Project หนังใหม่ : Based on a True story4: มายาเกซ

ชื่อเรื่อง : มายาเกซ มายา…สงคราม+การเมือง

Mayaguez incident : Maya of Politic & War [MAYAGUEZ / MAYA QUEST]

อ้างอิง – ปฏิบัติการจริง การช่วยเหลือตัวประกันลูกเรือมายาเกซ เรือบรรทุกสินค้าเวชภัณฑ์และเสบียงสัญชาติอเมริกัน ซึ่งแล่นระหว่างฮ่องกงและท่าเรือสัตหีบ จ. ชลบุรี ประเทศไทย ขณะที่แล่นอยู่ห่างจากชายฝั่งของประเทศกัมพูชาเพียง 60 ไมล์ ซึ่งถือเป็นเขตน่านน้ำสากล ได้ถูกเรือปืนจำนวนหลายลำของกัมพูชาประชาธิปไตย (เขมรแดง) เข้าล้อมและบุกยึด จับตัวประกันซึ่งเป็นกัปตันและลูกเรือไว้ได้ทั้งหมด 39 คน การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการหยามหน้ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรงด้วยขณะนั้นสงครามเวียดนาม เพิ่งยุติลงได้เพียงไม่กี่วัน เนื่องจากการที่กองทัพเขมรแดงและเวียดนามเหนือสามารถบุกยึดกรุงไซง่อน ประเทศเวียดนามใต้ และกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของลัทธิคอมมิวนิสต์ และเป็นความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์ของกองทัพสหรัฐอเมริกา

PLOT :  วินเซนท์ นายทหารอเมริกัน ปฏิบัติหน้าที่ในการช่วยเหลือตัวประกันอย่างห้าวหาญไว้ลายชายชาติทหาร โดยรับการช่วยเหลืออย่างลับๆ จาก ชาติกล้า เพื่อนทหารไทย แต่หลังวีรกรรมครั้งสุดท้ายในเอเซียอาคเนย์ เขายังต้องเผชิญปัญหาจากการเมือง สังคม ค่านิยม อุดมการณ์ ความแตกต่าง  เป็นมรสุมชีวิตครั้งใหญ่ ซึ่งไม่ต่างกับสนามรบ จนต้องพิสูจน์กันถึงมนุษยธรรม

SYNOPSIS : เล่าเรื่องผ่าน จอห์น วินเซนท์ นายทหารอเมริกันคนหนึ่ง ที่มี “เมีย”เป็นคนไทย (อดีตเมียเช่า)เขาถูกเรียกตัวจากฐานทัพที่อุดรเพื่อมาร่วมภารกิจ โดยมีปฏิบัติการอันห้าวหาญ และได้รับการช่วยเหลืออย่างไม่เป็นทางการ จาก ผู้พันชาติกล้า นายทหารไทย(เคยร่วมรบในเวียตนาม) จนสามารถปฏิบัติภารกิจได้สำเร็จ แต่เรื่องกลับบานปลายเมื่อนักศึกษาและประชาชนไทย ไม่พอใจ เกิดการประท้วงขับไล่ให้ทหารสหรัฐอเมริกาถอนทัพไปให้หมด…วินเซนท์จึงพยายามพาเมียและลูกไปอเมริกาด้วย แต่…มีภารกิจลับที่เขายังต้องสะสาง เพื่อช่วย ชาติกล้าตอบแทน เพราะชาติกล้ากำลังตกอยู่ในอันตรายที่ชายแดนเขมร ในยุคที่เขมรแดงกำลังเรืองอำนาจ…

Theme: ท่ามกลางความขัดแย้งทางการเมือง ทหารต้องทำตามหน้าที่ที่ถูกวางโดยกองทัพและรัฐบาล ขณะที่เรื่องส่วนตัวก็ต้องทำหน้าที่ของสามีและพ่อ โดยมี “เพื่อน”ต่างเชื้อชาติ คอยช่วยเหลืออย่างมีมนุษยธรรม ที่อยู่เหนืออำนาจใดๆมาบังคับ บางทีการยอมจำนน อาจไม่ใช่ความพ่ายแพ้ แต่เป็นการเสียสละ

Genre: Action/Drama/ History/Period/Political

ผู้กำกับ: โอลิเวอร์ สโตน !! ริดลีย์ สก็อต! …ผู้กำกับไทยนึกไม่ออก…ลองเสนอกันมาละกันนะ

หมายเหตุ – บทหนังเปิดเรื่องเชิงสารคดีเล่าแบ็คกราวด์ สถานการณ์ในเอเซียอาคเนย์ยุคปี1975 ที่อเมริกาพ่ายแพ้หมดฟอร์มในสงครามเวียตนาม คอมมิวนิสต์ประกาศชัยชนะในกัมพูชา และนักศึกษาไทยก็กำลังขับไล่จักรวรรดินิยมอเมริกัน จากนั้นก็เป็น เหตุการณ์มายาเกซ เต็มๆ เล่าเรื่องแบบเรียงลำดับเวลาจริง..จนภารกิจสำเร็จ  พาร์ทต่อมา ขณะที่นศ.เดินหน้าประท้วง ชีวิตของวินเซนต์ก็ถูก “สังคม”กดดันเพราะเขารักลูก-เมียคนไทยมาก เช่นเดียวกับ ชาติกล้า ที่สับสนกับความเป็น ขวา-ซ้าย หรือเป็นตัวของตัวเอง…

สถานการณ์จริง :

๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๑๘  ภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากและมีผลกระทบต่อโลก เวียดนามใต้ จากการหนุนของสหรัฐอเมริกาได้ล่มสลาย ไซ่ง่อนแตก (เวียดนามเหนือ+ใต้ เป็นคอมมิวนิสต์เต็มตัว หนุนโดยสหภาพโซเวียต) ต่อมากัมพูชาและลาวก็ล่มสลายเปลี่ยนแปลงการปกครองเป็นระบอบคอมมิวนิสต์(จากการหนุนโดยจีนคอมมิวนิสต์)  สหรัฐอเมริกาได้ถอนตัวออกจากภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ด้วยความพ่ายแพ้….

ปฏิบัติการมายาเกซ เป็น ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาที่รวดเร็ว และเกิดขึ้นเพียง 3 วัน ระหว่างวันที่ 13-15 พฤษภาคมค.ศ. 1975 เพื่อประกาศศักดิ์ศรีของอเมริกัน  แต่ได้ส่งผลกระทบต่อการเมืองยังภูมิภาคอินโดจีนโดยเฉพาะประเทศไทย ที่ยังมีความขัดแย้งกันสองขั้ว…

เวลาประมาณ 15.20 น. ของวันที่ 12 พฤษภาคม เรือบรรทุกสินค้า ซึ่งใช้บรรทุกเวชภัณฑ์และเสบียงสัญชาติอเมริกันชื่อ เอสเอส มายาเกซ (SS Mayaguez) ซึ่งแล่นระหว่างฮ่องกงและท่าเรือสัตหีบ จ. ชลบุรี ประเทศไทย ขณะที่แล่นอยู่ห่างจากชายฝั่งของประเทศกัมพูชาเพียง 60 ไมล์ ซึ่งถือเป็นเขตน่านน้ำสากล ได้ถูกเรือปืนจำนวนหลายลำของกัมพูชาประชาธิปไตย (เขมรแดง) เข้าล้อมและบุกยึด จับตัวประกันซึ่งเป็นกัปตันและลูกเรือไว้ได้ทั้งหมด 39 คน จากนั้นได้ลากไปจอดลอยลำทิ้งสมอไว้ที่เกาะตัง ใกล้กับเมืองกัมปงโสม (เมืองพระสีหนุในปัจจุบัน)

การกระทำดังกล่าวถือว่าเป็นการหยามหน้ารัฐบาลสหรัฐอเมริกาอย่างรุนแรง และด้วยขณะนั้นสงครามเวียดนาม เพิ่งยุติลงได้เพียงไม่กี่วัน เนื่องจากการที่กองทัพเขมรแดงและเวียดนามเหนือสามารถบุกยึดกรุงไซง่อน ประเทศเวียดนามใต้ และกรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชา ได้อย่างเบ็ดเสร็จ ถือเป็นชัยชนะครั้งใหญ่ของลัทธิคอมมิวนิสต์ และเป็นความพ่ายแพ้ครั้งประวัติศาสตร์ของกองทัพสหรัฐอเมริกา

รัฐบาลสหรัฐอเมริกา โดย เจอรัลด์ ฟอร์ด ประธานาธิบดี ได้ตัดสินใจอย่างเร่งด่วนส่งกองกำลังทหาร ซึ่งส่วนมากเป็นนาวิกโยธินประมาณ 1,000 นาย จากเกาะโอกินาวาและอ่าวซูบิค เข้าประจำการที่สนามบินอู่ตะเภาในพื้นที่ของประเทศไทย ในวันที่ 13 พฤษภาคม โดยวางแผนใช้กำลังทหารทั้งทาง อากาศและทางทะเลเข้ายึดเรือมายาเกซคืน เพื่อช่วยลูกเรือที่เขมรจับไป โดยกองทัพเรือใช้เรือบรรทุกเครื่องบิน USS CORAL SEA และเรือพิฆาตอีกสองลำคุ้มกันจากฐานทัพเรือในประเทศฟิลิปปินส์

ปฏิบัติการเริ่มขึ้นในเช้ามืดของวันที่ 14 พฤษภาคม โดยมีเครื่องบินรบจากฐานทัพอเมริกาที่จังหวัดอุดรธานีและนครราชสีมาออกปฏิบัติการร่วมด้วย  เริ่มจากการกดดันทางอากาศ ไม่ให้เขมรลากเรือมายาเกซเข้าชายฝั่งเขมร เพราะจะทำให้ปฏิบัติการยากขึ้น   พร้อมส่งนาวิกโยธินบุกขึ้นเรือหวังช่วยตัวประกัน แต่ปรากฏว่าเป็นเรือว่างเปล่าตัวประกันถูกนำไปที่เกาะตังก่อนแล้ว….กองทัพอเมริกันได้ส่งเฮลิคอปเตอร์พร้อมกำลังพลนาวิกโยธินขึ้นบกที่เกาะตังทันที  เกิดปะทะกับกองกำลังของเขมรแดง ซึ่งใช้อาวุธหนักยิงเครื่องคอปเตอร์ตก การสู้รบเป็นไปอย่างดุเดือด ใช้เวลาในการปฏิบัติการ 14 ชั่วโมงจนสิ้นสุดการปฏิบัติการ มีทหารเสียชีวิตไป 41 คน และสูญหายไปจำนวนหนึ่ง  มี ฮ.บางลำร่อนมาลงฉุกเฉินที่จังหวัดระยอง  ปฏิบัติการนี้ประสบความสำเร็จในเวลาประมาณ 11.00 น. มีความสูญเสียด้วยกันของทั้งสองฝ่าย แต่สามารถช่วยเหลือตัวประกัน รวมถึงลูกเรือประมงของไทยจำนวน 5 คนออกมาได้

ฝ่ายสหรัฐ เสียชีวิต 15 บาดเจ็บ 41 สูญหาย 3 (เสียชีวิต)  ซีเอช-53 ซีสตัลเลียน 3 ลำถูกยิงตก ฝ่ายเขมร เสียชีวิต 13-25 บาดเจ็บ 15 เรือปืนจมลง 3 ลำ

การใช้ดินแดนไทยเพื่อปฏิบัติการทางทหารครั้งนี้เกิดขึ้นโดยขัดขืนเจตนารมณ์ของรัฐบาลไทยซึ่งมิได้รับรู้ปฏิบัติการครั้งนี้เลย ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรี ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ได้แจ้งแก่อุปทูตสหรัฐประจำประเทศไทยในวันที่ 13 พฤษภาคม แล้วว่า ไทยไม่ยินยอมให้ใช้ดินแดนไทยในทางการทหารใดๆ เพื่อตอบโต้กัมพูชา  แต่ก่อนการดำเนินภารกิจนี้ สถานทูตสหรัฐได้แจ้งแผนการใช้กำลังต่อ พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ รองผู้บัญชาการทหารสูงสุดซึ่งเป็นผู้ที่สหรัฐติดต่อด้านการทหารเป็นประจำ พลเอกเกรียงศักดิ์ได้ให้อนุญาตโดยมิได้แจ้งแก่รัฐบาลไทย ซึ่งรับรู้สถานการณ์ภายหลังจากที่สหรัฐดำเนินภารกิจเสร็จสิ้นแล้ว ก็ได้แถลงว่าการกระทำครั้งนี้เป็นการละเมิดอธิปไตยไทยและได้ยื่นบันทึกประท้วงต่ออุปทูตสหรัฐพร้อมทั้งระบุให้ถอนนาวิกโยธินออกทั้งหมดภายใน 24 ชั่วโมง

พลเอกเกรียงศักดิ์ ชมะนันท์ ให้สัมภาษณ์ในเวลาต่อมา “…ผมได้รับคำบอกจากเจ้าหน้าที่ชั้นสูงสหรัฐฯ ว่านาวิกโยธินอเมริกันจะมาขึ้นบกในเวลา 8.00 น. ที่อู่ตะเภา โปรดได้อนุญาต ขณะนั้นเป็นเวลา 22.00 น. ซึ่งผมไม่อาจจัดประชุมคณะรัฐมนตรีได้ ผมจึงบอกให้เขาทำไป ถ้าผมขอรัฐบาลแล้วรัฐบาลปฏิเสธ อะไรจะเกิดขึ้น?….”, Asiaweek, 22 November, 1985, p. 32.

ด้วยปฏิบัติการดังกล่าว ทางสหรัฐอเมริกามิได้กระทำการแจ้งอย่างเป็นทางการแก่รัฐบาลไทย จึงถือเป็นการละเมิดอธิปไตยของไทย ในวันที่ 17 พฤษภาคม ได้มีกลุ่มนักศึกษาและประชาชนจำนวน 10,000 คน และเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็น 30,000 คน นำโดย ธีรยุทธ บุญมี ทำการประท้วง ที่หน้าสถานเอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย ถนนวิทยุ อย่างรุนแรง โดยประณามการกระทำของสหรัฐอเมริกา ว่าเป็นจักรวรรดินิยมอเมริกัน ที่คุกคามภูมิภาคแถบนี้ ซึ่งก่อนหน้านั้นได้มีการชุมนุมลักษณะเช่นนี้และมีความพยายามเคลื่อนไหวที่จะให้มีการถอนกำลังทหารของสหรัฐอเมริกาออกจากประเทศไทยมาแล้ว โดยรัฐบาลไทยได้ขีดเส้นตายว่า สหรัฐอเมริกาต้องถอนกำลังทหารออกจากประเทศไทยให้หมดภายใน 18 เดือน และการชุมนุมประท้วงครั้งนี้นับว่าเป็นการเคลื่อนไหวของภาคประชาชนครั้งใหญ่ที่สุดหลังจากเหตุการณ์ 14 ตุลา เมื่อ 2 ปีก่อน

รัฐบาลไทย โดย มรว.คึกฤทธิ์ ปราโมช นายกรัฐมนตรี ได้กระทำการตอบโต้สหรัฐอเมริกา ด้วยการขอให้ทางการสหรัฐทำหนังสือขอโทษมาอย่างเป็นทางการ และจะมีการพิจารณาทบทวนข้อตกลงต่าง ๆ ระหว่างกัน และ พลตรี ชาติชาย ชุณหะวัณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้มีคำสั่งเรียกตัว อานันท์ ปันยารชุน เอกอัครราชทูตไทยประจำประเทศสหรัฐอเมริกา กลับด่วน

ที่สุดเหตุการณ์จบลงในวันที่ 19 พฤษภาคม หลังจากการชุมนุมยืดเยื้อนานถึง 3 วัน เมื่ออุปทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทยได้ส่งสาสน์แสดงความเสียใจต่อการกระทำดังกล่าว ต่อมา ในเดือนธันวาคม ปีเดียวกัน เครื่องบินรบรุ่น เอฟ-4 ลำสุดท้ายก็ได้บินออกจากสนามบินกองทัพอากาศอุดรธานี ถือเป็นการปิดฉากการประจำการทางทหารของสหรัฐอเมริกาในประเทศไทยอย่างเด็ดขาด

อย่างไรก็ตาม ในเวลานั้นคนไทยมีการแตกแยกทางความคิดออกเป็นสองกลุ่ม คือกลุ่มนักศึกษาและคนรุ่นใหม่หัวก้าวหน้าที่เรียกว่าฝ่ายซ้าย กับ กลุ่มอนุรักษ์และอำนาจเก่าซึ่งเรียกว่าฝ่ายขวา การเดินทางไปเยือนจีนของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ได้รับการโจมตีจากกลุ่มขวาจัดและอนุรักษ์นิยม ว่าเป็นการอ่อนข้อให้ฝ่ายคอมมิวนิสต์ จนพูดเป็นกระแสว่า “หม่อมคึกฤทธิ์เป็นคอมมิวนิสต์ ไปจับมือกับเหมาเสียแล้ว!” ขณะเดียวกันฝ่ายซ้ายก็มีความรู้สึกว่ารัฐบาลคึกฤทธิ์เป็นพวกศักดินา นายทุน และสมุนจักรวรรดินิยมอเมริกัน ฝ่ายนี้ต้องการให้ขับไล่อเมริกันไปทันที ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ถูก ดันจากสองขั้วดังกล่าวตลอดระยะเวลา 13 เดือนของการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ภายหลังฝ่ายขวารวมพลังกล้าแข็งขึ้นและสกัดกั้นไม่ให้กลับคืนมาสู่สภาได้อีก จนพ่ายแพ้แก่ สมัคร สุนทรเวช นักการเมืองหนุ่มฝีปากกล้า จากพรรคประชาธิปัตย์ ในการเลือกตั้งเขตดุสิต ซึ่งรู้กันว่าเป็นเขตทหาร เมื่อเดือนเมษายน  2519 เมื่อไม่มีคนกลางที่คอยเป็นกันชน อีก 6 เดือนต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ขวาพิฆาตซ้ายในวันที่ 6 ตุลาคม 2519

 

อ้างอิง- วิกิพีเดีย (บางส่วน) ,แฟ้มข่าว, บทความนักศึกษาเดินขบวนประท้วงที่สถานฑูตสหรัฐอเมริกา ผู้เรียบเรียง ธิกานต์ ศรีนาราผู้ทรงคุณวุฒิประจำบทความ รองศาสตราจารย์นรนิติ เศรษฐบุตร และ รองศาสตราจารย์ ดร.นิยม รัฐอมฤต  (สถาบันพระปกเกล้า)

Post Author: Admin Admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *