Scoop: เรื่องจริงบนจอหนังไทย (๔) ม้ง สงครามวีรบุรุษ

ม้ง สงครามวีรบุรุษ

  หนังไทยปี ๒๕๕๕ สร้างโดย บริษัทป้าเย้ง เรซอัพ โปรดักชั่น โดย พรเทพ วัจน์นาถรุ่งโรจน์  ผู้อำนวยการสร้างรุ่นใหม่พร้อมกลุ่มเพื่อนๆ ชาวม้ง  เจมมี่ หวังลี ผู้กำกับสายเลือดม้งอเมริกา ร่วมกับ เสรี พงศ์นิธิ    ผู้แสดง พีระพันธุ์ อารยาพันธุ์ อัฐมา ชีวนิชพันธ์ อัครัฐ นิมิตชัย ธนายง ว่องตระกูล อิทธิกร สาธุธรรม

และรุ่นใหญ่ เอกพัน บันลือฤทธิ์ เนาวรัตน ยุกตะนันท์ สุเชาว์ พงษ์วิไล ฤทธิ์ ลือชา นาท ภูวนัย และ สรพงศ์ ชาตรี

เรื่องของวีรกรรมของชาวม้งที่ลุกฮือร่วมกับทหารไทยจากกองทัพภาคที่ 3 สู้รบกับกองทัพคอมมิวนิสต์และแม้วแดง จากเรื่องจริงในช่วงปี2511-2525 ที่รัฐบาลไทยต้องต่อสู้กับการขยายอิทธิพลของพรรคคอมมิวนิสต์เพื่อแย่งชิงมวลชน บ่อนทำลายความมั่นคงในเขตพื้นที่สีชมพูของรอยต่อจังหวัดพิษณุโลก เพชรบูรณ์  เลย ซึ่งมีสภาพเป็นพื้นที่ภูเขาสูงสลับซับซ้อน

หนังถ่ายทำที่บ้านเข็กน้อย ห้วยน้าไซ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ พื้นที่จริงที่เคยแดงเดือดมาก่อน มีพี่น้องชาวม้งร่วมเข้าฉาก พลเอกพิจิตร กุลละวณิชย์ องคมนตรี อดีตทหารผ่านศึกในสมรภูมินี้มาร่วมบวงสรวง หนังมีกำหนดร่วมฉายในงานเทศกาลภาพยนตร์นานาชาติในมินเนโซตา สหรัฐอเมริกา

ม้งอเมริกา ที่กล่าวถึงนี้ก็คือม้งลาวฝ่ายขวาของนายพลวังเปาที่รับจ้างซีไอเอรบในลาว จนกระทั่งลาวฝ่ายปฏิวัติชนะ เปลี่ยนแปลงการปกครอง ซีไอเอจึงต้องรับทหารรับจ้างเหล่านี้หนีตายไปอเมริกา กว่า30ปี ม้งอพยพเหล่านี้ก็สามารถสร้างหลักปักฐาน มีฐานะดี ได้รับการศึกษา นักร้องม้ง บางคนไปเปิดการแสดงในอเมริกา หลายคนมีฐานะดีไม่แพ้นักร้องคนไทย เมื่อมีโอกาสพวกเขาก็เดินทางกลับมาเยี่ยมเยือนบ้านเกิดในลาวและข้ามมาในไทย แน่นอนว่าอารมณ์ถวิลหาบรรยากาศเก่าๆ ทั้งป่าเขาลำเนาไพร ดนตรีพื้นบ้านอย่างที่หาไม่ได้ในอเมริกาย่อมทำให้พวกเขาใฝ่ฝันจะได้สัมผัสกับความประทับใจเหล่านั้นอีกครั้ง  ภาพยนตร์จึงสร้างขึ้นเพื่อตลาดม้งในอเมริกาโดยเฉพาะ ในอดีตมีความจริงอันเจ็บปวดอยู่ที่ว่า อดีตสหายชาวม้ง ที่มีความคับแค้นถูกกดขี่รีดไถจากเจ้าหน้าที่บ้านเมือง และสิ่งที่เลวร้ายขมขื่น(ที่มีลักษณะร่วมของม้งทุกเขต) เรื่องหนึ่งก็คือ ผู้หญิงม้งถูกเจ้าหน้าที่รัฐสีต่างๆ เข้าไปฉุดคร่าข่มขืน บางคนเป็นหญิงท้องแก่ใกล้คลอด (คล้ายกับกรณีที่ญี่ปุ่นกระทำชำเราหญิงชาวจีนในนานกิง)

-บทภาพยนตร์ที่เขียนโดยสหายม้ง จึงไม่อาจสะท้อนภาพความจริงอันโหดเหี้ยมทารุณนี้เพราะไม่ผ่านการเซ็นเซอร์ของ ‘ฝ่ายความมั่นคง’ เพื่อไม่ให้เสียภาพพจน์ฝ่ายบ้านเมือง คงผ่อนปรนเป็นแค่อนุญาตให้มีบทที่แสดงการข่มขู่รีดไถพอสมควรเท่านั้น  มีบทความที่แสดงความคิดเห็นทางเว็บไซต์ว่า ภาพยนตร์อาจจะออกมาอย่าง บิดเบือน ด้วยเหตุผลต่างๆนานา ซึ่งแน่นอนว่า ม้งอาจจะกลายเป็นเพียง ผู้ร้ายในหนังไทย ในบทบาทของผู้ก่อการร้าย แต่ “ความจริง”จะเป็นเช่นไร ผู้ที่ยังให้ความสำคัญและความเป็นธรรม ก็ต้องสืบค้นกันต่อไป….

เหตุการณ์จริง (ต่อจากตอนที่๓) หลังจากยุทธการภูขี้เถ้า

28 ธ.ค. 2511 ผกค. บุกเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการ บ้านเล่าลือ (QU 084234) ซึ่งอยู่ในเขต อ.เมือง จ.เพชรบูรณ์ นับเป็นเหตุการณ์ ผกค. ปฏิบัติการในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัดเป็นครั้งที่ 2 เป็นเหตุให้เจ้าหน้าที่ทหาร (ส.อ. แต้ม ขริบ สังกัด ร.4 พัน 3) สูญเสียชีวิตจากการปะทะครั้งนั้น

1 มกราคม 2512   หลังจากการขยายฐานมวลชนและสร้างกองกำลังทั้งทหารบ้านและทหารหลักได้ตามเป้าหมายแล้ว พคท.ก็ได้ประกาศตั้ง กองทัพปลดแอกแห่งประเทศไทย (ท.ป.ท.)ขึ้น โดยมีกองบัญชาการอยู่ที่บริเวณภูหินร่องกล้า อ.นครไทย จ.พิษณุโลก โดยย้ายเขตปฏิบัติการที่ 23 จากภูเมี่ยงมารวมอยู่ที่ภูหินร่องกล้าด้วย  กระทั่งปลายปี 2512 รัฐบาลได้ตัดสินใจใช้กำลังทหารเข้าปราบปรามบริเวณนี้อีกครั้ง ใช้ชื่อ  “ยุทธการโพธิกษิษฐ์”  เป็นเกียรติแก่ พล.ท.อ่อง โพธิกษิษฐ์  ผบ.กองบัญชาการกองทัพกองทัพภาค 3 (ส่วนหน้า)ในขณะนั้น และยังได้จัดตั้งกองบัญชาการผสม 394 ที่บ้านสักหลง หล่มสัก เพชรบูรณ์  ยุทธการนี้ใช้เวลาเพียง 3 วัน โดยใช้กำลังจาก พล.4 กรมทหารม้าที่ 2 กองพันทหารม้าที่ 6 กำหนดเขตการปราบปรามอยู่ที่บริเวณภูหินร่องกล้า แต่ไม่สามารถลดการขยายอิทธิพลของ พคท.ลงได้ เนื่องจากสภาพภูมิประเทศและการสนับสนุนจากประเทศใกล้เคียง ทำให้ ทปท.สามารถยืนหยัดต่อสู้อยู่ได้

ปี 2513 รัฐบาลเริ่มปรับเปลี่ยนนโยบายในการปราบปราม พคท.อีกครั้ง เนื่องจากการขยายตัวอย่างรวดเร็วของ พคท.ทำให้การใช้กำลังเฉพาะพื้นที่เข้ารบไม่พอเพียง โดยได้เปลี่ยนจากการใช้กำลังในเฉพาะพื้นที่ไปสู่การใช้กำลังในลักษณะโจมตีได้ในทุกเขตพื้นที่

ปี 2514 กองทัพบกนำเอากองกำลังจาก กรมทหารราบที่ 21 รักษาพระองค์ (ทหารเสือพระราชินี)จากชลบุรีที่ไม่มีประสบการณ์ในการสู้รบกับ พคท.มาก่อน เข้าร่วมฝึกกับกองกำลังจากทหารอากาศ ตาม แผนยุทธการ “ผาลาด” ในเขตจังหวัดน่าน และอุตรดิตถ์ ในเดือนตุลาคม 2514 ซึ่งในการฝึกนั้นก็แฝงการปราบปราม ทปท.ไปด้วย

ปี 2515 กองบัญชาการทหารสูงสุดได้กำหนดให้มีการฝึกร่วมระหว่างทหารบก ทหารอากาศ ตำรวจ และอส. เพื่อเป็นการเตรียมตัวในการปราบปราม พคท. โดยครั้งนี้ได้ตั้งเป้าไว้ถึงขั้นให้ พคท.ไม่สามารถปฏิบัติการได้อย่างสะดวกเหมือนที่ผ่านมา  ยุทธการนี้ได้ให้ทหารจากกองพลที่ 1 รักษาพระองค์ เป็นกำลังหลัก เข้าปฏิบัติการในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัด ซึ่งพิสูจน์ทราบว่ามีกำลังทหาร ทปท.อยู่ประมาณ 400-600 คน เคลื่อนไหวอยู่ในพื้นที่โดยใช้เส้นทางสายพิษณุโลก-หล่มสัก เป็นเส้นแบ่งเขตปฏิบัติงานระหว่างภูหินร่องกล้าและเขาค้อ และยังมีขีดความสามารถรับกำลังเพิ่มเติมจากต่างประเทศได้อีกประมาณ 200 คน   ยุทธการครั้งนี้เป็นยุทธการใหญ่ครั้งแรกในพื้นที่รอยต่อ 3 จังหวัดนี้ เรียกว่า “ยุทธการภูขวาง” โดยมี พล.ท.บุญชัย  บำรุงพงษ์ รองเสนาธิการทหารบกในขณะนั้นเป็นผู้อำนวยการฝึกร่วม และมีกำลังทหารเข้าร่วมจำนวนมากทั้งทหารจากกองพลที่ 1 และทหารป่าหวาย(พ.อ.เทียนชัย สิริสัมพันธ์) ซึ่งยุทธการครั้งนี้ทาง พคท.เรียกว่า “ศึก 100 กรม” โดยในช่วงการหาข่าวเพื่อพิสูจน์ทราบนั้น ได้มีการส่งทหารปลอมตัวเป็นพรานล่าสัตว์ขึ้นมาขอน้ำจากชาวบ้านกินบนยอดภู ซึ่งทั้ง 2 ฝ่ายต่างก็รู้ว่าอีกฝ่ายหนึ่งคือทหารบ้านและทหารรัฐบาล แต่ก็ไม่ได้มีการทำอันตรายกัน ปล่อยให้แยกย้ายกันไป จากนั้นทหารรัฐบาลก็เข้าตี ขณะที่ พคท.ได้ย้ายฐานหนีไปแล้ว

ยุทธการภูขวาง เริ่มต้นเมื่อวันที่ 20 มกราคม 2515 – 20 มีนาคม 2515 ใช้เวลาถึง 3 เดือน ทำให้มีทหารบาดเจ็บล้มตายจำนวนมาก สุดท้ายทางกองบัญชาการทหารสูงสุดจึงได้อนุมัติให้กองพลที่ 1 รักษาพระองค์และศูนย์สงครามพิเศษถอนกำลังได้ ส่วนที่เหลือยังคงปฏิบัติหน้าที่ต่อไป  ผลของการรบในครั้งนี้ ทหารรัฐบาลเสียชีวิต 120 นาย บาดเจ็บ 481 นายสูญหาย 1 นาย รวมทั้งสิ้น 602 นาย ส่วนทาง พคท.คาดว่าน่าจะเสียชีวิตประมาณ 150 นายและบาดเจ็บจำนวนมากเช่นกัน

ปี2516 รัฐบาลได้เปิดยุทธการใหม่ ชื่อว่า “สามชัย”  เป็นครั้งแรกที่ได้นำ กองกำลังนาวิกโยธิน เข้าร่วมด้วย โดยได้นำกำลังจากกองพันทหารราบกรมผสมนาวิกโยธิน กองร้อยทหารปืนใหญ่ กรมผสมนาวิกโยธิน หมวดลาดตระเวน กองร้อยบังคับการและ กองร้อยบริการ                    ผลการสู้รบปรากฏว่า ทหารรัฐบาลเสียชีวิต 52 นาย บาดเจ็บ 105 นาย ขณะที่ พคท.เสียชีวิต 29 นาย บาดเจ็บ 62 นาย     ภายหลังเสร็จสิ้นยุทธการสามชัยแล้ว กองทัพภาคที่ 3 ส่วนหน้า ได้ให้คงกองกำลังจากทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์ไว้ในพื้นที่เพื่อปฏิบัติการต่อไป โดยได้กำหนด ยุทธการรามสูร 1-16 ขึ้นเมื่อ 16 ก.พ. -17 มี.ค.มีหน่วยร่วมปฏิบัติ คือ กองพันทหารราบจากกองพลที่ 9 กองพันส่งทางอากาศที่ 1 กรมผสมที่ 4 กองพันทหารราบที่ 2 ชุด ปฏิบัติการบินทหารบกที่ 34 กองร้อยรบพิเศษ  ผลการสู้รบครั้งนี้ทหารรัฐบาลเสียชีวิต 29 นาย บาดเจ็บ 112 นาย ฝ่าย พคท.เสียชีวิต 16 นาย บาดเจ็บ 41 นาย

ความสำเร็จที่สำคัญของยุทธการนี้ คือ หน่วยเพาะกิจของกรมทหารราบที่ 11 รักษาพระองค์สามารถยึดเขาย่าได้  เมื่อวันที่ 27 มี.ค. 2516 และรักษาการณ์อยู่ประมาณ 1 เดือน ก่อนจะสับเปลี่ยนกำลังจากหน่วยอื่นขึ้นไปแทน

ยุทธการดอนเจดีย์ ๒/๒๕๑๙     ตั้งแต่ 1 ต.ค.18-7 ธ.ค.19 มีภารกิจกวาดล้างพคท.ในเขตใต้แนว ถ.พิษณุโลก-หล่มสัก เพื่อตัดขาด ผกค.เขตงานเขาค้อ และเขตงานภูหินร่องกล้า และลิดรอนกำลังกองร้อยเคลื่อนที่เร็วที่ ๕๑๑ ของ ผกค. ในการรบที่ บ.ทุ่งสมอ ฝ่ายเราได้สูญเสีย พ.ท.เจริญ ทองนิ่ม ผู้บังคับกองพันส่งทางอากาศที่ ๑ ศูนย์สงครามพิเศษ และพลทหารอีก 1 นาย

ยุทธการร่วมใจ-๑๐/๒๕๑๙   ภารกิจค้นหานักบิน F-5A ที่ถูกยิงตก ฝ่ายเราเสียชีวิต 32 นาย บาดเจ็บ 119 นาย

การกวาดล้าง ผกค.ในเขตยังดำเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในปี๒๕๒๒ กำหนด ยุทธการลุ่มน้ำเข็ก ปี๒๕๒๓ ยุทธการสิงห์สั่งป่า

กระทั่ง การศึกดุเดือดถึงขีดสุดยุทธการครั้งใหญ่เริ่มเปิดฉากขึ้นด้วย ยุทธการการผาเมืองเผด็จศึก ยุทธการหักไพรี และยุทธการผาเมืองเกรียงไกร เทือกเขาค้อแทบถล่มทลาย ด้วยวัตถุระเบิดที่ต่างฝ่ายต่างขนมาประหัตประหารกันเลือดแลกด้วยเลือด ชีวิตแลกด้วยชีวิต ความสูญเสียของทั้งสองฝ่ายทวีมากขึ้นจนแทบไม่มีกำลังหลงเหลืออยู่

ปี 2524  พตท. 1617 ซึ่งมีหน้าที่ต่อสู้เอาชนะ ผกค. ในเขตพื้นที่เขาค้อได้เปิดยุทธการ ผาเมืองเผด็จศึก 1″  เปิดศึกด้วยการ ยิงสนับสนุนของปืนใหญ่ จากฐานยิงสนับสนุนสมเด็จ ตั้งห่างจากเขาค้อ 7 กม. ความสำเร็จนี้ทำให้เราได้ก่อสร้างทางและขยายอิทธิพลเข้ามาในดินแดน ผกค. อย่างรวดเร็ว   โดยจำเป็นต้องใช้กำลังฝ่ายเราที่มีทั้งหมดโจมตีฐานที่มั่นของ ผกค. บริเวณเขาห้วยทราย ทุ่งสะเดาะพง – เขาตะเคียนโง๊ะ – เขาปู่ และบ้านหนองแม่นา  ดังนั้น พตท. 1617 จึงมีนโยบายเปิดยุทธการ ผาเมืองเผด็จศึก 2″  ขึ้นเพื่อโจมตีฐานที่มั่น ผกค. เพื่อให้การยิงปืนใหญ่เป็นไปอย่างต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่ ปฏิบัติการจำเป็นต้องขนย้ายปืนจากฐานยิงสนับสนุนสมเด็จมาตั้งยิงบนเขาค้อ (ฐานยิงสนับสนุนอิทธิปัจจุบัน) อาวุธปืนใหญ่ ขนาดกลาง กระสุนวิถีโค้ง 03 ขนาด 155 มม. ชื่อว่า พระยาตานี และปืนใหญ่เขา กระสุนวิถีโค้ง 95 ขนาด 105 มม. ชื่อ อินทรีกลืนช้าง ที่ใช้เป็นฐานยิงสนับสนุนทำให้หน่วยดำเนินกลยุทธในพื้นที่บุกเข้ายึดและทำลายที่มั่น ผกค. เขตงานเขาค้อได้อย่างสิ้นเชิง  ต่อมาฐานยิงนี้ได้รับการตั้งชื่อว่า “ฐานยิงสนับสนุนอิทธิ” เป็นอนุสรณ์แก่ พันเอกอิทธิ สิมารักษ์ ผช.ผอ. พตท 1617 (กองอำนวยการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร)ซึ่งเสียชีวิตจาการบัญชาการรบที่เขาค้อเพื่อนำผู้บาดเจ็บและเสียชีวิตออกจากพื้นที่การต่อสู้

ผลการปฏิบัติงานสามารถกวาดล้างและทำลายฐานที่มั่นของ ผกค. ได้สำเร็จ แต่อิทธิพลที่ยังคงหลงเหลืออยู่ทำให้ต้องเปิด ยุทธการหักไพรี ขึ้นตามด้วย ยุทธการผาเมืองเกรียงไกร ที่หมายบริเวณภูขัด ภูเมี่ยง ทำให้ฝ่ายเราสามารถเข้ายึดพื้นที่ได้สำเร็จ มีมวลชนเข้ามอบตัวเป็นผู้พัฒนาชาติไทยเป็นจำนวนมาก

       ปี 2525 เสียงปืนเริ่มสงบลง  สงครามที่ยืดเยื้อมากว่า 15 ปี ยุติ เหลือเพียงความพินาศและความตายที่ไม่อาจกอบกู้คืนได้  แมกไม้ป่าทึบกลางหุบเขาย่อยยับจากแรงระเบิด เศษซากอาวุธรถถัง ยุทธปัจจัยต่าง ๆ กระจายเคลื่อนอยู่ทั่วบริเวณ ทุกสิ่งสงบเงียบลง  ภายใต้ร่มธงไตรรงค์ที่ยังคงเอกราชอธิปไตยของชาติไทยไว้อย่างยืนยง เหตุการณ์ที่ผ่านพ้นถูกจารึกเล่าขานเป็นประวัติการรบที่ห้าวหาญ กับรอยอาลัยจากคราบน้ำตาของญาติพี่น้องผองวีรชน  นับเป็นข้อยุติของประชาชนชาวไทยทั้งปวงที่สามารถยุติความขัดแย้งและการใช้กำลังอาวุธ ตัดสินปัญหามาสู่สันติและการร่วมมือกันพัฒนาประเทศ

(เนื้อหาของภาพยนตร์ อาจไม่ได้มาจากเรื่องจริงในสนามรบเพียงนำสถานการณ์จริงมาผูกเรื่อง)

ขอขอบคุณข้อมูล – เรียบเรียงจาก baanfasai.com และ khaoko.com หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บดังกล่าว   ขอบคุณข้อมูลจาก : กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และ กองทัพภาคที่ ๓

Post Author: Admin Admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *