Project หนังใหม่Based on a True story [5] คำสาปบัลลังก์เลือด

คำสาปบัลลังก์เลือด

จมื่นศรีสรรักษ์ ผู้ล้มบัลลังก์ราชันย์

เรื่อง : คำสาปบัลลังก์เลือด Curse of the Throne

แนวหนัง : Drama/History/Period/Epic

PLOT : ยุวกษัตริย์กับภารกิจมากมายเหนือชีวิต ที่มีราชบัลลังก์เป็นหัวโขน ที่แท้แล้ว ความหมายของชีวิต หรือหน้าที่คืออะไร?…ในเมื่อ ชีวิต หรือแม้แต่ บัลลังก์ ตกอยู่ใต้อำนาจของขุนนางผู้ใหญ่ ผู้มักใหญ่ใฝ่สูงและวางแผนการต่างๆ มาทั้งตลอดชีวิตของเขา

Theme : สะท้อนถึง ความเป็นปุถุชน –อำนาจ- หน้าที่ -และ จิตใจของคนสองขั้ว หนึ่งคือ กษัตริย์วัยเยาว์ กับ หนึ่งขุนนางผู้เปี่ยมเล่ห์ โดยมีราชบัลลังก์เป็นเดิมพัน

ผู้กำกับ : หม่อมน้อย…ม.ล.พันธุ์เทวนพ เทวกุล เหมาะสุด ทำให้ละเมียด จะใส่ อีโรติกซีน ตรงไหนตามพระทัยเลย (ออกญากลาโหมมีเมียเยอะมาก…) ฉากแอคชั่นสู้รบก็มี ผู้กำกับ รับเชิญมา เอาให้หม่นมืดเหมือนหนัง Alizabeth ของ Shakhar Kapur

บันทึกการเขียนบทภาพยนตร์ : อยากให้แกนเรื่องอยู่ที่ “พระเชษฐาธิราช” กษัตริย์วัยรุ่นที่ตกเป็นเหยื่อการเมือง เป็นหุ่นเชิดของ ออกญากลาโหมศรีสุริยวงศ์ ซึ่งไต่เต้ามาหลายรัชกาล และเต็มไปด้วยความทะเยอทะยาน โดยที่อยากให้มอง พระเชษฐา เป็นเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่เกิดมาเป็นเจ้า และเป็น “เหยื่อ”เกมการเมือง…มีขึ้น มีลง จนถูกประหาร ขณะที่เนื้อหาอีกด้านหนึ่งก็คือ ความทะเยอทะยานและแผนการร้ายๆของ ออกญากลาโหม ที่ในที่สุดก็สถาปนาตนเป็นกษัตริย์ และตั้งราชวงศ์ใหม่ และสุดท้าย กรงกรรมก็ตามสนองเมื่อรัชทายาทพระองค์ต่อๆมา ก็เข่นฆ่าแย่งชิบัลลังก์กัน ไม่เว้นแม้แต่สมเด็จพระนารายณ์หาราช แน่นอนว่า ซับพล็อต ตามมา…ด้วยเรื่องเกมการเมือง, เรื่องของยามาดะ,เรื่องของพระมหาอุปราชที่จบชีวิตไม่ต่างกัน และปิดด้วยเรื่องเวรกรรม

เรื่องย่อ : พระเชษฐาธิราช กษัตริย์หนุ่ม 15 ชันษา ถูกคุมตัวเข้าแดนประหาร ใต้แสงพระอาทิตย์ทรงกลด พระองค์ได้กล่าวต่อ ออกญากลาโหมว่า “เจ้าเกิดมาในโลกนี้เพื่อทำลายล้างประเทศบ้านเมือง เจ้าปลงพระชนม์พระชนกของข้าด้วยการวางยาพิษ และด้วยอุบายชั่วร้ายของเจ้า เจ้าเป็นต้นเหตุให้พระมหาอุปราชพระปิตุลาของข้า ต้องสิ้นพระชนม์อย่างน่าสังเวช ขณะนี้เจ้ากำลังจะล้างเลือดกษัตริย์ของข้า ข้าขอสาบานว่า ข้าจะตายโดยไม่เสียใจเลย ถ้าหากการหลั่งเลือดของข้าสามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นกันที และถ้าหากว่ากรฆ่าฟันที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ เข้าใจกันว่าเนื่องมาจากตัวข้า แต่เจ้าจะเป็นผู้นำความพินาศมาสู่บ้านเมืองและราษฎร ข้าจะอ้อนวอนต่อปวงเทพเจ้าให้ทรงแก้แค้นทดแทนในความตายของข้า และขอให้ปีศาจจงมาจิกหัวของเจ้าไป ตามที่เจ้าได้ทำกรรมไว้ และซึ่งเจ้าจะทำต่อไปอีก…”

…..สองปีก่อนหน้านั้น  พระเจ้าทรงธรรม ทรงประชวรหนัก ก่อนจะสวรรคตด้วยพระชนม์ 38พรรษา เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2127  ทรงหมายพระทัยจะให้ สมเด็จพระเชษฐาธิราช พระราชโอรสวัย13 ชันษาขึ้นครองราชย์ต่อ แต่เหล่าขุนนางกลับสนับสนุน พระศรีศิลป์ พระอนุชาของพระองค์ที่ทรงแต่งตั้งเป็นมหาอุปราช แต่ยามนั้นกำลังผนวชอยู่ที่วัดระฆัง พระเจ้าทรงธรรมจึงทรงฝากเรื่องทั้งปวงให้ออกญาศรีวรวงศ์ เป็นธุระช่วยให้พระเชษฐาธิราชได้ขึ้นครองราชย์ ออกญาหนุ่มได้ร่วมมือกับออกญาเสนาภิมุข(ยามาดะ นางามัสสะ) เจ้ากรมทหารอาสาญี่ปุ่นจับเหล่าขุนนางที่ไม่เห็นด้วย ประหารเสียซึ่งขุนนางเหล่านั้นล้วนเป็นปรปักษ์เสี้ยนหนามของออกญาศรีวรวงศ์ ต่อมาก็ได้เป็นผู้อยู่เบื้องหลังบัลลังก์เปื้อนเลือด ตั้งแต่การกำจัด พระศรีศิลป์ มาจนถึง พระเชษฐาธิราชและพระอาทิตยวงศ์ แม้จะมี ยามาดะ ขุนนางชาวญี่ปุ่นคอยทานอำนาจแต่ในที่สุดก็ถูกออกญาผู้นี้กำจัด และยังได้ไต่เต้าเป็นเจ้าพระยากลาโหม จนกระทั่งสถาปนาตนเป็นกษัตริย์ตั้งราชวงศ์ใหม่ พระนามว่า พระเจ้าปราสาททอง ….ซึ่งหลังจากครองราชย์ได้ 26 ปีก็สวรรคต ในปี 2198 พระชนมายุ 55พรรษา และรัชทายาทก็ได้ทำสงครามแย่งชิงบัลลังก์อโยธยากันมาอีกหลายรัชกาล…แม้แต่การขึ้นครองราชย์ของ “สมเด็จพระนารายณ์มหาราช”

เรื่องจริงจากพงศาวดาร:

           ปลายรัชกาล พระเจ้าทรงธรรม  ทรงประชวรหนัก ก่อนจะสวรรคตด้วยพระชนม์ ๓๘พรรษา เมื่อวันที่ ๒๒ธันวาคม ๒๑๒๗  โดยทรงหมายพระทัยจะให้ สมเด็จพระเชษฐาธิราช ซึ่งเป็นพระราชโอรสวัย๑๓ ชันษาขึ้นครองราชย์ต่อ แต่เหล่าขุนนางผู้ใหญ่กลับสนับสนุน พระศรีศิลป์ พระอนุชาของพระองค์ที่ทรงแต่งตั้งเป็นมหาอุปราช แต่ยามนั้นกำลังผนวชอยู่ที่วัดระฆัง พระเจ้าทรงธรรมจึงทรงฝากให้ออกญาศรีวรวงศ์ เป็นธุระช่วยให้พระเชษฐาธิราชได้ขึ้นครองราชย์ ออกญาศรีวรวงศ์ได้ร่วมมือกับ ออกญาเสนาภิมุข เจ้ากรมทหารอาสาญี่ปุ่นจับเหล่าขุนนางที่ไม่เห็นด้วย ประหารเสียซึ่งขุนนางเหล่านั้นล้วนเป็นปรปักษ์เสี้ยนหนามของออกญาศรีวรวงศ์ อาทิ ออกพระท้ายน้ำ ออกหลวงธรรมไตรโลก ออกพระศรีเสาวราช ออกพระจุฬา และแม้แต่ ออกญากลาโหม ซ้ำยังริบทรัพย์มาปูนบำเหน็จให้กับพรรคพวกฝ่ายตนโดยเฉพาะ น้องชายของเขาซึ่งเป็นเสนาบดีจตุสดมภ์วังและหัวหน้าขุนนาง

จากนั้นออกญาศรีวรวงศ์ก็รั้งตำแหน่งออกญากลาโหม และมอบหมายให้ ยามาดะ ไปลวง พระศรีศิลป์ ให้ลาผนวชจากวัดระฆังและนำไปคุมขังไว้ในหลุมลึกโดยจะให้อดอาหารจนสิ้นพระชนม์

…..ยามาดะ นางามัสสะ หรือ ออกญาเสนาภิมุข เป็นขุนนางคนโปรดของพระเจ้าทรงธรรม เป็นคนที่คอยคานอำนาจออกญาศรีวรวงศ์ ทำหน้าที่ตามที่พระเจ้าทรงธรรมรับสั่งคือหนุนพระเชษฐาธิราช โอรสองค์โตขึ้นเป็นกษัตริย์ เป็นผู้ไปจับกุมตัวพระพันปีศรีศิลป์มา และถูกตัดสินประหารชีวิต แต่พระเชษฐาธิราชไม่ทรงประสงค์ให้โลหิตพระปิตุลาเปื้อนพระหัตถ์ ที่ประชุมจึงส่งพระมหาอุปราชไปเมืองเพชรบุรี(พริบพรี) ขังอยู่ในบ่อลึกและลดอาหารลงวันละน้อยจนกว่าจะตาย แต่ ญาติสนิทของพระองค์ชื่อ ออกหลวงมงคล ได้พาน้องชายและพระภิกษุลอบไปเพชรบุรี แล้วรีบขุดหลุมเป็นอุโมงค์เจาะเข้าหาหลุมที่คุมขัง ชิงตัวพระศรีศิลป์หนีออกไปได้…โดยหลวงมงคลบีบคอทาสคนหนึ่งให้ปลอมเป็นพระศพเพื่ออำพราง และปล่อยข่าวพระมหาอุปราชเสียชีวิตแล้ว…

จากนั้นก็วางแผนซ่องสุมกำลังพลเพื่อบุกชิงราชบัลลังก์ จนมีทหารถึง20,000              ออกญาศรีวรวงศ์ สั่งการแทนกษัตริย์ ส่งออกญากำแหงและออกญาเสนาภิมุข(ยามาดะ)บัญชาการกองทหารญี่ปุ่นบุกเมืองเพชรบุรี แผนการรบเป็นไปด้วยเล่ห์กล หลวงมงคลถูกลวงจนเพลี่ยงพล้ำต้องหนีเอาตัวรอด พระศรีศิลป์หนีกระเจิงไปนครศรีธรรมราช แต่ถูกตามจับตัวได้ทั้งสอง

ก่อนการถูกสำเร็จโทษ พระศรีศิลป์ ได้กล่าวเตือนสติหลานชายผู้เป็นยุวกษัตริย์ว่า                              “หม่อนฉันยืนอยู่ที่เฉพาะพระพักตร์ของพระองค์ในฐานะที่เป็นพระปิตุลาแท้ๆ ของพระองค์ และเป็นผู้ที่สืบราชสมบัติที่ถูกต้องของอาณาจักรนี้ แต่แล้วเทพเจ้ากลับทรงหยิบยื่นเคราะห์กรรมมาให้พระมหาอุปราชผู้พ่ายแพ้เสื่อมสิ้นพระเกียรติ ซึ่งกำลังรอคอยเวลาแห่งความตายที่หลีกหนีไม่พ้น คนกล้าหาญย่อมไม่ชิงชังชีวิตที่ยืนยาวตราบเท่าที่ตนสามารถครองชีวิตอยู่ได้…ดังนี้เขาจึงไม่หวาดหวั่นต่อความตาย…

…..แต่หม่อมฉันขอคาดการณ์ล่วงหน้าว่า วาระสุดท้ายเช่นกัน ที่พระองค์ได้ทรงทำความทุกข์ทรมานให้แก่หม่อมฉันก็จะมาถึงพระองค์เองในไม่ช้า ถ้าพระองค์ปรารถนาจะหนีเคราะห์กรรมซึ่งจะบีบคั้นพระองค์ จงระมัดระวังออกญากลาโหม เพราะคนผู้นี้เป็นคนชั่ว มีสันดานทรยศมาตั้งแต่หนุ่ม…..

พระมหาอุปราชพันปีศรีศิลป์ ถูกเพชฌฆาตให้นอนลงบนผ้าแดง และทุบพระนาภีด้วยท่อนจันทน์  ส่วนหลวงมงคล ภายหลังได้ถูกจับกุมและถูกประหารชีวิตอย่างยากเย็น เนื่องจากเป็นคนมีวิชาอาคมฟันแทงไม่เข้า อีกทั้งเป็นขุนนางที่ พระเชษฐาธิราช ทรงโปรดและอยากเกลี้ยกล่อมให้อาหลวงมงคลเป็นพวกตน แต่หลวงมงคลปฏิเสธกษัตริย์ที่ครองราชย์เยี่ยงโจร จึงถูกประหารในที่สุดโดยหลวงมงคลเป็นผู้แนะวิธี “ฆ่า” ตนเองให้เพชฌฆาตเอง…

และด้วยความชอบในครั้งนี้ ออกญาศรีวรวงศ์ จึงได้เลื่อนขึ้นเป็น เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ และกลายเป็นขุนนางใหญ่ที่มีบารมีมากล้นเป็นที่หวาดเกรงแก่เหล่าขุนนางข้าราชการทั้งปวง จนในไม่ช้าก็กลายเป็นที่หวาดระแวงของยุวกษัตริย์ สมเด็จพระเชษฐาธิราช

..ต่อมาพระเชษฐาธิราช กษัตริย์รุ่นหนุ่ม เมื่อทรงคิดว่ารอดพ้นจากหอกข้างแคร่แล้ว ก็ปล่อยพระองค์หลงระเริงเที่ยวเล่น ยิงนก ตกปลา ชนช้าง ขี่ม้า ฟันดาบ เสเพล เสพของมึนเมา เสียงขุ่นหน้าเคร่งอยู่เสมอ จนขุนนางเหลือที่จะทัดทาน ออกญากลาโหมได้ทีวางแผนเพิ่มเติมอำนาจให้ตนเองแลพวกพ้อง กระทำการหลายอย่างวัดรอยพระบาทกษัตริย์อย่างมิยำเกรง ฝ่ายพระมารดาของพระเชษฐาธิราชที่ไม่ทรงไว้ใจออกญาผู้นี้อยู่แล้วก็ยุยงให้ระแวง จับผิดและเกลียดชังขุนนางผู้อหังการ์มากขึ้น

เมื่อมารดาของเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์ถึงแก่กรรม ได้จัดงานศพอย่างใหญ่โต ขุนนางทั้งหลายต่างไปช่วยมากมาย เมื่อสมเด็จพระเชษฐาธิราชออกว่าราชการ ทรงพบว่ามีข้าราชการหายไปจำนวนมากจึงพิโรธว่าจะลงอาญา เหล่าข้าราชการจึงไปขอพึ่งเจ้าพระยากลาโหมและไม่ไปเข้าเฝ้า
พวกข้าหลวงเดิมของสมเด็จพระเชษฐาธิราชได้ทูลยุยงว่าเจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์คิดเป็นกบฏ จึงทรงให้ข้าหลวงไปหลอกให้เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์เข้าวังมาเพื่อสังหารทิ้ง แต่เจ้าพระยากลาโหมสุริยวงศ์รู้ตัวก่อน จึงประกาศว่า

…เราได้ทำราชการมาด้วยความสุจริต เดี๋ยวนี้พระเจ้าแผ่นดินพาลเอาผิดว่าคิดกบฏ เมื่อภัยมาถึงตัวก็จำต้องเป็นกบฏตามรับสั่ง…

เหล่าขุนนางทั้งปวงพากันเข้าด้วย เจ้าพระยากลาโหมจึงคุมกำลังเข้ามาปล้นพระราชวัง สมเด็จพระเชษฐาธิราชซึ่งในยามนั้นมีชันษาได้ราว 15 ปีหลบหนีไปโดยลำพัง อาศัยซ่อนตัวในวัดบางพลีมะขามหย่องหลายวันจนถูกจับได้ในที่สุด

ก่อนถูกปลงพระชนม์ ยุวกษัตริย์ได้กล่าวกับออกญากลาโหมว่า “เจ้าเกิดมาในโลกนี้เพื่อทำลายล้างประเทศบ้านเมือง เจ้าปลงพระชนม์พระชนกของข้าด้วยการวางยาพิษ และด้วยอุบายชั่วร้ายของเจ้า เจ้าเป็นต้นเหตุให้พระมหาอุปราชพระปิตุลาของข้า ต้องสิ้นพระชนม์อย่างน่าสังเวช ขณะนี้เจ้ากำลังจะล้างเลือดกษัตริย์ของข้า ข้าขอสาบานว่า ข้าจะตายโดยไม่เสียใจเลย ถ้าหากการหลั่งเลือดของข้าสามารถทำให้ทุกสิ่งทุกอย่างจบสิ้นกันที และถ้าหากว่าการฆ่าฟันที่เกิดขึ้นในบ้านเมืองนี้ เข้าใจกันว่าเนื่องมาจากตัวข้า แต่เจ้าจะเป็นผู้นำความพินาศมาสู่บ้านเมืองและราษฎร ข้าจะอ้อนวอนต่อปวงเทพเจ้าให้ทรงแก้แค้นทดแทนในความตายขอข้า และขอให้ปีศาจจงมาจิกหัวของเจ้าไป ตามที่เจ้าได้ทำกรรมไว้ และซึ่งเจ้าจะทำต่อไปอีก…”

จากนั้นทรงขอร้องขุนนางให้ไว้ชีวิตพระมารดา แต่ออกญากลาโหมโทษ พระองค์อัมฤทธิ์ ว่าเป็นเพราะแม่ ถึงได้มีลูกเลว จึงสั่งประหารตายตกตามกัน

(ไม่มีการกล่าวถึง ยามาดะ ในช่วงนี้ – เข้าใจว่าอาจอยู่ราชการที่ เพชรบุรี)

จากนั้น เจ้าพระกลาโหมสุริยวงศ์ ได้ลองเชิง ยามาดะ หวังยกตัวเองเป็นกษัตริย์ แต่ยามาดะไม่เห็นด้วย ขุนนางเจ้าเล่ห์จึงถอยมาก้าวหนึ่ง แล้วกำจัดเสี้ยนหนามคนอื่นๆ เป็นการระบายความคับข้องใจเช่น กำจัด ออกญากำแหง…ต่อมาขุนนางทั้งปวงจึงเชิญเจ้าพระกลาโหมสุริยวงศ์ให้ขึ้นครองราชย์ แต่เจ้าตัวปฏิเสธและอัญเชิญ สมเด็จพระอาทิตยวงศ์ พระโอรสองค์เล็กวัย 10 ชันษาของสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ขึ้นครองราชสมบัติสืบไป โดยมีเจ้าพระกลาโหมสุริยวงศ์เป็นผู้สำเร็จราชการแผ่นดิน

การตายของ ออกญากำแหง ทำให้ ยามาดะไม่พอใจ เกิดขัดแย้งกับ ออกญากลาโหมซึ่งตอนนี้หันไปคบหา ฮอลันดา เพื่อข่มยามาดะ และเริ่มวางแผนลึกเพื่อกำจัดยามาดะออกไปจากพระนคร เนื่องจากมีกองกำลังมาก

พระอาทิตยวงศ์ ยังทรงพระเยาว์นักจึงได้แต่ทรงเล่นสนุก จนไปล่วงเกินขุนนางผู้ใหญ่หลายครั้ง สุดท้ายขุนนางทั้งปวงจึงไปข้อร้องให้เจ้าพระกลาโหมสุริยวงศ์ขึ้นครองบัลลังก์แทนเพื่อเห็นแก่บ้านเมือง เจ้าพระกลาโหมสุริยวงศ์จึงถอดพระอาทิตยวงศ์ลงจากราชสมบัติ

“ทำไมฉันจึงต้องตายตั้งแต่อายุยังไม่ถึง ๑๑ปีด้วยเล่า?” คำคร่ำครวญนั้นไม่เป็นผล เพชฌฆาตลงมือประหารกษัตริย์น้อยทั้งน้ำตา… (แต่ในหนังสือ ทูโกจิรานของญี่ปุ่น เล่าไปอีกแบบว่า เวลานั้นเจ้าพระยากลาโหมเพิ่งอายุ๒๕ ยังโสด รูปร่างสง่างาม พระราชมารดาเกิดมีพระทัยปฏิพัทธ์และได้ลอบทำผิดศีลธรรมกัน จนวางแผนที่จะเสกสมรสและให้เจ้าพระยาขึ้นครองราชย์แทน พระราชมารดาจึงทรงจัดงานรื่นเริงและวางยาพิษพระราชโอรส โดยแพร่ข่าวไปว่าสวรรคตด้วยโรคปัจจุบัน….แต่ถูกวิจารณ์ว่าเอกสารนี้คงปนเปกับเรื่องราวของ ขุนวรวงศากับท้าวศรีสุดาจันทร์)

จากนั้นจึงปราบดาภิเษกขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์ใน พ.ศ. 2173  เมื่อมีพระชนมายุได้30 พรรษา(บางตำราว่า 35) โดยทรงพระนามว่า สมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ส่วนในกฎหมายพระธรรมนูญ กรมศักดิ์ ลักษณะอาญาหลวง ออกพระนามว่า สมเด็จพระเอกาทศรถอิศวรบรมนาถบรมบพิตร แล้วทรงปูนบำเหน็จมากมายแก่ขุนนางที่สวามิภักดิ์ และทรงตั้งพระอนุชาเป็นพระศรีสุธรรมราชา  จนถึงปี พ.ศ. 2199 สมเด็จพระเจ้าปราสาททองประชวรหนัก ทรงย้ายไปประทับที่พระที่นั่งเบญจรัตน์ ได้ตรัสมอบราชสมบัติและพระแสงขรรค์ชัยศรีแก่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอเจ้าฟ้าชัย หลังจากนั้น 3 วัน ก็เสด็จสวรรคต ครองราชย์ได้ 26 ปี

ส่วนยามาดะ ปราบกบฏเมืองนครสำเร็จ และได้ขึ้นเป็นเจ้าเมืองแทน แต่ต่อมาก็ถูกคำสั่งจากราชสำนักอโยธยา ให้วางยาพิษ จนเสียชีวิต….

       พระเจ้าปราสาททอง (ครองราชย์ระหว่าง พ.ศ. 2172-2199)  ทรงได้รับการกล่าวขานวิพากษ์วิจารณ์ค่อนข้างมาก ทั้งในเชิงลบและเชิงบวก  เช่น ทรงมีจิตใจที่โหดร้าย ไร้คุณธรรม เจ้ายศเจ้าอารมณ์ มักใหญ่ใฝ่สูง

ในขณะเดียวกันก็เป็นกษัตริย์นักสู้ ผู้ไต่เต้าจากตำแหน่งเสนาบดีกลาโหม  กระทั่งได้ครองราชบัลลังก์  แต่เป็นที่น่าเสียดาย ว่าความประพฤติผิดในกาม และความหยิ่งยโสของพระองค์ ได้ทำลายความเห็นอกเห็นใจผู้อื่นของพระองค์ ยิ่งมีอำนาจมากเท่าไร พระองค์ยิ่งตัดสินพระทัยเร็วขึ้นมากเท่านั้น
พ.ศ.2198 สมเด็จเจ้าฟ้าชัย หรือสมเด็จพระสรรเพ็ชญ์ที่ 6 ราชโอรสของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง  ขึ้นครองราชย์ได้ 3-4 วัน ก็ถูกพระเจ้าอาคือพระศรีสุธรรมราชากับพระอนุชาต่างมารดาคือ พระนารายณ์มหาราช สมคบกันแย่งชิงราชสมบัติ จับเจ้าฟ้าชัยประหารชีวิต
พ.ศ.2199 สมเด็จพระศรีสุธรรมราชา พระอนุชาของสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง ขึ้นครองราชย์ได้ประมาณ 2 เดือน 20 วัน ก็เป็นอริกัน เนื่องจากสมเด็จพระศรีสุธรรมราชามีพระทัยเสน่หาใคร่จะได้ พระราชกัลยาณี ผู้เป็นขนิษฐาของสมเด็จพระนารายณ์มาเป็นพระชายาอันมิชอบด้วยประเพณี สมเด็จพระนารายณ์จึงพร้อมด้วยขุนนางจับสมเด็จอาไปสำเร็จโทษแล้วเสด็จขึ้นครองราชย์

…..แต่ก็มิได้ปลอดภัยจากการถูกลอบปลงพระชนม์นัก การวางแผนล้มล้างเกิดขึ้นทันทีที่ทำการรัฐประหาร ได้เกิดกลุ่มกบฏโดยมีพระอนุชาต่างมารดาสองพระองค์เป็นผู้ร่วมกับขุนนางชั้นสูง กบฏครั้งนี้ตรงกับพงศาวดารเรียกว่ากบฏพระไตรภูวนาทิตย์ แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ
รอยกรรมบนบัลลังก์เลือดหมุนเวียนกันไม่จบสิ้น

 

 

พระราชประวัติ

จมื่นศรีสรรักษ์ มีนามเดิมว่า ไล ชาติกำเนิดเดิมนั้นไม่แน่ชัด แต่มีที่มาอยู่สองกระแส โดยกระแสแรกเล่ากันว่า เมื่อครั้งสมเด็จพระเอกาทศรถยังเป็นพระมหาอุปราช วันหนึ่งได้เสด็จประพาสลำน้ำมาถึงเกาะบางปะอิน เรือพระที่นั่งถูกพายุพัดจนล่มจึงต้องเสด็จไปอาศัยบนเกาะบางปะอิน และได้พบกับหญิงงามนามว่า อิน ซึ่งเป็นสาวชาวบ้านบนเกาะ และในคืนนั้นเอง ก็ทรงได้นางเป็นบาทบริจาริกา ต่อมานางได้คลอดบุตรเป็นชาย สมเด็จพระเอกาทศรถจะรับเป็นพระโอรสก็ละอายพระทัยจึงทรงให้ ออกญาศรีธรรมาธิราช รับไปเลี้ยงดูจนกระทั่งเติบใหญ่

ส่วนกระแสที่สอง มาจากจดหมายเหตุของนาย ฟานฟลีต หัวหน้าสถานีการค้าชาวดัชท์ เขียนขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าปราสาททอง กล่าวว่า จมื่นศรีสรรักษ์ เป็นบุตร ออกญาศรีธรรมาธิราช ซึ่งเป็นพี่ชายคนใหญ่ของสมเด็จพระชนนีสมเด็จพระเจ้าทรงธรรม(โอรสของพระเอกาทศรถ) คนทั้งหลายเรียกว่า พระองค์ไล ทรงประสูติในรัชสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช

ในพระราชพงศาวดารได้เล่าไว้ว่า จมื่นศรีสรรักษ์ ได้รับราชการเป็น มหาดเล็กหุ้มแพรตั้งแต่อายุ 14 และเป็นที่โปรดปรานของสมเด็จพระเอกาทศรถ จนได้เลื่อนเป็น จมื่นศรีสรรักษ์ เมื่ออายุได้ 18 ปี ซึ่งจมื่นศรีสรรักษ์นี้เป็นผู้ที่มีนิสัยค่อนไปทางนักเลง เชี่ยวชาญในการต่อสู้ทั้งยังมีพวกพ้องบริวารอยู่เป็นอันมาก ต่อมาได้ไปมีเรื่องกับพรรคพวกของพระยาแรกนาจนถูกลงพระราชอาญาจำคุก ทว่าบรรดาพวกพ้องได้ไปร้องขอให้ เจ้าขรัวมณีจันทร์ พระชายาม่ายในสมเด็จพระนเรศวรมหาราชทรงมาทูลขอพระราชทานอภัยโทษให้ จมื่นศรีสรรักษ์จึงได้รับพระราชทานอภัยโทษออกมารับราชการตามเดิม

มาถึงปลายรัชกาลสมเด็จพระเอกาทศรถ เวลานั้น เจ้าฟ้าสุทัศน์ สมเด็จพระมหาอุปราช พระราชโอรสองค์โตของสมเด็จพระเอกาทศรถ เกิดขัดแย้งกับพระราชบิดาจนน้อยพระทัยเสวยยาพิษปลงพระชนม์ชีพพระองค์เอง ทำให้สมเด็จพระเอกาทศรถโทมนัสพระทัยจนประชวร ในระหว่างนั้นก็ได้ทรงแต่งตั้งให้ เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์ พระอนุชาร่วมพระมารดาของเจ้าฟ้าสุทัศน์ขึ้นเป็นพระมหาอุปราชแทน

ต่อมาไม่นานสมเด็จพระเอกาทศรถเสด็จสวรรคต เจ้าฟ้าศรีเสาวภาคย์จึงขึ้นครองราชย์แทน ทว่าพระองค์ทรงอ่อนแอและเอาแต่เชื่อฟังขุนนางที่เป็นข้าหลวงเดิม จนวันหนึ่งทรงรับสั่งให้ประหาร ออกญากรมนายไวย หัวหน้าทหารอาสาญี่ปุ่น ด้วยทรงระแวงว่า ออกญาผู้นี้จะคิดกบฏ ทำให้ทหารอาสาญี่ปุ่นจำนวนมากไม่พอใจ และรวมพลได้ 500นายบุกเข้าวังหลวงจับกุมสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ไว้และจับขุนนางสี่นายที่กราบทูลยุยงให้ประหารออกญากรมนายไวย มาตัดคอเสีย จากนั้นก็บังคับให้สมเด็จพระศรีเสาวภาคย์อยู่ในอำนาจและแอบอ้างพระราชโองการขูดรีดทรัพย์สินผู้คนเอาตามใจชอบ

ในเวลานั้น พระอินทราชา โอรสของสมเด็จพระเอกาทศรถที่ประสูติแต่พระสนม ทรงผนวชอยู่ที่วัดระฆัง และได้สมณศักดิ์เป็น พระพิมลธรรมอนันตปรีชา ได้สมคบกับจมื่นศรีสรรักษ์ผู้ได้ถวายตัวเป็นศิษย์รวบรวมไพร่พลเพื่อก่อการ ครั้นเมื่อระดมกำลังมาพร้อมแล้ว พระพิมลธรรมก็ลาผนวชและนำไพร่พลบุกเข้าวังหลวงจับสมเด็จพระศรีเสาวภาคย์ ไปปลงพระชนม์เสียที่โคกพญาและได้ปราบปรามกองทหารอาสาญี่ปุ่นที่ก่อความวุ่นวายจนราบคาบ จากนั้นจึงเสด็จขึ้นครองราชย์เป็น สมเด็จพระเจ้าทรงธรรม ส่วนจมื่นศรีสรรักษ์ซึ่งในยามนั้นมีวัยเพียงยี่สิบปีเศษๆ ก็ได้เลื่อนตำแหน่งเป็น ออกญาศรีวรวงศ์ จางวางมหาดเล็ก

Post Author: Admin Admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *