Scoop: เรื่องจริงบนจอหนังไทย(๓) ข้าชื่อจ่าแผน

ข้าชื่อจ่าแผน

หนังไทยปี2514  เรื่องเดียวกับ วีรกรรมภูขี้เถ้า ซึ่งเป็นชื่อเดิม  นำแสดงโดย สมบัติ เมทะนี อรัญญา นามวงศ์ แมน ธีระพล ส. อาสนจินดา แก่นใจ มีนะกนิษฐ์ ชฎาพร วชิรปราณี ชานีย์ ยอดชัย จุ๋มจิ๋ม ฯลฯ วิเชียร วีระโชติ ถ่ายภาพ ส.อาสจินดา กำกับการแสดง

ที่มาของเหตุการณ์ :  ๑๔ ปี สงครามแห่งความขัดแย้ง : ภูขี้เถ้าเขาค้อ   พื้นที่รอยต่อ ๓ จังหวัด พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-เลย ประกอบด้วย พื้นที่ อ.หล่มสัก จ.เพชรบูรณ์ พื้นที่ อ.ด่านซ้าย อ.นาแห้ว จ.เลย  และพื้นที่ อ.นครไทย อ.ชาติตระการ จ.พิษณุโลก ลักษณะภูมิประเทศเป็นภูเขาสูงต่ำสลับซับซ้อน มีป่าเขาที่สูงชันปกคลุมไปด้วยพันธุ์ไม้จนรกทึบอยู่บนยอดสูง และต่ำลงมาเป็นป่าโปร่ง  เทือกเขาสำคัญ ได้แก่ เทือกเขาเพชรบูรณ์ มียอดเขาเเละสันเขาที่สำคัญ คือ ภูสอยดาว ภูเมี่ยง ภูขัด และภูหินร่องกล้า (ประกอบด้วย ภูลมโล ภูขี้เถ้า และภูเเผงม้า) เขาปู่ เขาย่า เขาค้อ เขาผ้าขาว และเขาวัง  มีราษฎรชาวเขาเผ่าม้ง บุกรุกถากถางพื้นที่ทำกินบริเวณไหล่เขา บางพื้นที่เป็นแหล่งปลูกพืชเสพติด เช่น ฝิ่น  กัญชา บริเวณที่ราบเชิงเขาและซอกเขามักจะเป็นที่ตั้งหมู่บ้าน

ปฏิบัติการของ ผกค.:

ปี พ.ศ. 2508  เป็นจุดเริ่มต้นของขบวนการก่อการร้ายคอมมิวนิสต์ (ผกค.)  ที่เปิดฉากแทรกซึมมาจากแนวชายแดนด้านทิศเหนือ และได้ยึดเอา ภูหินร่องกล้า เป็นฐานที่มั่น หลังจากนั้น ผกค. ได้ขยายงานรุกเข้าเขาค้อ เพื่อเตรียมสถาปนาเขาค้อให้เป็นฐานที่มั่นในการรุกคืบต่อไป

เขาค้อ  มีสภาพเป็นป่ารกทึบสูงชันยากต่อการตรวจการณ์ทางอากาศและทางพื้นดิน  และยังมีถ้ำอยู่มากมายเหมาะสำหรับเป็นที่หลบซ่อนและสะสมอาวุธ เสบียงไว้เป็นอย่างดี โดยบริเวณที่ราบลุ่มเชิงเขาค้อ เขาปู่ เขาย่า เป็นแหล่งอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงเล็งเห็นว่าเป็นชัยภูมิที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ในการที่จะเข้ามาเผยแพร่ลัทธิ และทำสงครามกองโจร เพื่อปฏิวัติยึดอำนาจรัฐบาล ล้มล้างการปกครอง และสถาบันพระมหากษัตริย์

ปี 2511  ผกค.กลุ่มม้งแดง (แม้วแดง) จากบริเวณภูหินร่องกล้า (บ้านแม้วหินร่องกล้า) ภูขัด และ ภูเมียงที่ยึดเป็นฐานที่มั่นเริ่มมีการเคลื่อนไหวและปฏิบัติการรุนแรงขึ้น ได้มีการซุ่มยิง ซุ่มโจมตี และเข้าโจมตีที่ตั้งฐานปฏิบัติการของเจ้าหน้าที่ฝ่ายไทย โดยเริ่มจาก มีนาคม 2511 พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทยได้ส่ง ผกค. เข้ามาปฏิบัติงานในพื้นที่ มีการปลุกระดมชาวม้งให้เกลียดชังเจ้าหน้าที่และให้หันมาร่วมมือกับฝ่าย ผกค. ด้วยการชี้นำให้ราษฎรจับอาวุธ ขึ้นต่อสู้กับเจ้าหน้าที่โดยอ้างว่า เพื่อปลดแอกอำนาจรัฐ  กองทัพภาคที่ 3 ได้ส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปจัดตั้ง ราษฎรอาสาสมัครคุ้มครองหมู่บ้าน ที่บ้านห้วยทรายเหนือ  ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งที่ตั้งบ้านเรือนกันอย่างหนาแน่น

3 เมษายน ผกค. ลอบยิงผู้ใหญ่บ้านที่บ้านแม้วป่าหวาย วันที่ 14 พฤษภาคม ลอบยิงผู้ใหญ่บ้าน บ้านแม้วนางอุ้ง เรื่อยมาจน  20 พฤศจิกายน ก็บุกโจมตีค่ายฝึกอบรมชาวเขา บ้านห้วยทราย  ผกค. จำนวนหนึ่งนำโดย สหายพิชัย ได้จัดกำลังเข้าโจมตีอาสาสมัครคุ้มครองหมู่บ้าน ทำให้เจ้าหน้าที่บาดเจ็บเสียชีวิตหลายนาย และ ผกค. ได้ยึดอาวุธยุทโธปกรณ์ไปได้บางส่วน จึงถือว่าเป็น วันเสียงปืนแตก ของที่นี่ จากนั้นก็ส่งกำลังเข้าโจมตีฐานปฏิบัติการของฝ่ายรัฐบาลหลายครั้ง ทำให้มวลชนส่วนใหญ่เกรงกลัวอิทธิพล ผกค. ประกอบกับการโฆษณาชวนเชื่อของ ผกค. ทำให้มวลชนอพยพเข้าไปอยู่ในป่า ร่วมเป็นสมัครพรรคพวกกับ ผกค. และได้จัดตั้งสำนักอำนาจรัฐขึ้นมา

7 วันต่อมา ผกค.ซุ่มโจมตียานพาหนะของเจ้าหน้าที่พัฒนาชาวเขา

วันที่ 29 พ.ย. 2511 กองกำลังของ พคท.ได้เข้าโจมตีฐานบ้านเล่าลืออีกครั้ง  การเข้าตีฐานของเจ้าหน้าที่บ้านเมืองนั้น พคท. มีจุดมุ่งหมายอยู่  2 ประการ คือ 1. ทำลายกำลังรบของเจ้าหน้าที่เพื่อให้พื้นที่นั้นปลอดอำนาจรัฐ  2. มุ่งหวังให้เจ้าหน้าที่รัฐทำการตอบโต้ เพราะในสมัยนั้นการปราบปรามยังใช้วิธีตาต่อตาฟันต่อฟัน เมื่อฐานถูกตีแตกก็จะส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเพิ่ม และต้องมีขั้นตอนการหาข่าว ก็คือการจับตัวชาวบ้านซึ่งเป็นญาติพี่น้องของสมาชิก พคท.นั่นเอง ทำให้ชาวบ้านที่ไม่ได้เกี่ยวข้องกับ พคท.ด้วยตั้งแต่ทีแรกเกิดความหวาดกลัวว่าจะถูกทำร้าย (เหมือนอย่างที่หมู่บ้านไมไลที่เวียดนามใต้ที่ทหารอเมริกันเผาและฆ่าทิ้งทั้งหมู่บ้านเพราะเข้าใจว่าชาวบ้านให้การสนับสนุนพวกเวียดกง   ที่ไทยก็มีเช่นกรณีถีบลงเขา เผาลงถังแดง หรือบ้านละหารทราย ที่เผาทั้งหมู่บ้านเหมือนกัน)   พวกชาวบ้านจึงอพยพเข้าไปอยู่กับ พคท.ทุกครั้งที่มีการเข้าตีฐานด้วยกลัวว่าเจ้าหน้าที่จะมาจับตัวไปสอบสวน ซึ่งการขยายตัวของผู้ปฏิบัติงานของ พคท. นั้นทำให้   พคท.  สามารถจัดตั้ง กองกำลังทหารบ้าน ทหารประจำถิ่น และทหารหลัก ได้อย่างครบถ้วนในช่วงเวลานั้น และสามารถสถาปนา ภูหินร่องกล้า เป็นฐานที่มั่นได้

วันที่ ๒ ธันวาคม  ผกค. โจมตีที่ตั้งชุดคุ้มครองหมู่บ้าน บ.ทับพริก

วันรุ่งขึ้น ๓ ธันวาคม ๒๕๑๑  โจมตีที่ตั้งฐานของ กองร้อยตำรวจตระเวนชายแดน ชุดคุ้มครองหมู่บ้าน บ.แม้วภูขี้เถ้า ได้เผาที่ตั้งฐานโรงเรียน และรถยนต์ของ ตชด. หลังจากนั้นได้ปิดล้อม บ.แม้วภูขี้เถ้าไว้

เมื่อกองกำลังของ พคท.ขยายตัวมากขึ้น และมีขีดความสามารถในการรบมากขึ้น รัฐบาลจึงได้เริ่มนโยบายนำกำลัง ทหาร เข้าสู้รบกับ พคท. จากเดิมที่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของ ตชด.เพียงอย่างเดียว โดยในวันที่  4-27 ธ.ค.2511  รัฐบาลได้เปิด ยุทธการภูขี้เถ้า ขึ้น โดยใช้กำลังจากกองทัพภาค 3 และกำลังพลร่มจากป่าหวายเข้าร่วม

ยุทธการภูขี้เถ้า – ยุทธการชูชีพ

กองทัพภาคที่ ๒ ส่วนหน้า ได้พยายามคลี่คลายสถานการณ์เพื่อช่วยเหลือเจ้าหน้าที่ตำรวจตระเวนชายแดน  ประมาณ ๒๓ คน   ที่ตกอยู่ในวงล้อมของ ผกค. แต่ถูกต่อต้านจาก ผกค. อย่างรุนแรงระหว่างวันที่ ๔ – ๗ ธันวาคม จึงขอกำลังทางอากาศสนับสนุนกองกำลังภาคพื้นดิน คือ “กำลังรบเฉพาะกิจ” ประกอบด้วย บก.ฉก.๑ ร้อย.รบพิเศษ จาก กรพ. (พร.) ๒ ชุด ตชด. จาก พัน.พิเศษ ค่ายสฤษดิ์เสนา และนายทหารติดต่อจาก ทภ.๒ สน.

วันที่ ๘ – ๙ ธันวาคม  ฝูงบินที่ ๒๔๓ ได้ส่ง บ.จฝ.๑๓ ไปโจมตีเป้าหมายฐานที่มั่นและกองกำลัง ผกค. (แม้วแดง) บริเวณ บ.แม้วขี้เถ้า แต่สถานการณ์ไม่ดีขึ้น

วันที่ ๑๐ ธันวาคม ฝูงบินที่ ๖๑ และฝูงบินที่ ๖๒ (ฐานบินดอนเมือง) ได้ส่ง บ.ล.๔ (C-123) ไปลำเลียงทหาร  “กำลังเฉพาะกิจชูชีพ”  จากสนามบิน จ.สกลนคร ไปส่งที่สนามบินหล่มสักและเข้าที่รวมพลเรียบร้อย

วันที่ ๑๔ – ๒๘ ธันวาคม ฝูงบินที่ ๒๒๓ (ฐานบินอุดรธานี) ฝูงบินที่ ๒๒๔ (ฐานบินโคกกะเทียม) และฝูงบินที่ ๒๒๑ (ฐานบินเชียงใหม่) ได้สนับสนุนกำลังเฉพาะกิจชูชีพโดยใกล้ชิดตามแผน จนกระทั่งกำลังเฉพาะกิจชูชีพ กองทัพภาคที่ ๒ และ “กำลังรบเฉพาะกิจกองทัพภาคที่ ๓”  บุกเข้ายึดที่หมาย และนำธงไตรรงค์ขึ้นสู่ยอดเสาที่ บ.เเม้วภูขี้เถ้าบนยอดเขาลมโล ในวันที่ ๒๗ ธันวาคม

จากนั้น กำลังเฉพาะกิจชูชีพ ทภ.๒ และกำลังรบเฉพาะกิจ ได้รวมกำลังกันออกปฏิบัติการลาดตระเวนตรวจค้นทุกวัน เพื่อทำลายสิ่งของต่าง ๆ ที่เป็นประโยชน์แก่ ผกค.แม้วเเดง และกวาดล้าง ผกค.ที่เหลืออยู่บริเวณ บ.แม้วป่ายาบ บ.น้าขมิ้น บ.แม้วป่าหวาย และ บ.แม้วภูหินร่องกล้า

หมู่บ้านชาวเขาเผ่าม้งในพื้นที่ตอนใต้เส้นทางถนนสายพิษณุโลก – หล่มสัก มีจำนวนมาก เช่น บ.เล่านะ บ.เล่าเพ้ง บ.เล่าลือ บ.พ้อย บ.หูช้าง บ.สะเดาะพง ฯลฯ ในปี 2511 มีเหลือเป็นของฝ่ายเราเพียงหมู่บ้านเดียว คือ บ.เล่าลือ นอกนั้นพากันอพยพจากถิ่นที่เดิมไปอยู่ตามไร่ในป่าตกอยู่ภายใต้อิทธิพลของ ผกค. ทั้งสิ้น ในแผนที่จะปรากฏชื่อ “เขาค้อ” อยู่หลายแห่งอาจเป็นเพราะพื้นที่นี้อุดมไปด้วยต้นค้อ (ไม้ยืนต้นคล้ายตาล) ชาวเขาเผ่าม้งมักนิยมนำไปมุง หลังคาบ้าน

 ยุทธการชูชีพ หรือ ยุทธการภูขี้เถ้า  เป็นการปฏิบัติยุทธการติดต่อกันทั้ง ๒ ครั้งนี้ นับเป็นการรบกับ ผกค.อย่างรุนแรงครั้งแรกในพื้นที่รอยต่อ ๓ จังหวัด (พิษณุโลก-เพชรบูรณ์-เลย) และนับเป็นการใช้กำลังทางอากาศครั้งใหญ่ ทำให้ฝ่ายเราทราบขีดความสามารถในระยะแรกของ ผกค.ในพื้นที่ดังกล่าว โดยพบว่ากำลังติดอาวุธชาวเขาเผ่าแม้วเป็นพวกที่ชำนาญภูมิประเทศป่าเขา จะทำการรบอย่างไม่เผชิญหน้า เนื่องจากเสียเปรียบด้านอาวุธยุทโธปกรณ์ แต่สามารถรวมกำลัง หรือกระจายกำลัง เพื่อต่อสู้หรือหลบหนีได้อย่างรวดเร็ว มีขีดความสามารกในการดัดแปลงภูมิประเทศเป็นหลุมขวากเพื่อกีดขวาง หน่วงเหนี่ยวการปฏิบัติฝ่ายเรา ซึ่งเป็นการชดเชยความเสียเปรียบในด้านกำลังพลและอาวุธยุทโธปกรณ์อย่างได้ผล

ปัจจัยแห่งความสำเร็จเกิดจากการใช้กำลังทางอากาศโจมตีทำลายฐานที่มั่น และยิงทำลายกองกำลังติดอาวุธ ผกค. อย่างรุนแรงและต่อเนื่องกัน ประกอบกับการจู่โจมโดยกำลังภาคพื้นเคลื่อนที่เข้าสู่ที่หมายด้วยการรักษาความลับและเข้าตีเจาะวงล้อม ด้วยการยิงที่รุนแรงและเคลื่อนที่อย่างรวดเร็ว ทำให้ ผกค. ไม่มีเวลาเพียงพอในการรวมกำลังเพื่อขัดขวางการปฏิบัติของฝ่ายเรา

ภายหลังแม่ทัพอากาศเผย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว  เสด็จทอดพระเนตรเหตุการณ์เหนือภูขี้เถ้า ทำให้ทหาร-ตำรวจขวัญดี ยึดคืนพื้นที่ได้ ผู้บัญชาการทหารอากาศ เผยเบื้องหลังการที่เจ้าหน้าที่ทหาร-ตำรวจ บุกตีภูขี้เถ้าจากพวกม้งแดง (แม้ว) คืนมาได้ว่า เป็นเพราะพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่เสด็จไปพระราชทานกำลังใจ ทำให้ทหารมีขวัญดีขึ้น ทรงรับสั่งให้ทหารอากาศ นำพลุส่องสว่างไปทิ้งรอบบริเวณที่ทหาร-ตำรวจถูกล้อมเพื่อป้องกันข้าศึกล่วงล้ำเข้ามา กองทัพอากาศได้ส่งเครื่องบินเเบบ ที-๒๘ บ.จฝ.๑๓ ออกทำการทิ้งระเบิดรอบ ๆ บริเวณที่ตำรวจ ๕๐ คน และเฮลิคอปเตอร์ถูกล้อมขึ้นไม่ได้ทุกวัน จนทำให้พวกแม้วแดงไม่สามารถจะเข้าตีตำรวจได้  จนเหตุการณ์ทางด้านต่าง ๆ สงบเรียบร้อยลงแล้ว  ยุทธการครั้งนี้ได้มีผู้ที่ได้รับพระราชทานเหรียญรามาธิบดีอยู่ 2 ท่าน คือ พ.ต.อ.กฤช สังขทรัพย์ และ พ.อ.นฤนาท ไตรภูวนาถ

ซึ่งแม้ว่าจะปฏิบัติการได้ตามเป้าหมาย แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งการดำเนินงานของ พคท.ได้ เนื่องจากขณะนั้นสถานการณ์รอบประเทศกำลังรุนแรง ไทยเริ่มที่จะส่งทหารเข้าไปร่วมรบในเวียดนาม และสถานการณ์ในลาวก็เอื้อต่อการขยายตัวของคอมมิวนิสต์ในไทย

(ตามอ่านภาคต่อ )

ขอขอบคุณข้อมูล – เรียบเรียงจาก baanfasai.com และ khaoko.com หาข้อมูลเพิ่มเติมได้จากเว็บดังกล่าว   ขอบคุณข้อมูลจาก : กระทรวงกลาโหม กองทัพบก และ กองทัพภาคที่ ๓

Post Author: Admin Admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *