันนั้นนายควง อภัยวงศ์ก็เข้าเป็นนายกรัฐมนตรี ทันทีที่เข้าบริหารก็มีคำสั่งย้ายหน่วยราชการที่ไปประจำอยู่เพชรบูรณ์กลับกรุงเทพ พร้อมทั้งประกาศยกเลิกการใช้ธนบัตรใบละพันบาทและรัฐนิยมต่างๆ  รวมทั้งออก พรบ.นิรโทษกรรมแก่นักโทษการเมืองทุกคนทุกรุ่นตั้งแต่ปี 2476 เป็นต้นมา นักโทษบางส่วนที่ถูกเนรเทศไปเกาะเต่าและถูกจำคุกในบางขวางที่ยังมีชีวิตอยู่จึงกลับคืนสู่อิสรภาพอีกครั้ง พร้อมทั้งคืนยศถาบันดาศักดิ์ให้ตามเดิมรวมทั้งบุคคลสำคัญ คือพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์

พอถึงปี 2488 ช่วงปลายสงคราม  “เครื่องบินกลับมาทิ้งระเบิดหนักขึ้นอีก ทั้งกลางคืนและกลางวัน ตึกรามบ้านช่องพังพินาศจำนวนมาก เป้าหมายการทิ้งระเบิดของฝ่ายสัมพันธมิตร คือ ทำลายสนามบิน ชุมทางรถไฟ ท่าเรือ สะพาน เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของญี่ปุ่น เนื่องจากทำเนียบท่าช้างอยู่เยื้องสถานีรถไฟบางกอกน้อย ลูกระเบิดเลยมาลงบ่อย แต่นายปรีดีก็ยังอยู่ประจำที่ทำเนียบท่าช้าง เวลาเสียงหวอมา ชาวบ้านแถวนั้นต้องรีบอุ้มลูกจูงหลานเข้ามาหมอบหลบอยู่หลังเนินกระสอบเต็มไปหมด เพราะเชื่อว่าเครื่องบินคงไม่ทิ้งระเบิดลงค่ายเชลยในธรรมศาสตร์ที่อยู่ติดกัน ฉันช่วยนายปรีดีติดตามสถานการณ์ข่าวสารการสู้รบในสมรภูมิต่างๆ ทั่วโลกจากการฟังวิทยุ ทั้งที่ทางการห้ามราษฎรฟังวิทยุของฝ่ายสัมพันธมิตร แต่นายปรีดีในฐานะผู้สำเร็จราชการฯ มีสิทธิพิเศษมีใบอนุญาตให้ฟังได้ และคอยอำนวยความสะดวกแก่เสรีไทยที่มาประชุมกันที่ทำเนียบท่าช้าง บางครั้งฉันก็ช่วยเขียนรหัสด้วยลายมือภาษาอังกฤษตัวพิมพ์ใหญ่ก่อนที่จะนำไปเข้าเป็นโค้ดลับ ถ้าใช้พิมพ์ดีดก็กลัวพวกญี่ปุ่นจับได้ เพราะสมัยนั้นตรวจสอบได้ไม่ยากว่าเป็นพิมพ์ดีดจากที่ไหน”

16 สิงหาคม 2488 สงครามโลกครั้งที่สองดำเนินอยู่ 4ปี ก็ยุติลง เมื่อญี่ปุ่นประกาศยอมแพ้  หลังจากที่สหรัฐอเมริกาทิ้งระเบิดปรมาณูถล่มเมืองฮิโรชิมาและนางาซากิ ตอนสายของวันที่ 16 สิงหาคม 2488 จึงได้มีเสียงจากวิทยุโดยนายปรีดีผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในนามของรัชกาล 8 ประกาศสันติภาพ โดยมีเนื้อหาสำคัญว่าผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ในพระเจ้าอยู่หัว ขอประกาศโดยเปิดเผยแทนประชาชนชาวไทยว่า การประกาศสงครามต่อสหรัฐอเมริกาและบริเตนใหญ่ เป็นโมฆะไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย
จากคำประกาศสันติภาพและการมีอยู่ของขบวนการเสรีไทย ทำให้ประเทศสัมพันธมิตรยอมรับสถานะเดิมของประเทศไทยที่มีเอกราชและอธิปไตยโดยสมบูรณ์ ไม่ต้องตกเป็นประเทศแพ้สงครามเหมือนญี่ปุ่น เยอรมนี และอิตาลี
-หลังจาก มรว.เสนีย์ ปราโมช  จัดตั้งรัฐบาลแล้ว ก็ได้ออกพรบ. อาชญากรสงคราม 2488 จับกุมบรรดาผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการประกาศสงครามเมื่อปี2485 รวม 13 คน เช่น จอมพล ป นายสังข์ พัฒโนทัย ( เจ้าของนามปากกานายมั่นนายคง )  พล.ต. ประยูร ภมรมนตรี หลวงวิจิตรวาทการ ฯลฯ

นายปรีดีคัดค้านไม่ให้ส่งตัวจอมพล ป. กับพวกไปให้ศาลอาชญากรสงคราม ระหว่างประเทศที่สัมพันธมิตรตั้งขึ้นที่โตเกียว มิเช่นนั้นจอมพล ป. อาจถูกตัดสินประหารชีวิตหรือถูกจองจำเป็นเวลานาน ในฐานะอาชญากรสงครามคนหนึ่ง รัฐบาลจึงได้ตั้งศาลอาชญากรสงครามขึ้นในประเทศไทย พิจารณาตัดสินคนไทยด้วยกันเอง  โจทก์ขอให้ลงโทษประหารชีวิต หรือจำคุกตลอดชีวิตและขอศาลให้ริบทรัพย์จำเลยทั้งหมด

สิ้นเดือนกุมภาพันธ์ 2489 ผู้พิพากษาศาลฎีกาคือ พระมนูภาณวิมลศาสตร์ ( ชม จามรมาน ) ได้ลาออกจากตำแหน่งราชการ และได้มาเป็นทนายความแก้ต่างให้กับจอมพล ป. มีพยานจำเลยคนสำคัญคือนายพล อาเคโตะ นากามูระ ( Aketo Nakamura ) ซึ่งเป็นผู้บัญชาการกองทัพญี่ปุ่นประจำประเทศไทยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ได้ให้การว่า กองทหารไทยไม่เคยบุกเข้าไปในประเทศจีนและประเทศพม่าด้วยตนเอง เหตุที่จอมพล ป.ไม่สู้รบกับกองทัพญี่ปุ่น ก็เพื่อช่วยรักษาสภาพประเทศไทยไม่ให้ถูกเผาทำลาย สามารถรักษาเอกราชของไทยมาได้จนถึงทุกวันนี้ ท่านเป็นบุคคลที่น่ายกย่องและเป็นผู้ที่สามารถคาดการณ์แนวโน้มของสถานการณ์ เป็นผู้ปฏิบัติเพื่อรักษาเอกราชของไทย

หลังจาก มรว. เสนีย์เป็นนายกรัฐมนตรีได้ 3 เดือนก็สั่งยุบสภาให้มีการเลือกตั้งใหม่

23 มีนาคม 2489 ศาลฏีกาได้ยกฟ้องจำเลยคดีอาชญากรสงครามทั้งหมดเพราะเป็นการกระทำก่อนวันที่ 11 ตุลาคม 2488 อันเป็นวันประกาศใช้ พรบ. อาชญากรสงคราม ถือเป็นการออกกฎหมายเอาโทษย้อนหลังซึ่งขัดรัฐธรรมนูญ จอมพล ป กับพวกที่ถูกจับจึงได้รับการปล่อยตัวให้เป็นอิสระ นักประวัติศาสตร์บางท่านวิเคราะห์ว่า การออก พรบ. อาชญากรสงคราม และการจับจอมพล ป. เป็นแผนที่นายปรีดีต้องการช่วยให้ จอมพล ป. พ้นจากข้อหาอาชญากรสงครามของฝ่ายสัมพันธมิตร ระหว่างเวลาที่อยู่ในคุก จอมพล ป. เขียนจดหมาย ขอให้นายปรีดีเพื่อนร่วมคณะราษฎรเห็นใจ ให้ความช่วยเหลือ ทั้งบอกว่า เข็ดแล้วการเมือง จะกลับไปทำไร่ทำนา จอมพล ป. ติดคุกถึง 159 วัน

หลังสงครามโลกสงบลง แต่บ้านเมืองยังวุ่นวาย ถูกรุมเร้าทั้งปัญหาเศรษฐกิจ และการเมืองที่ฝ่ายทหารไม่พอใจรัฐบาลพลเรือนที่มาลดบทบาทของพวกตน
วันที่ 5 ธันวาคม 2488 นายปรีดีได้ทูลเชิญรัชกาลที่ 8 เสด็จกลับพระนคร และได้ลาออกจากตำแหน่งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ เพื่อถวายพระราชอำนาจคืน ต่อมาได้โปรดเกล้าฯ แต่งตั้งนายปรีดีเป็นรัฐบุรุษอาวุโส มีหน้าที่ปรึกษาราชการแผ่นดินสืบไป
หลังการเลือกตั้งเดือนมกราคม 2489 นายควง อภัยวงศ์กลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกได้ราวเดือนเศษก็ลาออกเพราะแพ้มติในสภาเรื่อง พรบ.คุ้มครองค่าใช้จ่ายของประชาชนในสภาวะคับขัน สภามีมติให้ นายปรีดีเป็นนายกรัฐมนตรีเพราะยังมีปัญหาทางเศรษฐกิจหลังสงครามและเรื่องการเจรจาความกับต่างประเทศ นายปรีดีดำรงตำแหน่งจนถึงวันที่ 8 มิถุนายน 2489 จึงลาออกเนื่องจากได้รับพระราชทานรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ในเดือนพฤษภาคม สภามีมติให้นายปรีดีเป็นนายกต่ออีกสมัยหนึ่งในวันเดียวกัน
แต่พอเช้าวันที่ 9 มิถุนายน2489   ขณะที่นายปรีดี กำลังปรึกษาราชการกับแขกคนหนึ่งที่ทำเนียบท่าช้าง มีเจ้าหน้าที่จากสำนักพระราชวังมารายงานว่ามีเสียงปืนดังขึ้นบนพระที่นั่ง

“นายปรีดีรีบออกจากบ้านเพื่อไปพระบรมมหาราชวังทันที  ฉันนิ่งอึ้งด้วยความตกตลึง ตกเย็นมีประกาศจากสำนักพระราชวังแถลงทางวิทยุว่ารัชกาลที่ 8 ถูกปืนยิงสิ้นพระชนม์ ณ พระที่นั่งบรมพิมานในพระบรมมหาราชวัง
พรรคการเมืองที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับนายปรีดี ซึ่งเป็นนายกรัฐมนตรีในเวลานั้น ได้ถือโอกาสใส่ร้ายป้ายสี กล่าวหาว่านายปรีดีมีส่วนพัวพันการสวรรคต ถึงกับจ้างคนไปตะโกนในโรงภาพยนตร์ว่า ปรีดีฆ่าในหลวง นายปรีดีได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีในเดือนสิงหาคม และ พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแทน ในเวลานั้นนายปรีดีเห็นเป็นโอกาสอันสมควรที่จะเดินทางไปเยือนมิตรประเทศตามคำเชิญของแต่ละประเทศตั้งแต่ครั้งสงครามยุติใหม่ๆ นายปรีดีและฉันจึงได้เดินทางไปเยือนมิตรประเทศ 9 ประเทศในเอเชีย ยุโรปและอเมริกาตามคำเชิญ เป็นเวลานาน 3 เดือน แม้เวลานั้น  นายปรีดี  จะไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี แต่นายปรีดีกลับเป็นผู้นำที่โดดเด่นและมีบารมีมากที่สุดคนหนึ่งในเอเชีย โดยเฉพาะบทบาทหัวหน้าเสรีไทยในระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ต่างประเทศจึงให้การต้อนรับอย่างสมเกียรติ

นอกจากนั้นยังมีโอกาสเข้าเฝ้ากษัตริย์ภูมิพลและพระราชชนนีศรีสังวาลย์ที่อยู่สวิตเซอร์แลนด์ และเดินทางต่อไปยังประเทศเดนมาร์ก สวีเดน และนอร์เวย์เป็นประเทศสุดท้าย ก่อนจะนั่งเครื่องบินกลับประเทศไทย มาลงที่แม่น้ำเจ้าพระยาบริเวณท่าเรือคลองเตย และได้รับการต้อนรับอย่างล้นหลามจากพี่น้องชาวไทย

-เมื่อรัฐบาลพรรคแนวรัฐธรรมนูญร่วมกับพรรคสหชีพเข้าบริหารประเทศ พล.ร.ต. ถวัลย์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี ดำเนินการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจด้วยการจัดตั้งองค์การสรรพาหาร มาจากสรรพ+อาหาร หรือซุปเปอร์มาร์เก็ต ซื้อของแพงมาจำหน่ายในราคาถูกเพื่อตรึงราคาสินค้า แต่รัฐบาลและนายกรัฐมนตรีกลับถูกกล่าวหาว่ามีส่วนรู้เห็นในการส่งข้าวชั้นดีออกขายนอกประเทศ เหลือแต่เพียงข้าวหักสำหรับเลี้ยงสัตว์ไว้ให้ประชาชนบริโภคในประเทศ
ฝ่ายค้านโดยพรรคประชาธิปัตย์เปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจยาวนานถึง 7วัน 7 คืน ติดต่อกัน คือระหว่างวันที่ 19 – 26 พฤษภาคม 2490 ซึ่งเป็นครั้งแรกที่มีการถ่ายทอดเสียงทางวิทยุ แม้ว่ารัฐบาลจะได้รับความไว้วางใจ แต่กระแสกดดันที่รุนแรงทั้งในและนอกสภาฯ ทำให้นายกรัฐมนตรีต้องลาออกในวันรุ่งขึ้น และได้รับเลือกกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีต่อทันทีในวันถัดมา จากความแตกแยกกันเองในหมู่นักการเมืองและประชาชนหลังเหตุการณ์สวรรคตของรัชกาลที่ 8 ประกอบกับมีการทุจริตคอร์รัปชั่นในวงราชการ ทำให้มีข่าวลือหนาหูว่าจะมีการรัฐประหาร  นายปรีดีได้กลับมาเมืองไทยในช่วงที่สถานการณ์ทางการเมืองตกต่ำสุดขีด

วันที่ 7 พฤศจิกายน 2490 หลวงอดุลฯ หรือ พล.อ. อดุล อดุลเดชจรัส ผู้บัญชาการทหารบก ได้มาหานายปรีดีที่บ้านพักทำเนียบท่าช้างเพื่อแจ้งข่าวว่าจะมีการทำรัฐประหาร ในเวลา 05.00 น. ของวันที่ 8 พฤศจิกายน แต่หลวงอดุลฯ ได้จัดการเรียบร้อยแล้ว โดยมีคำสั่งเรียกให้นายทหารทุกชั้นเข้ามารายงานตัว โดยไม่รู้ว่าคณะรัฐประหารได้ร่นเวลาเริ่มปฏิบัติการให้เร็วขึ้น ตั้งแต่เวลา 23.00 น. ของคืนวันที่ 7 กองกำลังรถถังส่วนหนึ่งบุกเข้าไปที่ เวทีลีลาศ สวนอัมพร เข้าควบคุมตัว หลวงธำรงนาวาสวัสดิ์ นายกรัฐมนตรี และรถถังอีกส่วนหนึ่งบุกเข้าไปประตูทำเนียบท่าช้างวังหลวงเพื่อควบคุมตัว นายปรีดี พนมยงค์

“วันนั้นหลวงอดุลย์ กับหลวงธำรงมารับประทานอาหารเย็น ฉันเข้านอนก่อนเพราะเป็นไข้ ต่อมาประมาณเที่ยงคืนฉันเห็นแสงไฟสาดเข้ามาในห้องนอน ทีหลังถึงรู้ว่าเป็นไฟจากรถถังที่จอดอยู่หน้าธรรมศาสตร์ แสงไฟจ้ามาก ฉันแปลกใจ รีบลงไปชั้นล่าง พบเด็กที่อยู่กับเรายืนอยู่กับตำรวจที่เป็นยามประจำบ้าน ฉันถามว่านายปรีดีอยู่ไหน เด็กบอกว่าท่านไปแล้ว ไม่ทันขาดคำ ทหารยิงเข้ามาในบ้าน เสียงปืนแผดสนั่นขึ้นกราวใหญ่ที่บริเวณชั้นบนของบ้านด้านริมถนน ลูกปาลวิ่งออกมาจากห้องนอนด้วยความตกใจและฉุดฉันขึ้นมานอนหมอบราบในห้องนอนของลูกๆ ผู้หญิงที่อยู่ด้านริมแม่น้ำและคอยถามว่าแม่เป็นอย่างไรบ่าง เพราะพวกเราปิดไฟอยู่ในความมืด ทุกคนตัวสั่นด้วยความตกใจกลัว
ฉันละล่ำละลักตะโกนสวนออกไปท่ามกลางเสียงห่ากระสุนที่ยังกึกก้องคำรามอย่างบ้าคลั่งว่า ..ที่นี่มีแต่เด็กกับผู้หญิง อย่ายิง..
สักครู่เสียงปืนจึงสงบลง แล้วดังขึ้นที่ประตูรั้วหน้าบ้านอีกครั้ง พร้อมกับทหารกลุ่มหนึ่งราว 4-5 คนบุกเข้ามา ฉันรอเสียงปืนเงียบจนแน่ใจจึงเดินลงมาเผชิญหน้า ทหารคนหนึ่งพูดว่า ที่มานี่ เราจะมาเปลี่ยนรัฐบาล ฉันย้อนถามกลับไปว่า ทำไมมาเปลี่ยนที่นี่ ทำไมไม่ไปเปลี่ยนกันที่สภาล่ะ
แล้วทั้งหมดก็เดินขึ้นมาค้นบ้าน เมื่อไม่พบอะไรที่พวกเขาต้องการ ก็พากันกลับ
ประมาณตีสี่ หลวงอดุลฯ มาหาฉัน บอกว่าได้ไล่ทหารพวกนั้นให้ไปอยู่ที่ป้อมพระสุเมรุ ไม่ให้ล่วงล้ำเข้ามาอีก สักครู่ พล.ต. วีรวัฒน์ วีรวัฒน์โยธิน ผู้บัญชาการกองพลที่ 1 มาเยี่ยม แล้วถามว่าเป็นอย่างไรบ้าง อาจารย์ปรีดีไปไหน ฉันก็ตอบไปเท่าที่ทราบในตอนนั้น

พอตอนสาย ๆ ร.อ. สมบูรณ์ (ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็นชาติชาย ชุณหะวัณ) นำกำลังทหารพร้อมรถถังบุกมาประตูหน้าทำเนียบท่าช้าง  เพื่อนสนิทของฉัน คุณฉลบชลัยย์ (ภรรยาคุณจำกัด พลางกูร) วิ่งออกไปยืนขวางพวกทหาร ไม่ให้เข้ามาใกล้บริเวณโรงรถเพราะเกรงว่าจะเอาสิ่งของต้องห้ามมาใส่ จึงให้คนในบ้านร่วมเป็นพยานการตรวจค้น ซึ่งก็ไม่มีอะไร

เช้าวันถัดมา 8พฤศจิกายน 2490  จึงทราบว่าคณะรัฐประหารมี พล.ท. ผิน ชุณหะวัณอดีตนายทหารนอกราชการ พ.อ.กาจ กาจสงคราม พ.อ.เผ่า ศรียานนท์ พ.อ.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ พ.อ.ถนอม กิตติขจร พท.ประภาส จารุเสถียร พ.ท.ก้าน จำนงภูมิเวช ร.อ.ชาติชาย ชุณหะวัณ ฯลฯ เข้ายึดอำนาจการปกครองและยกเลิกรัฐธรรมนูญ 2489 หลังจากนั้นได้เชิญนายควง อภัยวงศ์ เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว ก่อนที่จอมพล ป. พิบูลสงคราม จะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง

วันรุ่งขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์นายปรีดีได้ฝากคนมาแจ้งให้ฉันทราบว่าไม่ต้องเป็นห่วง ตอนนี้นายปรีดีหลบไปอยู่กับพวกทหารเรือที่กรมสรรพาวุธ บางนา ต่อจากนั้นไม่นาน พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ อดีตผู้ก่อการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 และผู้บัญชาการกรมนาวิกโยธิน ได้ช่วยนายปรีดีหลบภัยไปอยู่ที่กรมนาวิกโยธิน สัตหีบ มีเสรีไทยหลายคนเดินทางมาปรึกษาหารือกับนายปรีดี จนเมื่อฝ่ายรัฐประหารสืบทราบว่านายปรีดีหลบอยู่ในฐานทัพเรือ จึงมีหนังสือมาขอตัว นายปรีดีไม่อยากทำให้ทหารเรือเดือดร้อน จึงตัดสินใจเดินทางออกจากเมืองไทย โดยลักลอบออกจากท่าเรือกรุงเทพฯ ไปขึ้นเรือบรรทุกน้ำมันของอังกฤษมุ่งหน้าไปสิงคโปร์”

ในขณะที่พระยามานวราชเสวี ผู้สำเร็จราชการอีกคนนั้น ไม่ยอมลงนาม ทำให้การประกาศรัฐธรรมนูญใช้มีผลไม่สมบูรณ์เนื่องจากคณะผู้สำเร็จฯลงนามไม่ครบ แต่รัฐธรรมนูญฉบับนี้ถูกประกาศใช้สำเร็จในวันที่ 9พฤศจิกายน 2490 โดยมีผู้สำเร็จราชการฯลงนามเพียงคนเดียว

ทันทีที่การรัฐประหารเสร็จสิ้นลงโดยปราศจากการต่อต้าน คณะรัฐประหารนำโดย นาวาอากาศเอกกาจ ได้ให้ มจ. จักรพันธ์เพ็ญศิริ จักรพันธ์ ผู้เป็นบุตรเขย พาคณะรัฐประหารเข้าเฝ้ากรมพระยาชัยนาทนเรนทรรังสิตประยูรศักดิ์หนึ่งในคณะผู้สำเร็จราชการให้ทรงลงนามประกาศใช้ รัฐธรรมนูญ 2490 (ฉบับชั่วคราว) แต่เพียงพระองค์เดียว

หญิงเหล็กกับมรสุมทางการเมือง

สภาผู้แทนราษฎร ฉีกรัฐธรรมนูญปี 2489 ซึ่งถือเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความเป็นประชาธิปไตยมากที่สุด มีการลอบสังหาร จับกุมคุมขังฝ่ายตรงข้าม คือพรรคพวกของนายปรีดีจำนวนมาก ช่วงนั้นคณะรัฐประหารใช้วิธี จับผัวไม่ได้ก็จับเอาเมียไปขังแทน ภรรยาของเรือเอกวัชรชัยก็ถูกจับไปราวกลางเดือนธันวาคม 2490
“ฉันจึงตัดสินใจอพยพลูกๆหลบไปอยู่บ้านพักในค่ายดงตาลสัตหีบ ที่นายปรีดีเคยมาอยู่ ซึ่งพล.ร.ต.ทหาร ให้การต้อนรับเป็นอย่างดี พวกเราพักที่นั่นราวสองเดือนเศษ
พอเหตุการณ์ผ่านไปสักระยะ ฉันจึงกลับมาอยู่บ้านและย้ายจากทำเนียบท่าช้างมาอยู่ที่บ้านป้อมเพชร์ ถนนสีลม พยายามใช้ชีวิตตามปกติ จัดการให้ดุษฎีและวาณีลูกสาว 2คนเล็กเป็นนักเรียนประจำ และสุดาเป็นนักเรียนไปกลับเซ็นโยเซฟ ศุขปรีดาลูกชายคนที่ 2 เรียนที่กรุงเทพคริสเตียน ส่วนปาลบุตรคนโตเรียนชั้นเตรียมธรรมศาสตร์และการเมือง”
เดือนกุมภาพันธ์ 2491 ฉันเดินทางไปพบนายปรีดีตามลำพังที่เกาะเซนต์จอห์นอยู่ทางใต้ของสิงคโปร์ ซึ่งข้าหลวงของอังกฤษที่สิงคโปร์ได้จัดบ้านพักไว้รับรอง
ต่อมานายปรีดีลี้ภัยจากสิงคโปร์ไปอยู่ฮ่องกงและข้ามไปเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ในยุคสมัยเจียงไคเช็ค นายปรีดีต้องการลี้ภัยไปประเทศเม็กซิโก แต่รองกงสุลอเมริกันที่เซี่ยงไฮ้ซึ่งเป็นพวกซีไอเอ ขีดฆ่าวีซ่าผ่านแดนอเมริกา ทำให้นายปรีดีไม่สามารถไปเม็กซิโกได้ รองกงสุลอเมริกันคนนี้คือนายนอร์แมน ฮันนา ( Norman Hannah ) ต่อมาเป็นทูตสหรัฐประจำประเทศไทย
7 สิงหาคม 2491  “รัฐบาลได้ดำเนินการฟ้องร้องนายเฉลียว ปทุมรส นายชิต สิงหเสนีย์ และนายบุศย์ ปัทมศิรินทร์ ในคดีสวรรคต และตัดเงินบำนาญของนายปรีดีในฐานะอดีตนายกรัฐมนตรีและรัฐบุรุษอาวุโส ทำให้เรามีเพียงรายได้จากค่าเช่าบ้านสีลมซึ่งเป็นจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น  ทางรัฐบาลได้ส่งตำรวจมาคอยประกบติดตามตัวฉัน โดยเอารถมาจอดเฝ้าที่ร้านกาแฟฝั่งตรงข้ามบ้านป้อมเพชร์ ทำให้ฉันรู้สึกอึดอัดมาก พอออกจากบ้านก็ถูกสะกดรอยตลอดจากบุคคลลักษณะ ชายแปลกหน้า ใส่หมวก สวมแว่นตาดำ และคอยขับรถสะกดรอยตาม”

มรสุมลูกใหญ่กว่าเดิม

นายปรีดีติดตามรับฟังข่าวสารจากเมืองไทยเป็นระยะ และมีความคิดเสมอว่าจะกลับไปฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยในเมืองไทยอีกครั้ง จนเมื่อพลพรรคในประเทศได้แจ้งข่าวมาว่าสถานการณ์พร้อมแล้ว จึงได้ลักลอบเข้าไทย โดยมีทหารเรือเป็นกำลังสำคัญในการสู้รบกับฝ่ายรัฐประหาร ใช้ชื่อเรียกว่า ขบวนการประชาธิปไตย นายปรีดีได้แอบเดินทางกลับมาโดยปลอมตัวเป็นทหารเรือและติดหนวดปลอมปะปนเข้ามาพร้อมกับกลุ่มกบฏ แต่มีผู้พบเห็นและจำได้
เป้าหมายการก่อการในครั้งนี้ เพื่อต้องการเข้ามาเพื่อเจรจา โดยการเคลื่อนกำลังที่เหนือกว่าเข้าควบคุมสถานการณ์และเปิดการเจรจาให้จอมพล ป. กับคณะรัฐประหารยอมรับเงื่อนไขโดยสันติวิธี แต่ฝ่ายรัฐบาลก็รู้ตัวก่อนแล้ว เพราะจอมพล ป. ได้ออกประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน เตรียมรับสถานการณ์ ในวันที่  23 กุมภาพันธ์ 2492 ก่อนเกิดเหตุถึง 3วัน รวมทั้งได้มีการฝึกซ้อมรบด้วยกระสุนจริงของทหารบกที่ตำบลทุ่งเชียงรากจังหวัดปทุมธานี
“นายปรีดีได้กลับมาเยี่ยมบ้านเพียงชั่วครู่ในตอนค่ำของวันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2492 ฉันคัดค้านแผนการของเขาด้วยความห่วงใยเพราะทราบดีว่าสถานการณ์ครั้งนี้ต้องเดิมพันด้วยชีวิตและมีความเสี่ยงสูงมาก แต่นายปรีดียืนกรานที่จะกระทำการครั้งนี้ โดยวางแผนจะยึดอำนาจรัฐกลับคืนมาให้สำเร็จและฟื้นฟูประชาธิปไตยขึ้นมาใหม่
เวลาสามทุ่มของวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2492 นายปรีดีพร้อมด้วยมิตรร่วมรบได้มุ่งหน้าจากมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง บุกเข้าไปปลดอาวุธทหารรักษาพระบรมมหาราชวัง ใช้เวลาไม่นานก็สามารถตั้งกองบัญชาการที่วัดพระแก้วได้สำเร็จ และยึดสถานีวิทยุของกรมโฆษณาการพญาไทไว้ได้ ประกาศแต่งตั้งนายดิเรก ชัยนาม เป็นนายกรัฐมนตรี  พล.ร.ต.ทหาร ขำหิรัญ ผู้บัญชาการกองพลนาวิกโยธิน เป็นรัฐมนตรีกลาโหม ตั้งกองกำลังรักษาความสงบเรียบร้อยโดยมีพล.ร.ท.สินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือเป็นแม่ทัพใหญ่ สั่งปลดข้าราชการ 5 คน คือ พล.ท.ผิน ชุณหะวัณ ผบ.ทบ. พล.ท.กาจ กาจสงคราม รองผบ.ทบ. พ.ต.ท.ละม้าย อุทยานนท์ ผู้บังคับการตำรวจสันติบาล พล.ต.ท.หลวงชาติ ตระการโกศล อธิบดีกรมตำรวจ และพล.ต.ต.เผ่า ศรียานนท์ รองอธิบดีกรมตำรวจ มีการต่อสู้กันประปรายระหว่างสองฝ่าย”
เมฆหมอกแห่งเผด็จการทหารได้ปกคลุมประเทศอีกครั้งหนึ่ง จนกระทั่งเวลา 6.00 น. ของวันรุ่งขึ้น กำลังนาวิกโยธินจากสัตหีบที่นำโดย พล.ร.ต. ทหาร ขำหิรัญ และพล.ร.ต. สังวร สุวรรณชีพ ซึ่งจะต้องเป็นกำลังหลักเข้ายึดและควบคุมตามสถานที่สำคัญนั้นมาไม่ทันตามกำหนดนัดหมาย เนื่องจากยกกำลังมาแล้วมาติดน้ำลงที่ท่าข้ามแม่น้ำบางปะกง   ต้องรอเวลาน้ำขึ้น ทำให้ข้ามฝั่งแม่น้ำมาได้ไม่ทันเวลา พล.ต.สฤษดิ์ ธนะรัชต์ ผู้อำนวยการปราบปรามกบฏได้สั่งยิงปืนใหญ่ถล่มประตูพระบรมมหาราชวัง มีการต่อสู้อย่างรุนแรงระหว่างทหารบกกับทหารเรือตลอดแนวถนนราชปรารภ มักกะสัน ถนนเพชรบุรี เมื่อนายปรีดีเห็นว่ากำลังสนับสนุนเดินทางมาไม่ทันเวลา และเพื่อหลีกเลี่ยงการทำลายสถานที่อันทรงคุณค่าทางประวัติศาสตร์และวัตถุล้ำค่าของชาติในพระบรมมหาราชวัง นายปรีดีจึงสั่งการให้กองกำลังถอยร่นมาอยู่ในกองบัญชาการทหารเรือที่พระราชวังเดิมปากคลองบางกอกใหญ่ใกล้วัดอรุณระหว่างนั้น กองกำลังของฝ่ายรัฐบาลควบคุมพระนครไว้ได้ทั้งหมดแล้ว การก่อการเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ของนายปรีดีจึงประสบความล้มเหลว ต่อมาเรียกกันว่า กบฏวังหลวง
   “คืนนั้นคนสนิทได้พานายปรีดีหนีการไล่ล่าไปหลบซ่อนตามบ้านญาติหลายแห่ง จนในที่สุดนายสุธี โอบอ้อม ก็ได้พามาหลบอยู่ที่บ้านสวนฉางเกลือ ของบริษัทเกลือไทย ริมแม่น้ำเจ้าพระยาฝั่งธนบุรี ของคุณอุดร รักษมณี เป็นเวลากว่า 5เดือน เจ้าของบ้านกับภรรยาให้คนรับใช้ลาออกเพื่อรักษาความลับและได้คอยรับใช้และดูแลความปลอดภัยให้ด้วยตนเอง  ฉันคอยหลบตำรวจไปพบนายปรีดีที่บ้านหลังนั้น ขณะที่รัฐบาลเผด็จการทหารได้ตีพิมพ์หมายจับรูปนายปรีดีติดประกาศไปทั่ว และทำการปราบปรามฝ่ายนายปรีดีอย่างเหี้ยมโหด มีการจับกุมคุมขัง และลอบสังหารอดีตเสรีไทย นักศึกษาธรรมศาสตร์ ทหารเรือ และนักการเมืองเป็นจำนวนมาก นายปรีดีรับฟังข่าวคราวการสูญเสียมิตรสหายด้วยความเจ็บปวด  พ.ท.โผน อินทรทัต ผู้อำนวยการโรงงานยาสูบและอดีตเสรีไทยถูกตำรวจยิงเสียชีวิตในที่เกิดเหตุ  พ.ต.อ. บรรจงศักดิ์ ชีพเป็นสุข ผู้บังคับการสันติบาลซึ่งมิได้เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์ก็ถูกตำรวจสังหารที่บ้าน”

 

4 มีนาคม2492  เกิดการสังหารสี่อดีตรัฐมนตรีและ ส.ส. อีสาน คือ คุณทองอินทร์ ภูริพัฒน์ คุณถวิล อุดล คุณจำลอง ดาวเรือง และคุณทองเปลว ชลภูมิ โดยยิงทิ้งอย่างโหดร้ายทารุณ แต่ตำรวจออกข่าวว่ามีโจรมลายูชิงตัวผู้ต้องหาระหว่างทาง ส่วนนายทวี ตะเวทิกุลอดีตรัฐมนตรี ถูกตำรวจยิงเสียชีวิตหน้าวัด ธรรมนิมิตร จังหวัดสมุทรสาคร
“ความเจ็บปวดครั้งนี้ถึงกับทำให้นายปรีดีระบายออกมาด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า ฉันไม่อยากจะมีชีวิตอยู่อีกต่อไป จะอยู่ไปทำไม เราทำให้คนอื่นพลอยเดือดร้อน…ต้องตาย
ฉันได้แต่ปลอบประโลมเตือนสติให้มีชีวิตอยู่ต่อไป เพราะความตายคือการยอมรับความพ่ายแพ้  ตลอดคืนนั้นเราปรึกษากันถึงหนทางที่จะต้องทำต่อไปในอนาคตข้างหน้าทั้งของตัวนายปรีดีและครอบครัวของเรา ในภาวะเช่นนี้ ฉันต้องทำใจให้เข้มแข็ง ไม่ตีโพยตีพาย เพราะถ้าฉันแสดงความอ่อนแอออกมา ทุกสิ่งทุกอย่างคงจะยิ่งเลวร้ายลงไปมากกว่านี้”

“ในช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย ฉันอายุ 37 ปี เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ ที่ถูกสะกดรอยทุกฝีก้าว และต้องเลี้ยงลูกทั้ง 6คน ต้องตั้งสติให้มั่นคง มีจิตใจเข้มแข็ง คิดวางแผนจะช่วยสามีให้รอดปลอดภัยให้ได้ สุดท้ายฉันเองต้องเป็นคนวางแผนให้นายปรีดีเดินทางออกนอกประเทศได้อย่างปลอดภัย….
ฉันลงเรือกลับออกมาจากบ้านหลังนั้นตอนตีสี่ มาขึ้นที่ตลาดบางรัก แล้วเดินเลี่ยงเข้ามาทางป่าช้าสีลมที่สงบเงียบวังเวงเพียงคนเดียว ด้วยเกรงว่าหากนั่งรถรางหรือมาทางถนนใหญ่แล้วจะต้องพบกับคนที่รู้จัก เพราะขณะนั้นทุกคนในย่านสีลมต่างทราบดีว่าฉันเป็นใครและกำลังอยู่ในฐานะอะไร
นับแต่วันนั้นฉันไม่ได้ไปพบนายปรีดีอีก เพราะเกรงว่าจะเป็นอันตรายกับนายปรีดีและพรรคพวก แต่ในสมองของฉันนั้นครุ่นคิดถึงแผนการที่จะนำบุคคลทั้งหมดออกนอกประเทศให้ได้
ฉันใช้เวลากว่า 5 เดือนในการติดต่อหาเรือประมงและกัปตันเรือที่ไว้ใจได้ เพื่อพานายปรีดีและผู้ติดตามออกนอกประเทศ แต่ฉันไม่เคยคิดว่า การเดินทางออกนอกประเทศของนายปรีดีในครั้งนี้จะเป็นการอำลาจากผืนแผ่นดินไทยไปชั่วชีวิต……
แผนการเริ่มต้นด้วยการให้ลูกปาลขับรถออกมาจากบ้าน ไปจอดในบ้านพี่สาวที่ถนนสุรวงศ์ แล้วแอบออกทางหลังบ้านขึ้นรถสามล้อมาที่สวนลุมพบคนที่นัดไว้

พอตอนเย็นวันที่ 6 สิงหาคม 2492 เรือประมงที่ฉันได้ยืมมาจากคุณมิ่ง เลาห์เรณู ส.ส. ประจวบคีรีขันธ์ ได้แล่นทวนน้ำมารับนายปรีดีที่ท่าเรือบ้านสวนฉางเกลือ คณะทั้งหมดปลอมตัวกันเป็นชาวประมง โดยมีเรือตรี อมฤต วิสุทธิธรรม เป็นกัปตันเรือ  กะเวลาให้เรือถึงด่านศุลกากรที่ปากน้ำตอนค่ำก่อนด่านปิดไม่กี่นาที เพื่อหลีกเลี่ยงการตรวจค้นอย่างละเอียด เรือประมงลำเล็กไปถึงป้อมพระจุลฯได้ทันเวลาพอดี และผ่านออกไปได้  โดยต้องเดินทางลัดเลาะเลียบชายฝั่ง เพื่อเลี่ยงคลื่นลมพายุกลางทะเล มุ่งลงใต้

“หลังจากนายปรีดีลี้ภัยไปอยู่เมืองจีน ฉันต้องทำหน้าที่ทั้งพ่อและแม่เลี้ยงลูกทั้ง 6 คน หารายได้มาจุนเจือครอบครัวด้วยการทำขนมเค้กขาย และติดตามข่าวสารบ้านเมืองทั้งในและต่างประเทศอย่างใกล้ชิด ฉันเลี้ยงลูกทั้ง 6 คนเอง โดยมีพี่เลี้ยงเป็นผู้ช่วย ฉันให้นมลูกคนละประมาณ 1 ถึง 3เดือน พอไม่มีน้ำนมก็ให้นมผง แล้วก็เสริมอาหารประเภทน้ำข้าว กล้วยน้ำว้า มะละกอ… ลูกฉันทั้ง 6 คน เว้นคนโต คือลลิตา ซึ่งสมองไม่พัฒนา ทุกคนมีการมีงานที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองและต่อสังคม แค่นี้สำหรับผู้เป็นแม่ก็พอใจแล้ว”
ประมาณต้นปี 2494 ฉันพาลูกสุดาซึ่งจบม. 8 แล้วไปเข้าเรียนต่อที่ประเทศฝรั่งเศสด้านดนตรี ให้เป็นวิชาชีพต่อไป โดยได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลฝรั่งเศส

กบฏแมนฮัตตัน 29 มิย. 2494

เหตุการณ์วันที่ 29 มิถุนายน 2494 มีทหารเรือกลุ่มหนึ่งเรียกตัวเองว่ากลุ่มกู้ชาติ เข้าจี้จับตัวจอมพล ป ในขณะที่กำลังมีพิธีรับมอบเรือขุดสันดอนแมนฮัตตันซึ่งรัฐบาลสหรัฐมอบให้เป็นของขวัญที่ท่าราชวรดิฐ ไปควบคุมไว้ในเรือหลวงศรีอยุธยา มีการทิ้งระเบิดจากเครื่องบินใส่เรือหลวงศรีอยุธยา กลางแม่น้ำเจ้าพระยา จอมพล ป ต้องว่ายน้ำหลบหนีออกมาต่อมา พล.ร.อ.สินธุ์ กมลนาวิน ผู้บัญชาการทหารเรือต้องโทษตัดสินจำคุก 3 ปี และมีการปรับลดอัตรากำลังพลของกองทัพเรือลงมาก เพราะถือเป็นความพยายามก่อรัฐประหารเป็นครั้งที่ 2 ติดต่อกันของทหารเรือ ต่อจากกบฏวังหลวง  ที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านั้นเพียง 2 ปี  ย้ายกองสัญญาณทหารเรือที่ถนนวิทยุ  ต่อมาเป็นที่ตั้งของโรงเรียนเตรียมทหาร และสวนลุมไนท์บาซาร์

สงครามเกาหลี 25 มิถุนายน 2493 กองทัพเกาหลีเหนือประมาณ 60,000 คน ได้เคลื่อนกำลังผ่านเส้นขนานที่ 38 ลงมายังยึดกรุงโซล นครหลวงของเกาหลีใต้ไว้ได้ ภายใน 3วัน คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ ได้เปิดประชุมเป็นการฉุกเฉิน และได้มีมติให้ทั้งสองฝ่ายหยุดรบทันที  ให้ฝ่ายเกาหลีเหนือถอนกำลังกลับไปอยู่เหนือเส้นขนานที่ 38 สหรัฐอเมริกาจัดหาทหารราว 88% ของทหารนานาชาติ 341,000นาย ส่งไปช่วยเหลือกองกำลังเกาหลีใต้ขับไล่ทหารเกาหลีเหนือผ่านเส้นขนาน ที่ 38 ขึ้นไปเกือบถึงแม่น้ำยาลู แต่สาธารณรัฐประชาชนจีนได้ส่งทหาร 200,000 คนเข้ารบช่วยเกาหลีเหนือ ทำให้กองกำลังเกาหลีใต้และพันธมิตรถอยกลับไปใต้เส้นขนานที่ 38 อีกครั้ง รัฐสภาไทยให้ความเห็นชอบตามคำเสนอของรัฐบาล เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม 2493  ส่งกำลังทหาร 1 กรมผสม มีกำลังพลประมาณ 4000 คน ไปร่วมรบกับสหประชาชาติในเกาหลี  มีทหารไทยพลีชีพไป 136 นาย  การสู้รบยุติลงเมื่อวันที่ 27กรกฎาคม 2496  เมื่อมีการลงนามในความตกลงการสงบศึก ใช้เส้นขนานที่ 38 เป็นแนวกันชน

ปัญญาชนหลายคนในเมืองไทย ได้ร่วมกันจัดตั้ง คณะกรรมการสันติภาพสากลแห่งประเทศไทย เพื่อเรียกร้องสันติภาพและต่อต้านการใช้ระเบิดปรมาณู มีการล่ารายชื่อผู้ที่เห็นด้วยกับสันติภาพ แต่ก็ถูกรัฐบาลทหารกวาดจับ ข้อหาฝักใฝ่คอมมิวนิสต์ ถึง 104 คน
10 พฤศจิกายน 2495  กรมตำรวจได้ออกแถลงการณ์ว่า ด้วยปรากฏจากการสอบสวนของกรมตำรวจว่า มีบุคคลคณะหนึ่งได้สมคบกันกระทำผิดกฎหมาย ด้วยการยุยงให้มีการเกลียดชังกันในระหว่างคนไทย เพื่อก่อให้เกิดการแตกแยก เกิดการทำลายกันเอง โดยใช้อุบายต่างๆ เช่น ปลุกปั่นแบ่งชั้น เป็นชนชั้นนายทุนบ้าง ชนชั้นกรรมกรบ้าง ชักชวนให้เกลียดชังชาวต่างประเทศที่เป็นมิตรของประเทศบ้าง อันเป็นการที่อาจจะทำให้เสื่อมสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ ยุยงให้ทหารที่รัฐบาลส่งออกไปรบในเกาหลี ตามพันธะที่รัฐบาลมีอยู่ต่อองค์การสหประชาชาติ ให้เสื่อมเสียวินัย เมื่อเกิดการปั่นป่วนในบ้านเมืองได้ระยะเวลาเหมาะสมแล้ว ก็จะใช้กำลังเข้าทำการเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบอื่น ซึ่งมิใช่ระบอบประชาธิปไตย ด้วยการชักจูงชาวต่างประเทศเข้าร่วมทำการยึดครองประเทศไทย…จากนั้นยังได้ทยอยจับกุมประชาชนเพิ่มเป็นระยะๆ รัฐบาลได้จับกุมนักศึกษา นักหนังสือพิมพ์ นักการเมือง ทนายความ เช่น กุหลาบ สายประดิษฐ์  เปลื้อง วรรณศรี อุทธรณ์ พลกุล  สุวัฒน์ วรดิลก มารุต บุญนาค สุพจน์ ด่านตระกูล ปาล พนมยงค์ ในข้อหายุยงให้เกิดความแตกแยกไม่สงบขึ้นในบ้านเมือง ทั้งหมดถูกตั้งข้อหา กบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร ที่เรียกกันว่า กบฏสันติภาพ

“ตอนนั้นลูกปาลถูกเกณฑ์ทหารและอยู่ระหว่างลาป่วยมาพักผ่อนที่บ้านสาทร ตำรวจก็มาจับตัวถึงในบ้านไปขังไว้ที่สถานีตำรวจสามยอด  สองวันต่อมา ฉันเป็นเถ้าแก่หมั้นคุณศักดิ์ชัย บำรุงพงศ์ (หรือ เสนีย์ เสาวพงศ์ เจ้าของบทประพันธ์เรื่องปีศาจ และความรักของวัลยา ) ตำรวจก็มาจับฉันในงาน และนำตัวฉันไปตรวจค้นที่บ้าน ระหว่างทางฉันแวะรับลูกดุษฎีและวาณีที่โรงเรียนเซนต์โยเซฟ และคืนนั้นต้องพาลูกสาวไปนอนในคุกที่สันติบาลด้วยกันเพราะที่บ้านไม่มีใครดูแล นายตำรวจที่ทำหน้าที่สอบสวนฉันคือ พระพินิจชนคดี พี่เขยของ ม.ร.ว. เสนีย์ และ ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ที่เชี่ยวชาญในการสร้างพยานเท็จกรณีสวรรคตของรัชกาลที่ 8 เขาถามฉันว่ารู้จัก พลเรือตรี ทหาร ขำหิรัญ ผู้บัญชาการนาวิกโยธิน ที่ทางการกำลังล่าตัวอยู่ไหม เนื่องจากสถานการณ์ยังไม่น่าวางใจ มีการติดตามจับกุมผู้เกี่ยวข้อง หากจับสามีไม่ได้ก็มาจับภรรยาไปแทน ฉันจึงไปอาศัยบ้านพักคุณทหารที่สัตหีบเกือบสามเดือน

หลังจากนั้นตำรวจจับฉันขัง 12วัน แล้วก็พาไปศาลอาญาเพื่อขออำนาจฝากขังต่อ และทุก 12วันฉันก็ต้องถูกนำมาฝากขังต่อ โดยอ้างว่าพยานที่รู้เห็นการกระทำของฉันอยู่ต่างประเทศ มาให้การไม่ได้

หลังจากติดคุกได้ 84 วัน ตำรวจก็เสนอสำนวนสอบสวนไปกรมอัยการเพื่อให้ฟ้องฉันข้อหากบฏ แต่กรมอัยการพิจารณาแล้วไม่สั่งฟ้องเพราะหลักฐานไม่เพียงพอ ขณะที่ปาลและพวกถูกอัยการสั่งฟ้องในข้อหากบฏภายในและภายนอกราชอาณาจักร พอศาลตัดสินแล้วจะเอาลูกขึ้นรถไปเรือนจำลหุโทษ ฉันกลัวว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับลูก ฉันก็ขึ้นรถไปส่งลูกชายคนโตเดินเข้าเรือนจำด้วยความสะเทือนใจ ลูกติดคุก สามีก็หายไป ไม่รู้เป็นตายร้ายดีประการใด เหตุการณ์ร้ายแรงที่เกิดขึ้นกับครอบครัวครั้งแล้วครั้งเล่า บีบคั้นทั้งร่างกายและจิตใจของฉันเกินกว่าที่ฉันจะอยู่เมืองไทยซึ่งไม่มีใครรับประกันความปลอดภัยได้ น้ำหนักตัวฉันลดฮวบลงเหลือเพียง42 กิโลกรัม ฉันได้รับการปล่อยตัวในเดือนกุมภาพันธ์ 2496” 

เดือนเมษายน 2496 ฉันจึงตัดสินใจเดินทางไปหาลูกสุดาที่เรียนอยู่ที่ฝรั่งเศส ซึ่งคุณแม่และญาติๆ ล้วนเข้าใจถึงความจำเป็นที่บีบคั้นอยู่ ฉันจำต้องทิ้งลูก 3 คน ไว้กับคุณแม่และน้องๆให้ช่วยดูแล คือ ลูกลลิตาที่สุขภาพไม่สมบูรณ์ ลูกศุขปรีดาที่กำลังเรียนหนังสือ และลูกปาลที่อยู่ในคุก ส่วนลูกดุษฎีและวาณียังเด็กอยู่ ฉันจึงตัดสินใจพาไปด้วย เกรงว่าถ้าฝากไว้ทางนี้จะเป็นภาระแก่ญาติพี่น้องเกินไป ฉันได้หาโอกาสไปเยี่ยมลูกปาลที่ห้องพิจารณาคดีพิเศษของศาลอาญาสำหรับคดีทางการเมืองในสมัยนั้น เพื่อบอกเล่าถึงความจำเป็นในการตัดสินใจเดินทางออกนอกประเทศ พร้อมกับเอ่ยเตือนให้ลูกปาลมีจิตใจเข้มแข็งอดทนต่อสภาพการณ์ที่กำลังเผชิญอยู่ เมื่อทุกอย่างพร้อมแล้ว ฉันกับลูกเล็กทั้งสองจึงเตรียมตัวออกเดินทาง
ในเวลานั้น ฉันเองก็ไม่ทราบว่าการเดินทางครั้งนั้นเป็นการไปใช้ชีวิตในต่างแดนยาวนานถึง 34 ปี”

ชีวิตในต่างแดน
“เราสามแม่ลูกมาถึงกรุงอัมสเตอร์ดัมประเทศเนเธอร์แลนด์ จากนั้นโดยสารเครื่องบินขนาดเล็กมุ่งหน้าสู่กรุงปารีสไปพักกับลูกสุดาซึ่งมาเรียนอยู่ที่ปารีสอยู่ก่อนแล้ว
หลายเดือนผ่านไป ฉันยังมองไม่เห็นหนทางใดเลยว่าจะทำอย่างไรต่อจากนี้ อนาคตข้างหน้าดูมืดมนนัก เงินทองที่รวบรวมติดตัวมา ก็ร่อยหรอลงทุกวัน
วันหนึ่งใน เดือนสิงหาคม 2496 มีจดหมายของนายปรีดี ซึ่งกำลังลี้ภัยอยู่ปักกิ่ง บอกให้ฉันเดินทางไปสวีเดน ติดต่อสำนักผู้แทนการทูตจีน เพื่อเดินทางเข้าประเทศจีน การเดินทางไปประเทศจีนซึ่งปกครองโดยพรรคคอมมิวนิสต์ในสมัยนั้นเป็นเรื่องอันตรายและเป็นไปได้ยาก จึงต้องเก็บเป็นความลับสุดยอด ฉันตัดสินใจพาดุษฎีและวาณีเดินทางไปอยู่กับนายปรีดีที่ปักกิ่งและให้ลูกสุดาเรียนต่อไปที่ปารีสจนกว่าจะจบ
ฉันกับลูกเล็กสองคนออกเดินทางจากปารีส วันที่ 13พฤศจิกายน 2496 ไปยังกรุงสตอกโฮล์ม ประเทศสวีเดน เพื่อพบทูตจีนรับตั๋วเครื่องบินเดินทางไปกรุงเฮลซิงกิ ประเทศฟินแลนด์ เพื่อข้ามไปทางสหภาพโซเวียต ก่อนจะไปมอสโค ฉันเลือกเดินทางโดยรถไฟสายทรานไซบีเรียที่ยาวที่สุดในโลก ตลอดเส้นทาง 8 วัน 8 คืน ที่ส่วนใหญ่เห็นแต่หิมะขาวโพลนสุดสายตา บ้านเรือนในแถบไซบีเรียดูเวิ้งว้าง สงบเงียบท่ามกลางความหนาวเย็น

ฉันได้พบนายปรีดีกับคณะที่ชายแดนแมนจูเรีย และพากันโดยสารรถไฟออกจากแมนจูเรียใช้เวลาข้ามคืนจึงถึงกรุงปักกิ่ง บ้านหลังแรกที่ฉันไปพักเป็นตึกชั้นเดียวแบบตะวันตกซึ่งนายปรีดีอยู่มาก่อน ต่อมาในปี 2497  ทางการจีนได้จัดที่พักให้เราแห่งใหม่ใกล้พระราชวังจงหนานไห่ซึ่งเป็นที่พักของเจ้าหน้าที่ระดับสูงสุดของประเทศ เป็นบ้านทรงจีนโบราณหลังใหญ่ มีบริเวณ กำแพงรอบสี่ทิศ
ระหว่างนั้นได้ทราบข่าวจากวิทยุอินเดียรายงานข่าวว่า ปาลถูกศาลตัดสินจำคุก 20 ปี แต่เราก็ไม่สามารถทำอะไรได้ หวังเพียงว่าความเข้มแข็งของลูกปาลคงจะปกปักรักษาตัวได้อย่างปลอดภัยในระหว่างที่ถูกจำคุก  ต่อมาลูกปาลกับผู้ต้องหาคดีกบฏสันติภาพก็ได้รับการพระราชทานนิรโทษกรรม เนื่องในโอกาสเฉลิมฉลองกึ่งพุทธกาลในปี 2500 หลังจากถูกขังอยู่เกือบ 5 ปี”
ช่วงลี้ภัยในต่างแดน

ประมาณเดือนมิถุนายน 2499  “นายปรีดีทำเรื่องขอความอนุเคราะห์จากจีนในการจัดสถานที่ให้อยู่ในเขตอบอุ่น เนื่องจากนายปรีดีและฉันเริ่มมีอายุ ไม่สามารถทนสภาพอากาศหนาวจัดในปักกิ่งที่อุณหภูมิติดลบ15 องศาตลอดช่วงฤดูหนาว  ทางการจีนได้จัดหาสถานที่พำนักแห่งหนึ่งให้ ณ เมืองกวางโจว เมืองหลวงของมณฑลกวางตุ้ง ทางภาคใต้ที่มีอากาศอบอุ่นกว่ามาก

การเดินทางย้ายจากนครปักกิ่งมาในครั้งนั้น ต้องโดยสารรถไฟเป็นระยะทางร่วม 2500 กิโลเมตร ใช้เวลา 2 วัน 2 คืนจึงมาถึงเมืองอู่ฮั่น ซึ่งต้องข้ามแม่น้ำแยงซีเกียง รถไฟทั้งขบวนต้องลงแพขนานยนต์ข้ามแม่น้ำ เพราะสมัยนั้นยังไม่มีสะพานข้าม ลูกๆ ของเราก็เข้าเรียนที่นี่ ความเป็นอยู่ที่กวางโจวนั้นเรียบง่ายและสงบสุขไปตามประสา ฉันใช้ชีวิตความเป็นแม่บ้านเต็มที่  ส่วนนายปรีดีทำงานศึกษาตำรับตำราวิชาการต่างๆ ซึ่งในจีนนั้นมีหนังสือนานาชนิดสำหรับการค้นคว้าอย่างพรั่งพร้อมทุกภาษา ญาติมิตรทางประเทศไทย ต้องแอบติดต่อกัน เพราะทางการไทยเพ่งเล็งเรื่องลัทธิการปกครอง”

พอปี 2500 “ฉันได้รับข่าวจากกรุงเทพ ว่าคุณแม่ล้มป่วยลงด้วยโรคชรา ฉันตัดสินใจเดินทางกลับเข้ามาเพื่อปฏิบัติภาระหน้าที่สำคัญของลูก ฉันนั่งรถไฟจากกวางโจวเพื่อมาขึ้นเครื่องบินที่เกาลูน การขออนุญาตกลับเข้ามาค่อนข้างลำบาก เพราะประเทศไทยไม่มีความสัมพันธ์ทางการทูตกับจีน มีเพียงกงสุลไทยที่ฮ่องกง ฉันต้องขออนุมัติจากกระทรวงการต่างประเทศเป็นกรณีพิเศษ บังเอิญว่าฉันรู้จัก กรมหมื่นนราธิปพงศ์ประพันธ์ท่านเป็นรัฐมนตรีจึงได้รับอนุมัติ

ฉันกลับมาบ้านป้อมเพชร์ในเดือนเมษายน ได้พบลูกปาลที่เพิ่งออกจากคุก ฉันปรนนิบัติดูแลคุณแม่ได้เดือนเศษ หลังจากมีงานฉลองกึ่งพุทธกาลราวกลางเดือนพฤษภาคม2500 ไปแล้วไม่กี่วัน คุณแม่ก็ถึงแก่กรรมลงอย่างสงบ ระหว่างนั้นสภาพการเมืองไทยก็ยังคงวกวนกลับเข้าสู่วงจรแห่งความวุ่นวายอีกครั้ง เมื่อรัฐบาลจอม ป ถูกจอมพลสฤษดิ์ยึดอำนาจ จนต้องลี้ภัยไปญี่ปุ่น มีการแต่งตั้งนายพจน์ สารสินให้มาเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราวราว 3 เดือน หลังการเลือกตั้งแล้วมีการแต่งตั้งจอมพลถนอมให้เป็นนายก ท่ามกลางความวุ่นวายทางการเมือง จอมพลสฤษดิ์จึงทำการยึดอำนาจอีกครั้งหนึ่งในเดือนกันยายน 2501 หลังจากนั้นไม่กี่วันฉันก็เตรียมตัวเดินทางกลับประเทศจีนเพราะเห็นว่าสถานการณ์ในเมืองไทยกลับมาสู่เผด็จการที่โหดเหี้ยมเหมือนเดิม”

“ฉันกลับมาอยู่ที่กวางโจวอีกครั้งในปลายปี 2501พร้อมกับลูกปาลที่มาเยี่ยมนายปรีดีหลังจากที่พ่อลูกไม่ได้พบกันมานานเกือบสิบปี ลูกปาลกับศุขปรีดาได้เดินทางกลับออกมา และไปเรียนต่อที่ฝรั่งเศสในภายหลัง  เราทั้งสองใช้ชีวิตครอบครัวอย่างสงบสุขที่กวางเจาเหมือนคู่สามีภรรยาทั่วไป มีบางครั้งที่ทางการจีนเชิญเราเข้าร่วมงานพิธีในฐานะเป็นแขกของรัฐบาลจีนคนหนึ่งอย่างสมเกียรติ ที่มหาศาลาประชาคมเทียนอันเหมิน ลูกๆ ของเราของเราก็เรียนรู้ภาษาจีนเป็นอย่างดี ฉันก็พอรู้บ้าง แต่นายปรีดีนั้นไม่ได้เลย ต้องมีล่ามติดตามด้วยเสมอ  เลขาธิการพรรคในตอนนั้น คือ เติ้งเสี่ยวผิง ท่านมีความเกื้อกูลต่อครอบครัวของเรามาก ให้เราย้ายบ้านจากเดิมที่เป็นสถานกงสุลฝรั่งเศส ให้มาอยู่บ้านใหม่ที่เคยเป็นสถานกงสุลของอังกฤษ เป็นตึกหลังใหญ่กว่าเดิมมีบริเวณกว้างขวาง มีสนามหญ้าหน้าบ้าน ใกล้ๆ เป็นลำน้ำจูเจียงที่สวยงาม วิทยุสามารถรับคลื่นจากสถานีทั่วโลกได้มากกว่า และมีคนคอยส่งหนังสือพิมพ์ของไทยมาให้อ่าน มีญาติมิตรจากเมืองไทยที่แอบเดินทางมาเยี่ยมเยียน”
(อ่านเพิ่มเติม กรณี จอมพลป. พยายามรื้อฟื้นคดีสวรรคต)

บั้นปลายในฝรั่งเศส บันทึกหน้าสุดท้าย
“ฉันอยู่ที่กวางโจวจนถึงปี 2510 จึงออกเดินทางไปฝรั่งเศสพร้อมกับลูกสุดาซึ่งมาเยี่ยมพ่อตั้งแต่ปี 2502 แต่กลับเข้าประเทศไทยไม่ได้ เพราะรัฐบาลไทยกวดขันเรื่องภัยคอมมิวนิสต์

พฤษภาคม  2513 นายกรัฐมนตรีโจวเอินไหลอำนวยความสะดวกให้นายปรีดีเดินทางจากประเทศจีนไปยังกรุงปารีส เพื่อให้บุตรหลานและญาติมิตรร่วมฉลองอายุครบรอบปีที่ 70กรุงปารีสเป็นเมืองที่นายปรีดีคุ้นเคยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อ 40 กว่าปีก่อน เขาเคยมาศึกษาระดับปริญญาเอกนานถึง 8 ปี เมื่อนายปรีดีอพยพครอบครัวมาอยู่ที่นี่อีกครั้งจึงได้มีโอกาสพบปะสนทนากับญาติสนิทมิตรสหาย ลูกศิษย์ลูกหา นักศึกษาที่แวะเวียนมาเยี่ยมเยียนสม่ำเสมอ และใช้เวลาเขียนสำนวนคดีฟ้องหมิ่นประมาทผู้ที่กล่าวหาว่าเขาพัวพันในกรณีสวรรคต ซึ่งทุกคดีที่นายปรีดีเป็นโจทก์ฟ้อง ศาลตัดสินให้ชนะคดีทั้งหมด

กันยายน 2524 “เราก็ต้องประสบความสะเทือนใจครั้งใหญ่ เมื่อปาลบุตรชายคนโตได้จากไปด้วยโรคมะเร็งในวัย 50 ปี สองปีต่อมา ในตอนสายของวันที่ 2 พฤษภาคม 2526 นายปรีดีก็ได้ถึงแก่กรรมอย่างสงบในบ้านอองโตนี ด้วยวัย 83 ปี ฉันจำได้ว่า วันนั้นนายปรีดีนั่งเขียนหนังสือ พอเขียนเสร็จ ก็วานให้ฉันไปตามลูกสุดาให้มาช่วยตรวจทานอีกครั้ง พอฉันกลับเข้ามา ก็เห็นนายปรีดีถอดแว่น พูดอะไรสองสามคำ แล้วเอนตัวลงพิงพนักเก้าอี้คอพับแล้วนิ่งไป ฉันก็รีบไปหยิบยาฉุกเฉิน โทรศัพท์เรียกรถพยาบาล แต่นายปรีดีได้สิ้นใจอย่างสงบ สีหน้าเรียบ ไม่มีร่องรอยของความเจ็บปวดหรือทุกข์ทรมานปรากฏให้เห็น  (หาอ่านเพิ่มเติม..)

เมื่อจัดการศพนายปรีดีเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ฉันจึงตัดสินใจขายบ้านในฝรั่งเศสแล้วย้ายกลับมาอยู่ที่เมืองไทยเป็นการถาวรในปี 2530 ใช้ชีวิตอย่างสงบในบ้านพักย่านถนนสวนพลู และช่วยงานสังคมเป็นระยะโดยเฉพาะงานที่เกี่ยวข้องกับนายปรีดี ฉันถือว่าเป็นหน้าที่ที่พึงกระทำในฐานะภรรยาของสามี และมารดาของบุตร ฉันเชื่อเสมอว่าครอบครัวยังคงเป็นสถาบันที่สำคัญในชีวิตของมนุษย์ แม้ว่าเราจะต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่างๆที่บีบบังคับเสียจนบ้านแตกสาแหรกขาด หากครอบครัวของเรายังคงอยู่ลูกๆทุกคนได้ร่วมกันต่อสู้ฟันฝ่าอุปสรรคเคียงข้างฉันและนายปรีดีอย่างเข้มแข็งและอดทนมาโดยตลอด นั่นคือความภูมิใจที่สุดในชีวิตของฉันแล้ว ฉันเชื่อว่าสรรพสิ่งในโลกย่อมเปลี่ยนผันไปตามกรรม”

วันที่ 11 พฤษภาคม 2550 คุณพูนศุข พนมยงค์ มีอาการทางโรคหัวใจทรุดหนักลง กระทั่งถึงแก่อนิจกรรมโดยสงบเมื่อเวลา 2.00 น. ย่ำรุ่งของวันที่ 12 ด้วยโรคหัวใจล้มเหลว อายุ95  ปี 4 เดือน 9 วัน
……

(คัดย่อจากบทความ รวบรวมเรียบเรียงโดย สนามหลวง2008)

Post Author: Admin Admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *