scoop:12 เรื่องจริงบนจอหนังไทย- ถล่มค่ายนรกจางซีฟู

ถล่มค่ายนรกจางซีฟู    หนังปี2526

หนังสร้างอิงจากเหตุการณ์เรื่องจริงของ ยุทธการบ้านหินแตก ของหน่วยรบพิเศษ ที่เป็นปฏิบัติการลับแบบ ฉก. หรือเฉพาะกิจโดยกองทัพบกเป็นผู้จัดตั้งยุทธการนี้เพื่อกวาดล้างโรงงานผลิตเฮโรอีนตามรอยตะเข็บชายแดนไทย-พม่าบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ โดยคัดเลือกนายทหารที่มีประวัติเป็นนักรบชั้นเลิศจากทุกกรมกอง และคัดเหล่าทหารพราน นักรบที่มีใจทรหด มีคุณสมบัติพร้อมรบในยุทธภูมิทุกรูปแบบรวม 62 คน จัดตั้งเป็นหน่วยรบลับสุดยอด                                                                                      ภายหลัง บ้านหินแตก กลายเป็นอนุสรณ์สถานแห่งความหลัง ชาวบ้านกลับมาอยู่กันสงบสุข ในชื่อหมู่บ้านใหม่ที่ได้รับพระราชทานนามว่า บ้านเทิดไท  และด้วยพระบารมีของในหลวงร.๙ และสมเด็จพระราชินีฯ ที่ได้นำโครงการในพระราชดำริไปทำให้พี่น้องชาวไทยภูเขาได้เลิกปลูกฝิ่น เลิกทำไร่เลื่อนลอย หันมาทำเกษตรกรรมบนที่สูงมีการนำพันธุ์ไม้ดอกไม้ประดับ พืชผักผลไม้เมืองหนาว อย่าง แครอท หรือแม้แต่พันธุ์ปลาเทราต์ ที่ชอบน้ำเย็นๆในแคนาดา ก็สามารถขยายพันธุ์ขายกันได้ราคาดี ทำให้ชาวไทยภูเขา มีงานมีบ้านเป็นหลักแหล่ง และมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเป็นลำดับตั้งแต่นั้นมา

ถล่มค่ายนรกจางซีฟู   ทรนง ศรีเชื้อ   กำกับภาพยนตร์  กฤษณพงศ์ นาคธน ผู้ช่วยกำกับภาพยนตร์

เรื่องย่อ : จางซีฟู มีเชื้อสายไทยใหญ่ เป็นนักค้าเฮโรอีนหมายเลข1 ของโลก อาณาจักรของ จางซีฟู อยู่บริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ตะเข็บรอยต่อระหว่างชายแดนของสามประเทศ ไทย ลาว พม่า ตลอดเทือกเขาตะนาวศรี จากการค้ายาเสพติดทำให้ จางซีฟู กลายเป็นมหาเศรษฐีระดับอัครมหาเศรษฐีและเป็นอาชญากรหมายเลข1 ที่องค์การปราบปรามยาเสพติดสากลต้องการตัวและนอกเหนือไปจากนั้น จางซีฟู ยังต้องการสร้างรัฐไทยใหญ่ของตนขึ้นเป็นอิสระ ไม่ขึ้นต่อการปกครองของพม่า โดยมี โปเต่อหวิ่ง (มานพ อัศวเทพ)นักปฏิวัติกู้ชาติรัฐฉาน  ประสานงานกองกำลัง จางซีฟู ยังต้องการสร้างกองทัพอิสระขึ้น ให้เป็นกองกำลังที่มีแสนยานุภาพและกำลังรบร่วมหมื่น มีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเท่าที่กองทัพมหาอำนาจพึงมีใช้กันในกองทัพทั่วไป

นับวันการสร้างสมกองกำลังอาวุธของ จางซีฟู (สมจินต์ ธรรมฑัต) ยิ่งเข้มแข็งและเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ด้วยเม็ดเงินมหาศาลที่บำรุงกองทัพอย่างไม่ขัดสน เนื่องจากกองกำลังนี้เองที่จางซีฟูใช้คุ้มครองกองคาราวานฝิ่นของเขา ซึ่งฝิ่นจะถูกส่งไปสกัดเป็นเฮโรอีนจำหน่ายในตลาดโลก เป็นแหล่งเงินที่ทำให้พวกเขามั่งคั่งขึ้นเรื่อยๆ กองทัพอิสระของจางซีฟูได้รับการฝึกฝนการรบจากนายพลไทหิน (ภูมิ พัฒนายุทธ)อดีตนายพันทหาร มือขวาของนายพลวังเปา ผู้นำแห่งกองทัพลาว มียุทธวิธีรบหลาบรูปแบบทั้งแบบจู่โจม แบบกองโจร และแบบพลีชีพ ไทหินมี ร้อยเอกปากค่อง(สมศักดิ์ ชัยสงคราม)เป็นผู้ช่วยจอมโหด และยังมี สืดฝง(จุ๋มจิ๋ม เข็มเล็ก)เป็นเพชฌฆาตประจำค่าย

จางซีฟูได้กว้านเอานักรบอาชีพมาเป็นครูฝึกให้พวกตนอย่างไม่ขาด โดยมี ทิวลิป (กฤติกา จรรยารักษ์) ลูกสาวของจางซีฟูที่สำเร็จวิชาการปกครองจากอังกฤษกับมาช่วยงาน เป็นเสนาธิการมือหนึ่ง เป็นผู้วางแผนและชี้แนะความคิดให้พ่ออย่างใกล้ชิด

การเคลื่อนไหวของจางซีฟู ตกอยู่ในการติดตามเฝ้าสังเกตการณ์ของทางการไทยเสมอมา โดยมีองค์การปราบปรามยาเสพติดสากลให้ความร่วมมือด้วย และในที่สุดก็ได้วางแผนยุทธการร่วมกัน โดยจัดตั้งหน่วยเฉพาะกิจในการปราบปรามกองทัพไร้สัญชาติของจางซีฟูขั้นเด็ดขาด โดยไม่ให้จางซีฟูระแคะระคายการเคลื่อนไหวนี้ นักรบ จารชนมือดีจากหลายสังกัด ถูกคัดเลือกมาทดสอบฝีมืออย่างละเอียด จากนั้นก็ต้องเข้าอบรมทบทวนหลักสูตรการรบภาคพิเศษ เพื่อไม่ให้มีสิ่งผิดพลาดเป็นอันขาด

ทีมปฏิบัติการเฉพาะกิจปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด ครั้งนี้ประกอบด้วย

พ.ต.ประจักษ์ หัวหน้าคอมมานโด(สรพงศ์ ชาตรี)  ร.ต.ต. เพชร สายลับจากต.ช.ด.(พยัคฆ์ รามวาทิน) ร.ท.ณรงค์ จาก บ.ก.04 (นิรุตติ์ ศิริจรรยา) จ.ต.ท.ชาติ ต.ช.ด. กล้าตาย(ทวนธน คำมีศรี)  จ.ส.ต.เช ผู้บังคับหมวดทหารพราน(โสธร รุ่งเรือง) และนักข่าวสงคราม ทวีป แก่นทับทิม(ภิญโญ ปานนุ้ย)

สายลับ จารชนมือดีหลายคนถูกส่งตัวเข้าไปปะปนอยู่ในกองกำลังของจางซีฟู ในรูปแบบของนักรบรับจ้าง นักฆ่าอิสระ นักโทษประหารแหกคุก มือปืนพลัดถิ่น นักล่าเงินรางวัล หรือแม้แต่นักศึกษาหัวรุนแรงชนิดซ้ายตกขอบ ทุกคนได้เข้าไปปฏิบัติการลับในค่ายทหารของจางซีฟู เพื่อหาช่องทางจัดการกับจางซีฟูให้ได้

เมื่อทุกอย่างเป็นไปตามแผน  ยุทธวิธีทำลายล้างจางซีฟูก็ถูกกำหนดเวลาขึ้น แต่จางซีฟูไหวตัวทัน …ทำให้พวกจารชนต้องแหกค่ายนรกหนีออกมาให้ได้เสียก่อน  ….จางซีฟูได้สั่งให้นักล่าสังหาร ระดับสุดยอดของความโหดเหี้ยมออกไล่ล่าสกัดกั้นพวกจารชน และสังหารได้เกือบหมด เหลือเพียงสามคนที่รอดชีวิตยังมีลมหายใจ และสามคนนี้ก็ได้นำกองกำลัง “เฉพาะกิจ” กองทัพมอเตอร์ไซค์ปีศาจ และรถสิงห์ทะเลทรายเข้าทำลายค่ายนรกจางซีฟูอย่างวินาศย่อยยับ โดยต่างฝ่ายต่างสูญเสียกำลังพลไปหลายร้อยศพ…ทั้งนี้ก็เพื่อปฏิบัติภารกิจกวาดล้างกองกำลังค้ายาเสพติดที่ทรงอิทธิพลในบริเวณ สามเหลี่ยมทองคำ ให้สิ้นซาก เพื่อให้ประเทศชาติพ้นจากภัยร้ายของยาเสพติด ที่แทรกซึมทำลายความมั่นคงของชาติ ทั้งในระดับครอบครัว ชุมชน สังคมและประเทศ

ส่วนหนึ่งจากเรื่องจริง :

 

พล.อ.อรพันธ์ วัฒนวิบูลย์ ซึ่งปัจจุบันเกษียณอายุไปแล้วเล่าให้ฟังว่า…

“พล.อ.เปรม ฯ ได้หารือกับกองทัพบกว่ากองทัพบกรับทำเรื่องนี้ได้ไหม กองทัพบกก็ตอบรับ เรื่องไม่ได้พูดกันกว้างขวางชนิดว่ามีหนังสือโต้ตอบอะไรกัน เป็นการพูดเฉพาะตัว เพราะเป็นเรื่องที่รั่วไหลไม่ได้ ข่าวเรื่องนี้มันไวมาก
พล.อ.ชวลิต ฯ ท่านรับเรื่องมาแล้ว ผมจำได้ว่าเป็นปลายเดือน ก.ค.2524 ท่านเรียกผมไปพบ ตอนนั้นผมมียศเป็นพันเอก มีตำแหน่งเป็นผู้บังคับการกรมรบพิเศษที่ 2 ท่านบอกว่ามีงานที่สำคัญชิ้นหนึ่ง เป็นงานในระดับรัฐบาลมอบหมายมาให้กองทัพบกคือ พล.อ.เปรมฯได้มอบหมายผ่านกองทัพบก ผ่านผู้บัญชาการทหารบกจนถึงตัวท่านว่าจะใช้กำลังต่อกลุ่มบุคคลหรือกองกำลังกลุ่มหนึ่ง แต่ตอนนั้นท่านยังไม่ได้พูดว่าเป็นปัญหายาเสพติด ท่านบอกว่าบริเวณตะเข็บชายแดน    ในการเดินทางเข้าไปนั้น ไม่ใช่พุ่งหน่วยพรวดพราดเข้าไปตรงๆถึงที่หมายเลย มันต้องลัดเลาะไปตามภูมิประเทศเทือกเขาสูงชันสลับซับซ้อน ท่านบอกว่าอยากได้กำลังที่เข้มแข็งกล้าหาญเอาจริงเอาจังและกล้าตาย เราไม่สามารถใช้คนมากเพราะเป็นการทำงานที่ล่อแหลมมาก ไม่สามารถจะให้คนรู้มาก รู้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น ”
…….เมื่อรับภารกิจมาแล้วท่านก็เริ่มเตรียมการทันทีใช้รูปการจัดแบบหน่วยจู่โจมเฉพาะกิจซึ่งเรียกเป็นรหัสของหน่วยว่า “หน่วยเฉพาะกิจเสือดำ” ประกอบด้วยกำลังพลเพียง 62 คน แต่เป็น 62 คนที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้วเป็นอย่างดี และเมื่อผ่านการฝึกอย่างหนักแล้วก็เคลื่อนย้ายกำลังออกจากค่ายปักธงชัยเพื่อเข้าสู่พื้นที่ปฏิบัติการเมื่อ 26 ก.ย.2524 ทั้งนี้อยู่ในการรักษาความลับอย่างเข้มงวด
………………………..(เรื่องเล่า มีรายละเอียดมันส์..มาก แต่ยาวเกิน)………………..

จากนั้นพอถึงเดือน ม.ค.25 ถัดมา รัฐบาลจึงตัดสินใจใช้กำลัง ตชด.จำนวนหลายพันคนเข้าปฏิบัติการ ยุทธภูมิบ้านหินแตก เมื่อวันที่21 มกราคม 2525 จนสามารถเข้ายึดบ้านหินแตกได้อย่างเบ็ดเสร็จ ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์ จนทำให้กองกำลังขุนส่าพร้อมสมุนกว่า 2 หมื่นชีวิต ตัดสินใจเข้ามอบตัวกับทางการพม่า ยุติบทบาทอันลือเลื่องเมื่อครั้งอดีต ที่เหลือก็ต้องถอยร่นออกไปจากแผ่นดินไทยอย่างถาวรจากนั้นจนบัดนี้
ภาพลักษณ์ของประเทศไทยจึงหมดสิ้นข้อครหาเรื่องการไม่เอาจริงกับปัญหายาเสพติดตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา….

บันทึกที่มีอยู่เพียงไม่กี่แห่งบนโลกใบนี้ หนึ่งในนั้นคือ พิพิธภัณฑ์บ้านหินแตก ต.เทอดไทย อ.แม่ฟ้าหลวง จ.เชียงราย  หรือ ฐานที่ตั้งของกองกำลังขุนส่าในอดีต มาถึงวันนี้ยังหลงเหลือร่องรอยแห่งการต่อสู้ที่ยาวนาน แข็งแกร่ง มั่นคง และมีมนต์ขลัง เต็มไปด้วยกลิ่นอายของการต่อสู้ ที่ปรากฏอยู่ตามโรงเรือนฝึกทหาร โรงครัว คุกดิน สถานที่ประชุมก่อนปฏิบัติการแต่ละครั้ง รวมไปถึงบ้านพักของขุนส่าบนเนื้อที่ 12 ไร่  ณ สถานที่แห่งนี้เองเมื่อครั้งอดีตจะมีกองกำลังของขุนส่าประจำอยู่ 2,000 คน ทุกๆ 6 เดือนจะมีกองกำลังผลัดใหม่จากพม่าผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนมาฝึกยุทธวิธี ก่อนจะกลับไปปฏิบัติการตามฐานที่มั่นต่าง

ประวัติ

ขุนส่าเกิดเมื่อวันที่7 กุมภาพันธ์ 2477 (ค.ศ. 1934) ที่บ้านต้านยาง หรือ ผาผึ้ง อ.ดอยหม่อ อ.เมืองใหญ่ จ.ล่าเสี้ยว แคว้นแสนหวี (รัฐฉาน) เป็นบุตรของขุนอ้าย (จีน) กับนางแสงชุ่ม หรือ แสงคำ(ไทยใหญ่)  ขุนส่าเกิดได้ไม่นานพ่อก็เสียชีวิต แม่ไปแต่งงานใหม่ จึงต้องไปอยู่ในความดูแลของพ่อเลี้ยง ซึ่งเป็นมะโยจา (กำนัน) แห่งดอยหม่อ(Loimaw) อยู่ในแคว้นเมืองใหญ่(MuangYai) ของรัฐฉาน ซึ่งมีศักดิ์เป็นขุน หมายถึงคนที่สืบเชื้อสายมาจากตระกูลชาวไทยใหญ่ ทำให้ชาวบ้านเรียกขุนส่า ตามบิดาเลี้ยง

ต่อมา ขุนยี่ ปู่ได้เลี้ยงดูขุนส่าที่เมืองดอยหม่อ ซึ่งเป็นช่วงที่เกิดสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาจึงได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ ตั้งแต่เรื่องภาษาจีน การเลี้ยงม้า ผสมพันธุ์ม้า ล่อ รวมไปถึงการปลูกข้าว ไร่ชา ตลอดจนไร่ฝิ่น เมื่อโตเป็นหนุ่ม ขุนจ่า ผู้เป็นอาได้สอนยุทธวิธีการต่อสู้และปรัชญาชีวิต ยอมหักไม่ยอมงอ เพื่อไม่ให้ถูกทหารญี่ปุ่น พม่า หรือแม้แต่ทหารก๊กมินตั๋ง (เคเอ็มที) กองพล 93 รังแก แต่กระนั้นเขาก็ยังจำภาพความโหดร้ายเมื่อครั้งหมู่บ้านถูกปล้นสะดมภ์ได้ติดตา

กระทั่งปี2491-2505 พม่าได้รับเอกราชจากอังกฤษ ขุนส่าจึงรวบรวมสมัครพรรคพวกต่อต้านขับไล่ ทหารก๊กมินตั๋ง ที่เข้ามารุกรานชาวไทยใหญ่ โดยได้รับการสนับสนุนเรื่องค่าใช้จ่ายในการสู้รบจากการปลูกฝิ่นและขายฝิ่น จึงเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้ชื่อของขุนส่าก้าวขึ้นมาอยู่แถวหน้าของ ขบวนการปลดแอกไทยใหญ่ กองกำลังเขาแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อทางการพม่าต้องการตอบโต้ทหารก๊กมินตั๋ง จึงจับมือกับขบวนการปลดแอกไทยใหญ่ใช้ชื่อว่า กากวยเย (เคเควาย) (KaKweYe) หรืออาสาสมัคร แต่ขุนส่าเองก็ถูกลอบทำร้ายหลายครั้ง ครั้งที่โด่งดังที่สุดก็คือช่วงสงครามฝิ่น เมื่อวันที่ 6-9 กรกฎาคม 2510 ทหารก๊กมินตั๋งวางแผนถล่มขุนส่าที่บ้านขวัญ ประเทศลาว

ไม่นานขุนส่าก็ขยายอาณาเขตด้วยการตั้งฐานที่มั่นอยู่ตามแนวชายแดนไทย-พม่า-ลาว ซึ่งขณะนั้นยังเต็มไปด้วยป่าเขารกทึบ ยากแก่การเข้าปกครองของทางการ ปี 2506 กองกำลังติดอาวุธของขุนส่าก็เข้ามาบุกเบิกบนดอยหินแตก เป็นฐานที่มั่น เพราะบ้านหินแตก (ในเขตตำบลเทิดไทย อำเภอแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย)  เป็นที่ที่ชาวไทยใหญ่อพยพเข้ามาตั้งรกรากอยู่ก่อนแล้ว เป็นที่พักแรมของบรรดาพ่อค้าวัว และยังเป็นจุดศูนย์กลางการค้าระหว่างรัฐฉานกับรัฐโยนก ไม่นานนักบ้านหินแตกก็เจริญขึ้นอย่างรวดเร็ว มีการสร้างโรงพยาบาล สร้างโรงเรียน บูรณะซ่อมแซมวัดวาอารามต่างๆ โดยนำเงินที่ได้จากการขายฝิ่นมาสร้างสิ่งเหล่านี้


ขุนส่าลักลอบขนฝิ่นจากรัฐฉานมายังบ้านหินแตกด้วยการปะปนมากับคาราวานม้าต่างของพ่อค้านายทุน จากฐานที่มั่นเมืองดอยหม่อเข้าเมืองต้างยาน บ้านผาผึ้ง บ้านหนองคำ ข้ามแม่น้ำเมื่อขุนส่าขยายฐานอำนาจโดยใช้เงินซื้ออาวุธ ทำให้ทางการพม่าเริ่มไม่ไว้วางใจราชายาเสพติดโลกคนนี้เพิ่มมากขึ้น ประกอบกับรัฐบาลไทยมีนโยบายปราบปรามยาเสพติดให้หมดไปจากราชอาณาจักร โดยได้รับความช่วยเหลือจากองค์การสหประชาชาติ (ยูเอ็น) การกวาดล้างผลักดันครั้งใหญ่จึงเกิดขึ้น ขณะที่ทางการพม่าเองก็พยายามกันตัวเองให้พ้นจากข้อครหาของประชาคมโลกว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการค้ายาเสพติดของขุนส่า เพื่อแสดงความบริสุทธิ์ใจ ในปี พ.ศ. 2512 ทหารพม่าวางแผนเรียกขุนส่าไปประชุมที่เมืองตองยี และจับขังคุก ด้วยข้อหาค้ายาเสพติด   ทว่าก็เป็นแค่ช่วงเวลาสั้นๆ เพียง 5 ปีเท่านั้น เพราะ “จางซูเหลียง” อดีตเสธ.ทหารกองพลก๊กมินตั๋ง ซึ่งไม่ยอมกลับประเทศจีน และทำธุรกิจค้ายาเสพติดร่วมกับขุนส่า ได้ลักพาตัวแพทย์ชาวรัสเซีย 2 คน ที่เมืองตองยี  ไปกักตัวไว้ที่บ้านหินแตก พร้อมกับยื่นข้อเสนอให้แลกเปลี่ยนตัวประกันกับราชายาเสพติดโลก   พล.อ.เกรียงศักดิ์  ชมะนันท์ นายกรัฐมนตรีของไทยสมัยนั้น ร่วมกับเอกอัครราชทูตรัสเซียประจำประเทศไทย เป็นตัวแทนช่วยเจรจากับทางการพม่า นำมาสู่การแลกเปลี่ยนตัวประกันในที่สุด แต่กระนั้นก็ต้องใช้เวลานานถึง 6 เดือนกว่าการเจรจาจะสำเร็จ จากนั้นการแลกเปลี่ยนตัวประกันจึงเกิดขึ้นที่บ้านหินแตก จน ขุนส่า ได้รับการปล่อยตัวในปี พ.ศ. 2516 (ค.ศ.1976)
เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้ประเทศไทยตื่นตัวและเริ่มดำเนินนโยบายผลักดันกองกำลังติดอาวุธของขุนส่าอย่างจริงจังนำมาสู่ ยุทธการบ้านหินแตก เมื่อวันที่ 21 มกราคม 2525 นั่นเอง

ต่อมา กองกำลังขุนส่าย้ายไปตั้งอยู่ฝั่งพม่า ที่บ้านหัวเมือง ตรงข้ามกับจังหวัดแม่ฮ่องสอน เปลี่ยนชื่อเป็น กองทัพสหฉาน (Shan United Army)  ต่อมาขุนส่า ได้ตั้งกลุ่มกู้ชาติ  Shan United Army (SUA) เป็นศัตรูกับกองทัพพม่า และ กำลังของพรรคคอมมิวนิสต์พม่า แต่ขุนส่าก็ยังชักใยอยู่เบื้องหลังธุรกิจค้าเสพติดในบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ ซึ่งทำให้กองกำลังของเขามีอาวุธที่ทันสมัยและกำลังพลจำนวนมาก  พร้อมกันนี้ ขุนส่าก็ได้เริ่มติดต่อ กับองค์กรเคลื่อนไหวทางการเมืองของชาวไทใหญ่ กลุ่มอื่นๆ และได้ร่วมกับกองกำลังของ SURA ของนายพลโม เฮง และกำลังส่วนหนึ่งของSSA ภายใต้การนำของเจ้าจ่ามใหม่ ( Sao Sam Mai )  โดยใช้ชื่อองค์กรทางการเมืองว่า สภาปฏิวัติเมืองไต(Tailand Revolutionary Council-TRC ) และมีกองทัพเมืองไต( Mong Tai Army-MTA ) เป็นองค์ฝ่ายทหาร ในปีค.ศ.1985 (พ.ศ. 2528)

ปีค.ศ.1985 เป็นต้นมากองกำลังของชาวไทใหญ่กลุ่มที่ใหญ่ที่สุด มีกำลังพลมากถึง 30,000 คนและมีอาวุธยุทโธปกรณ์ที่ทันสมัยเพราะ MTA มีรายได้มหาศาลจากกิจการดั้งเดิมของขุนส่า แต่อีกหนึ่งทศวรรษต่อมา คศ.1995 ขุนส่ายอมสวามิภักดิ์ และวางอาวุธกับทหารพม่า ว่ากันว่าเนื่องจากเกิดการแตกแยกในกองทัพระหว่างชาวไทยใหญ่ และชาวจีน ซึ่งเป็นกลุ่มญาติและคนที่เคยร่วมธุรกิจยาเสพติดกับของขุนส่า และต่อมา เจ้ากันยอด ผู้นำทหารเชื่อสายไทยใหญ่ได้นำกำลังออกมาตั้งกองทัพกู้ชาติ SSNA. ทำให้กองทัพ MTA ลดความเข้มแข็งลง

ปี พ.ศ. 2532 ทางการสหรัฐตั้งค่าหัวขุนส่าเป็นเงิน 2 ล้านเหรียญสหรัฐในฐานะราชายาเสพติด คนถัดจาก” ลอชิฮัน ”    เพื่อนำตัวขุนส่าไปดำเนินคดี หลังจาก ศาลสหรัฐสั่งฟ้องในข้อหาลักลอบนำเฮโรอีนจำนวน 1,000 ตัน เข้าประเทศ จนขุนส่ายอมสลายกองทัพในที่สุด  ในเดือนมกราคม พ.ศ. 2539 ขุนส่าตกลงสวามิภักดิ์ และส่งมอบอาวุธของกองทัพเมิงไต ให้กับทางการพม่า เพื่อแลกเปลี่ยนกับการไม่ถูกส่งตัวเป็นผู้ร้ายข้ามแดนให้แก่สหรัฐอเมริกา ขุนส่าถูกทหารพม่าควบคุมตัวอยู่ที่บ้านพักในกรุงย่างกุ้ง ล้มป่วยด้วยโรคอัมพฤกษ์ ความดันโลหิตสูง และเบาหวาน   จนกระทั่งเสียชีวิต เมื่อคืนวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2550 อายุ 73 ปี

เจ้ายอดศึก อดีตทหารในกองทัพขุนส่า ไม่ยอมมอบตัวตามขุนส่า และยังคงนำกองทัพกู้ชาติไทยใหญ่สู้รบกับพม่าเพื่อเอกราชของรัฐฉานเรื่อยมา….

Post Author: Admin Admin

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *