Scoop:10 เรื่องจริงบนจอหนังไทย -ยุวชนทหาร

ยุวชนทหาร เปิดเทอมไปรบ  : Boys Will Be Boys – Boys Will Be Men
ผู้กำกำกับ : ยุทธนา มุกดาสนิท  ผู้เขียนบท :  วาณิช จรุงกิจอนันต์ ผู้แสดง :  รุ่งเรือง อนันตยะ – มารุต วรยศ พานิชไตรภพ – ประยุทธ รอน บรรจงสร้าง – ร้อยเอกถวิล ขจรศักดิ์ รัตนนิสสัย – สิบเอกสำราญ เทย่า โรเจอร์ – ชิดชง ณัฐพล ลียะวณิช – บรรจง พงศ์ชาตรี โคกระบินทร์ – สนั่น พิธาน คณิวิชาภรณ์ – สังวาน บัญชา บุญสนอง – สังเวียน ปริญญ์ เย็นบำรุง – ประชุม  กฤต กุลพิรัญ – วัฒนา อำนวยการสร้าง โดย แกรมมี่ฟิล์ม

เรื่องย่อ : พ.ศ. 2484 เด็กนักเรียนโรงเรียนศรียาภัย จับกลุ่มกัน 8 คน มารุต ประยุทธ บรรจง สนั่น สังวาน สังเวียน ประชุม และวัฒนา ทั้งหมดเป็นเด็กหนุ่มในวัยที่เต็มไปด้วยความฝันและจินตนาการ แต่แล้วสงครามทำให้เด็กวัยรุ่นกลุ่มนี้ ต่างพร้อมใจกันอาสาสมัครที่จะไปตายเพื่อชาติ เมื่อ ร้อยเอกถวิล และ สิบเอกสำราญ และกลุ่มลูกน้อง เดินทางมาจังหวัดชุมพร เพื่อคัดเลือกและฝึกยุวชนทหาร เพื่อเสริมกำลังพลของชาติที่มีไม่เพียงพอหากเกิดสงครามขึ้น ทั้ง 8 คน จึงตัดสินใจลงสมัครพร้อมเพื่อนๆ ในชั้นเรียน

การฝึกยุวชนทหารทั้งหมดเป็นการฝึกหนักเยี่ยงการฝึกทหารหาญทั่วไป แม้ขาดอาวุธในการฝึก เพราะไม่มีใครคาดคิดว่าสงครามจะเกิดขึ้น จึงขาดการสนับสนุนจากทางราชการ ร้อยเอกถวิลและเหล่ายุวชนทหารก็ได้จัดการแสดงยุทธกีฬา เพื่อเรื่ยไรเงินมาซื้ออาวุธ ร้อยเอกถวิลนั้นเป็นครูฝึกที่ดุมาก และคุมเข้มในการฝึกทหาร ซึ่งทำให้ร้อยเอกถวิลเป็นครูฝึกที่เด็กๆ ทั้งรักและกลัว

ในขณะที่ยุวชนทหารฝึกทหารกัน มารุตกับประยุทธก็เกิดไปชอบพอสาวคนเดียวกัน คือ ชิดชง ทำให้ทั้งคู่ยิ่งชิงดีชิงเด่นกันตลอดเวลา ทั้งเรื่องเรียน การฝึกทหาร และความรัก จนทำให้ทั้งคู่แตกคอกัน

ในที่สุด เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ทหารญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกที่ชุมพร ยุวชนทหารทั้งหมดต่างกอดคอกันออกไปรบ เพื่อป้องกันประเทศ แม้อาวุธจะมีไม่เพียงพอ ทุกคนก็ต่อสู้จนเต็มกำลัง เพื่อผืนแผ่นดินไทย มารุต ประยุทธ แม้จะชิงดีชิงเด่นกันมาตลอด แต่ในเวลานี้ ทั้งหมดต่อสู้กันเคียงบ่าเคียงไหล่ พร้อมเพื่อนๆ ยุวชนทหาร

ร้อยเอกถวิลเสียชีวิตระหว่างรบ สิบเอกสำราญโดนยิงที่แขน เขาตัดสินใจมอบหมายให้มารุตดูแลการรบต่อ เพราะมั่นใจว่ายุวชนทหารทุกคนทำได้ กำลังพลยุวชนทหารที่ต้องต่อสู้กับญี่ปุ่นโดยลำพัง เมื่อขาดทั้งร้อยเอกถวิลและสิบเอกสำราญจะเป็นอย่างไร? วีรกรรมอันน่ายกย่องของพวกเขาทั้งหลายจะลงเอยเช่นไร? ยุวชนทหาร….เปิดเทอมไปรบ พร้อมที่จะให้คุณได้พิสูจน์

บันทึกเหตุการณ์จริง : วันที่ 8 ธันวา 2484..

วันที่ไทยรบญี่ปุ่น

เมื่อเกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 ทวีปยุโรปตกอยู่ภายในภาวะสงคราม จากการที่ประเทศฝ่ายสัมพันธมิตร เจ้าอาณานิคมในทวีปเอเชีย คือ อังกฤษ ฝรั่งเศส เป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเสียเปรียบประเทศฝ่ายอักษะ คือ เยอรมัน ในช่วงแรก จนไร้ซึ่งแสนยานุภาพทางทหารและอำนาจในการปกครองประเทศใต้อาณานิคม จนประเทศนั้น ๆ เกิดภาวะสุญญากาศทางการเมือง ทำให้ประเทศญี่ปุ่น ซึ่งหวังขยายอำนาจภายในภูมิภาคเอเชียอยู่แล้ว ภายใต้แนวคิด “วงไพบูลย์ร่วมกันแห่งมหาเอเชียบูรพา”  ได้เห็นเป็นโอกาส ในการขยายอำนาจของตนเข้าไปยังดินแดนเหล่านี้ทันที โดยได้ทำสงครามแผ่ขยายอำนาจเข้ายึดครองประเทศจีนแผ่นดินใหญ่ รวมถึงตั้งฐานทัพในประเทศอินโดจีน คือ เวียดนาม ลาว กัมพูชา ขึ้นอีกด้วย

กองทัพญี่ปุ่น

ประเทศเจ้าอาณานิคมในเอเชียคือ สหรัฐอเมริกา อังกฤษและฝรั่งเศส จึงดำเนินนโยบายคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจเพื่อสกัดกั้นอำนาจของญี่ปุ่่นทันที ด้วยการหยุดขายเหล็กชนิดต่างๆ น้ำมันปิโตรเลียม ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งจำเป็นต่อการดำรงชีวิตให้แก่คนญี่ปุ่น  ญี่ปุ่นจึงได้ตัดสินใจที่จะโจมตีประเทศใต้อาณานิคมเหล่านี้เป็นการโต้ตอบ เนื่องจากมีทรัพยากรสำคัญอย่าง น้ำมันปิโตรเลียม ในพื้นที่เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีความจำเป็นต่อการทำสงคราม โดยเพื่อให้การยึดครองเป็นไปได้โดยสะดวก และยับยั้งไม่ให้ถูกโจมตีกลับจนต้องถอยร่นไปยังประเทศตนเองอย่างรวดเร็ว จึงได้วางแผนในการทำลายกองทัพเรือของเจ้าอาณานิคม ซึ่งมีแสนยานุภาพมากที่สุดในมหาสมุทรแปซิฟิกคือ สหรัฐอเมริกา ก่อนเป็นอันดับแรก

ญี่ปุ่นได้ทำทีส่ง นายพล โนโมรุ และ นายกุรุสุ เป็นเอกอัครราชทูตพิเศษเข้าเจรจาตกลงสันติภาพที่กรุงวอชิงตัน สหรัฐอเมริกา ขณะที่เช้าตรู่ของวันที่ 8ธันวาคม พ.ศ.2484 กลับส่งกองบินเข้าทิ้งระเบิดยังเพิร์ลฮาร์เบอร์ (Pearl Harbor) ซึ่งเป็นฐานทัพเรือและกำลังทางอากาศหลักของสหรัฐอเมริกาในเกาะฮาวายแทน ซึ่งผลจากการโจมตีได้สร้างความเสียหายย่อยยับแก่กองทัพเรือและอากาศสหรัฐอเมริกาเป็นอย่างมาก โดยทหารกว่า 2408 นายเสียชีวิต เรือรบกว่า 18 ลำ ถูกจมลงสู่ทะเล และเครื่องบินกว่า 400 ลำ เสียหายและถูกทำลาย โดยในวันเดียวกัน ยังได้ส่งทหารยกพลขึ้นบกตามจุดยุทธศาสตร์สำคัญในทวีปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้อีกด้วย คือที่ ฮ่องกง และเกาะกวม ในมหาสมุทรแปซิฟิก โดยเพื่อเป็นเส้นทางสำหรับส่งกำลังพลเข้ายึดครองพม่า ซึ่งเป็นดินแดนในการปกครองของอังกฤษ ประเทศไทยจึงเป็นเป้าหมายหนึ่งในการยกพลขึ้นบกครั้งนี้ด้วยเช่นกัน

เช้าตรู่วันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ. 2484 ตั้งแต่เวลา 02.00 น. กองทัพญี่ปุ่นได้ยกพลขึ้นบกที่จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ชุมพร นครศรีธรรมราช สงขลา สุราษฎร์ธานี ปัตตานีและบางปู สมุทรปราการ   ขณะที่อีกทางหนึ่งบุกเข้าทางบกที่อรัญประเทศ จ. สระแก้ว โดยกองทัพญี่ปุ่นสามารถขึ้นบกได้โดยไม่ได้รับการต่อต้านที่บางปู ขณะที่ทางภาคใต้และอรัญประเทศมีการต่อสู้ต้านทานอย่างหนัก โดยวีรกรรมในวันนั้นที่เป็นที่กล่าวขวัญยกย่องเกิดขึ้น 2ที่

-ที่หนึ่งคือที่จังหวัดชุมพร เมื่อญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกและนัดรวมพลยังสะพานท่านางสังข์ เพื่อมุ่งเข้าสู่ตัวเมืองชุมพร หลวงจรูญประศาสน์ (จรูญ คชภูมิ) ข้าหลวงประจำจังหวัดชุมพร เมื่อได้ทราบข่าวการยกพลขึ้นบกของทหารญี่ปุ่นราว 06 :30 น. จึงสั่งให้ พันตำรวจตรีหลวงจิตการุณราษฎร์ ผู้กำกับการตำรวจภูธร และร้อยเอก ถวิล นิยมเสน ผู้บังคับหน่วยฝึกยุวชนทหารที่ 52 จัดกำลังไปต้านทานกองทัพญี่ปุ่นที่จะเข้ามาทางปากน้ำชุมพร

-เวลาประมาณ 07:15 น. ร้อยเอก ถวิล นิยมเสน ได้เคลื่อนย้ายกำลังออกปฏิบัติการ โดยแบ่งกำลังออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เดินทางมุ่งไปรักษาเส้นทางอ่าวพนังตัก ส่วนที่ 2 เคลื่อนย้ายโดยรถยนต์บรรทุกตามเส้นทางชุมพร-ปากน้ำไปสะพานท่านางสังข์ โดยทั้งสองหน่วยนั้นมีกำลังพลรวมกันประมาณเพียง 40 นาย อีกทั้งยุวชนทหารทั้งหมดที่เข้าการรบ เป็นยุวชนทหารชั้นปีที่ 2 และกำลังศึกษาอยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 เท่านั้น

07.50 น. ขณะที่ยุวชนทหารส่วนที่ 2 เดินทางด้วยรถบรรทุกมาตามถนนชุมพร-ปากน้ำ ก็ได้ยินเสียงปืนที่บริเวณท่านางสังข์ ร้อยเอกถวิล จึงให้ยุวชนทหารลงจากรถ ปรับขบวนเป็นแถวเรียงหนึ่ง เข้าไปช่วยตำรวจที่ปฏิบัติการอยู่สองข้างคอสะพานท่านางสังข์ และให้ยุวชนทหาร 3 คนกลับไปเอากระสุนที่โรงพักมาอีก 1 หีบ ขณะที่เคลื่อนขบวนเข้าใกล้เรื่อย ๆ

-09.00 น. ยุวชนทหารจึงพบทหารญี่ปุ่นอยู่ในสวนมะพร้าวและป่าข้างทาง ร้อยเอกถวิลจึงสั่งให้ทุกคนติดดาบปลายปืนและยิงต่อสู้กันเป็นสามารถ

-09.30 น. ขณะที่ร้อยเอกถวิลเคลื่อนตัวออกจากที่กำบัง ก็ถูกกระสุนปืนจากข้าศึกเข้าปากทะลุท้ายทอยเสียชีวิต ยุวชนทหารวัฒนา นิตยนารถ ได้รีบรายงานให้สิบเอกสำราญ ควรพันธ์ ทราบ สิบเอกสำราญฯ จึงปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้ควบคุมยุวชนทหารแทน และได้สั่งให้ยิงต่อสู้ข้าศึกต่อไปอย่างเหนียวแน่น ทหารญี่ปุ่นได้เสริมกำลังเข้ามาเรื่อยๆ โดยพรางตัวด้วยกิ่งไม้ ใบไม้ ดูไกลๆ เหมือนป่าเคลื่อนที่เข้ามา ฝนก็ตกหนักตลอดเวลา ยุวชนทหารได้รับคำสั่งให้ยิงทันทีเมื่อเห็นกิ่งไม้ใบไม้ไหว ทำให้กองทัพญี่ปุ่นหยุดการบุกชั่วขณะหนึ่ง ได้ยินเสียงทหารญี่ปุ่นร้องเมื่อถูกยิงอย่างชัดเจน สิบเอกสำราญฯ เองก็ถูกยิงที่แขนขวา เนื้อขาดไปทั้งก้อนจนปืนหลุดจากมือ ยุวชนทหารละออ เหมาะพิชัย ได้เข้ามาปฐมพยาบาล พอปฐมพยาบาลเสร็จ สิบเอกสำราญฯเกิดหมดสติเพราะเสียเลือดจึงไม่สามารถบัญชาการการรบต่อไปได้ ยุวชนทหารมารุต ไทยถาวรจึงบัญชาการรบแทน มารุตได้สั่งให้กำลังพลยุวชนทหารต้องต่อสู้กับญี่ปุ่นโดยลำพังด้วยความรักชาติ ความกล้าหาญ การเสียสละเพื่อพิทักษ์แผ่นดินไทย

-12.00 น. สิบเอกสำราญ ควรพันธ์ รับหน้าที่ผู้บังคับหน่วยต่อไป โดยปิดข่าวการเสียชีวิตของร้อยเอกถวิลไว้ ด้วยเกรงว่ายุวชนทหารจะเสียขวัญ โดยถึงแม้จะถูกยิงที่แขนขวา จนกระดูกแตก แต่ก็ยังทนบัญชาการรบต่อไป การสู้รบเป็นไปในลักษณะของการตรึงกำลังกัน ไม่มีใครได้เปรียบเสียเปรียบใคร แต่เนื่องจากกระสุนใกล้หมดเต็มที ประกอบกับทหารญี่ปุ่นก็เริ่มเคลื่อนโอบเข้ามาจนได้ระยะขว้างระเบิดมือถึงแล้ว ทำให้ยุวชนทหารต่างพากันคิดสู้จนตัวตาย ขณะที่กระสุนใกล้จะหมด ก็มีรถยนต์ฝ่ายไทยปักธงขาวไว้หน้ารถแล่นข้ามสะพานท่านางสังข์ ประกาศว่า หลวงจรูญประศาสน์ ข้าหลวงประจำจังหวัด ได้รับโทรเลขจากจอมพล ป.พิบูลสงคราม สั่งให้ยุติการต่อต้าน ปล่อยให้ทหารญี่ปุ่นผ่านไปได้ ยุวชนทหารเหล่านั้นจึงรอดตายได้อย่างหวุดหวิด

โดยการสูญเสียของฝ่ายไทยที่บริเวณท่านางสังข์ มีทหารเสียชีวิต 1 คนคือ ร้อยเอกถวิล นิยมเสน ตำรวจ 3 คน คือ สิบตำรวจตรีบุญเสริม เสวตจันทร์ พลตำรวจสมัครเปียก ชูธวัช และพลตำรวจสมัคร เพ็ชร ธานา บาดเจ็บ 3 คนคือ สิบเอกสำราญ ควรพันธ์ พลตำรวจจันทร์ พิบูลยง และนายนุ้ย ใหม่นิรัตน์ ราษฎรอาสาสมัคร ขณะที่ฝ่ายญี่ปุ่นรายงานว่า เสียชีวิต 11 คน เป็นนายทหารยศร้อยเอก 1 คน พลทหาร 10 คน บาดเจ็บ 7 คน สูญหายในทะเลระหว่างยกพลขึ้นบก 4 คน แต่จากการพบของชาวบ้าน กลับพบศพทหารญี่ปุ่นบริเวณตะวันออกของสะพานท่านางสังข์มากถึง 23 ศพ เป็นนายทหาร 3 ศพ และพลทหาร 20 ศพ

อีกที่หนึ่งที่เป็นที่กล่าวขวัญถึงคือ ที่อ่าวมะนาว จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ เมื่อกองทัพญี่ปุ่นยกพลขึ้นบก หมายเอาที่ตั้งกองบินน้อยที่ 5 เป็นศูนย์บัญชาการ และเพื่อใช้เป็นเส้นทางเดินทัพผ่านเข้าประเทศพม่าทางด่านสิงขร จึงได้เข้าโจมตี โดยเริ่มพบความเคลื่อนไหวเมื่อเวลาประมาณ 04.00 น. ขณะที่ ร้อยตรี ศรีศักดิ์ สุจริตธรรม ผู้บังคับหมวดกองร้อยทหารราบและพลทหารจำนวนหนึ่ง กำลังลัดเลาะไปตามชายหาดของอ่าวมะนาวเพื่อลากอวนน้ำตื้น และหาปลาเตรียมสำหรับเลี้ยงรับรองผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพอากาศที่จะมาตรวจราชการ

โดยเวลาประมาณ 05.00 น. กำลังทหารฝ่ายญี่ปุ่นจึงได้เริ่มเข้าโจมตีการสู้รบดุเดือดจนถึงขั้นตะลุมบอน กำลังทางอากาศของกองบินน้อยที่ 5 พยายามนำเครื่องบินจำนวน 7 เครื่อง บินขึ้นทำการต่อสู้ แต่ก็ถูกขัดขวางจากข้าศึก ร้อยโท สวน สุขเสริม ผู้บังคับฝูงบินและพลทหาร สมพงษ์ แนวบันทัด พลปืนหลังได้รับบาดเจ็บ มีเพียงพันอากาศเอกแม้น ประสงค์ดี สามารถนำเครื่องบินแบบฮอร์ค 3 ขึ้นบินเป็นผลสำเร็จ แต่ไม่สามารถทิ้งระเบิดเพื่อทำลายเรือฝ่ายญี่ปุ่นได้ เนื่องจากสภาพอากาศไม่อำนวยมีเมฆฝนปกคลุม ขณะที่กำลังภาคพื้นดินยังคงสู้รบกันอย่างหนัก

การสู้รบดำเนินมาจนถึงวันที่ 9 ธันวาคม 2484 เวลาประมาณ 11.00 น. ผู้บังคับการกองบินน้อยที่ 5 ได้ประเมินสถานการณ์แล้วเห็นว่าเป็นรองฝ่ายญี่ปุ่นในทุกๆ ด้าน จึงสั่งให้เผากองรักษาการณ์และคลังน้ำมัน เพื่อมิให้ฝ่ายข้าศึกใช้ประโยชน์แล้วรวบรวมกำลังพลที่เหลือพร้อมทั้งครอบครัวไปรวมกันที่เชิงเขาล้อมหมวกใช้เป็นที่มั่นสำรอง และให้ส่งเสียงไชโยโห่ร้องดังกึกก้องประดุจว่าทางราชการได้ส่งกำลังทางเรือมาช่วยเสริมกำลังให้กับกองบินน้อยที่ 5 ทำให้ฝ่ายทหารญี่ปุ่นล่าถอยไปตั้งมั่นอยู่ เพราะเกรงว่าจะตกอยู่ในวงล้อมของฝ่ายไทย

กระทั่งเวลาประมาณ 12.00น. ร้อยตำรวจโทสงบ พรหมรานนท์ พร้อมด้วยบุรุษไปรษณีย์พยายามนำโทรเลขของ จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี และ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด แจ้งกับผู้บังคับกองบินน้อยที่ 5 ให้ทราบว่า ทางรัฐบาลยินยอมให้ฝ่ายญี่ปุ่นเดินทัพผ่านไปยังประเทศพม่าได้ แต่ร้อยตำรวจโทสงบ ถูกกระสุนปืนจากการสู้รบเสียชีวิตทันที ทางจังหวัดจึงได้สั่งให้บุรุษไปรษณีย์ว่ายน้ำนำโทรเลขจากอ่าวประจวบไปขึ้นที่บริเวณเชิงเขาล้อมหมวก และสามารถส่งโทรเลขได้เป็นผลสำเร็จเมื่อเวลา 13.00 น. เหตุการณ์สู้รบจึงยุติลงเวลาประมาณ 14.00 น. โดยฝ่ายทหารญี่ปุ่นซึ่งมีกำลังมากกว่าถึง 10 เท่า เสียชีวิต 417 คน ในขณะที่ฝ่ายไทยเสียชีวิต 42 คน ประกอบด้วยทหารอากาศ 38 คน ยุวชนทหาร 1 คน ตำรวจ 1 คน และพลเรือน 2 คน

เพื่อเชิดชูการต่อสู้อย่างกล้าหาญ เสียสละ ของเหล่าทหาร ตำรวจ ยุวชนทหาร ตลอดจนราษฎรอาสาสมัคร ที่ได้เข้าร่วมต่อสู้อย่างไม่เห็นแก่ชีวิตตน ในภายหลังได้มีการสร้างอนุสาวรีย์เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์ทั้ง 2 เหตุการณ์ขึ้นด้วย โดยวีรกรรมของยุวชนทหารที่สะพานท่านางสังข์ จ. ชุมพร ในพ.ศ. 2524 สิบเอกสำราญ ควรพันธ์ ซึ่งได้เลื่อนยศขึ้นเป็นร้อยเอก ได้ติดต่อยุวชนทหารที่ร่วมสู้รบในครั้งนั้น รวบรวมเงินจัดสร้างอนุสาวรีย์ยุวชนทหารในท่าเฉียงอาวุธไว้ที่บริเวณเชิงสะพานท่านางสังข์ โดยใน พ.ศ.2527 กรมศิลปากร ได้ปรับปรุง ออกแบบเพิ่มเติม โดยปั้นเป็นรูปยุวชนทหารขนาดเท่าครึ่งคนจริงถืออาวุธในท่าแทงปืน โดยทำพิธีเปิดเมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2533 มีพลเอกชาติชาย ชุณหะวัณ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานและมีพิธีวางพวงมาลาในวันที่ 8 ธันวาคมทุกปี

อนุสาวรีย์ยุวชนทหาร จังหวัดชุมพร

ขณะที่วีรกรรมของทหารแห่งกองบินน้อยที่ 5 ซึ่งยอมเสียสละชีวิตเพื่อปกป้องผืนแผ่นดินไทย กองทัพอากาศได้สร้าง อนุสาวรีย์ “ วีรชน 8 ธันวาคม 2484 “ บริเวณที่เกิดการสู้รบ ณ กองบิน 53ฯ ในปัจจุบัน  โดยได้บรรจุอัฐิวีรชนผู้เสียชีวิต ซึ่งอัญเชิญมาจากอนุสาวรีย์ ทอ.ในโอกาสเดียวกันนี้ด้วย เพื่อเป็นอนุสรณ์แด่อนุชนคนรุ่นหลังสืบไป และในวันที่ 8 ธันวาคมของทุกปีกองทัพอากาศได้กำหนดประกอบพิธีวางพวงมาลาและสดุดีวีรกรรม 8 ธันวาคม 2484 ณ อนุสาวรีย์ และบำเพ็ญกุศลแด่วีรชนผู้ล่วงลับโดยมีผู้บังคับบัญชาระดับสูงของ กองทัพอากาศ ส่วนราชการต่างๆ ตลอดจนพี่น้องประชาชนในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์มาร่วมพิธีรำลึกถึงและสดุดีเหล่าวีรชนเป็นประจำทุกปีเช่นเดียวกัน

ความกล้าหาญและเสียสละ ที่คนเหล่านั้น ผู้ซึ่งเป็นเพียงทหาร ตำรวจ ยุวชนทหาร และราษฎรชาวบ้านธรรมดา ได้กระทำเอาไว้ ทุกคนล้วนแต่สู้รบด้วยความรักชาติและสมควรได้รับการยกย่องเป็นวีรชน ไม่น้อยหรือยิ่งหย่อนกว่าผู้ใดในหน้าประวัติศาสตร์ชาติไทยเช่นกัน

ระย้า หนังไทยปี๒๕๒๔ สร้างจากนิยายที่ สด กูรมะรหิต ประพันธ์ขึ้นโดยมีเหตุการณ์วันที่ญี่ปุ่นยกพลขึ้นบกในไทย และส่วนหนึ่งปะทะกับการต่อต้านจากชาวบ้านด้วย…

Post Author: Admin Admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *